ถ้าอยากทำฝันให้เป็นจริงต้องตื่นก่อน

“มี Netflix กดรี มี Disney+ กดเฟบ” เป็นประโยคที่เหมือนเรียกให้มาเล่นสนุกแสดงความคิดเห็นกันในทวิตเตอร์ แต่นี่เป็นประโยคที่เหล่านักการตลาดชื่นชอบยิ่งนัก และผลที่ได้เห็นในยอด “รี” (รีทวิต) กับ “เฟบ” (ไลก์) ก็ไม่ได้ต่างกันเสียด้วย

น่าจะเป็นการต่อสู้ที่น่าสนใจสำหรับสองสตรีมมิ่งเจ้าใหญ่ เจ้าแรกนั้นครองตลาดมาก่อน พัฒนาจากร้านให้เช่าวิดีโอ จนกลายมาเป็นเจ้าของพื้นที่สตรีมมิ่งภาพยนตร์และซีรีส์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ขณะที่เจ้าหลังนอกจากทุนหนาระดับดิสนีย์แล้ว และเป็นเจ้าของคอนเทนต์ อันหมายถึงภาพยนตร์และซี่รีส์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเช่นกัน

เอาเป็นว่าช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ธุรกิจสตรีมมิ่งทีวี หรือจะเรียกว่า OTT (Over the Top TV) เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ชนิดที่เกินความคาดหมาย ปัจจัยสำคัญในช่วงสองปีหลังนี้เห็นจะหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เข้าทางธุรกิจที่ให้บริการความบันเทิงถึงบ้านในลักษณะ Netflix และจากตัวเลขของ Statista รายงานล่าสุดนั้นมียอดสมาชิกบอกรับบริการ Netflix ทั่วโลกแล้วกว่า 200 ล้านราย

สตรีมมิ่งทีวี กลายเป็นจุดเปลี่ยนของวงการสื่อและบันเทิงไปทั่วโลก เพราะแม้แต่สถาบันที่จัดแจกรางวัลระดับโลกอย่าง ออสการ์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยอยากจะเปิดรับภาพยนตร์ที่ผลิตโดย Netflix แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอม เพราะความนิยมของ Original Series หรือ Original Movie ของ Netflix นั้นเริ่มได้รับความนิยมแบบปากต่อปาก และจำนวนยอดสมาชิกที่อยู่ในมือของ Netflix นั้นนับว่าเป็นขุมทรัพย์ชนิดที่สตูดิโอในฮอลลีวูดต่างก็อยากได้

เมื่อชิ้นเค้กยังมีพื้นที่ให้แบ่ง แน่นอนว่ารายใหญ่อย่างดิสนีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของ Content ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก จะปล่อยให้อดีตเจ้าของร้านเช่าวิดีโอมีส่วนแบ่งในเค้กชิ้นนี้แบบเกินครึ่งได้อย่างไร และการเปิดตัวของ Disney+ ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่คือการท้าทายครั้งสำคัญ สำหรับ Netflix ที่ครองตลาดมาก่อน จากนี้คงต้องมาวัดกันที่ Content ภาพยนตร์และซี่รีส์ที่มีอยู่ในมือของแต่ละฝั่ง รวมไปถึงการสร้าง Original Movie และ Original Series เพื่อมาเป็นธงนำ (Flagship) เพื่อทำให้ผู้คนจดจำภาพของตนเองและเลือกที่จะสมัครเจ้าใดเจ้าหนึ่

แต่ก็ใช่ว่าส่วนแบ่งการตลาดสตรีมมิ่งทีวีจะมีแค่สองเจ้านี้ เพราะแต่ละภูมิภาคก็มีเจ้าของส่วนแบ่งของตนเอง ในเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เช่นกัน Netflix กับ Disney+ ต้องยืนสู้กับ WeTV (ของ Tencent), Viu (บริษัทจากฮ่องกง), iflix (บริษัทจากมาเลเซีย) Mola TV (บริษัทสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซีย) Line TV (บริษัทจากญี่ปุ่นที่มีสำนักงานในเมืองไทย) HBO Go (คนไทยคุ้นเคยจาก Game of Thrones) และ Amazon Prime (ได้รับความนิยมในอเมริกาและยุโรป ในเมืองไทยยังไม่ได้ทำการตลาด)

และท้ายสุดแต่ยังไม่ถึงเจ้าสุดท้ายคือ YouTube ที่แม้ใครจะแข่งกันเรื่อง Original Content แต่ YouTube เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มี Original Content โดยไม่ต้องพึ่งสตูฯ เจ้าไหนเลย แถมยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับปล่อยของและทดลอง Storytelling ใหม่ ๆ เสียด้วยซ้ำ

จากพารากราฟแรกมาจนถึงบรรทัดนี้ น่าจะทำให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพการแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งทีวีแบบกว้าง ๆ จะเห็นว่าแต่ละเจ้ากว่าจะสร้างเนื้อหาให้คนดูจดจำได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งท้าทายเข้าไปอีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้อ่านข่าวที่กระทรวงพาณิชย์ไทยเตรียมเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก เน้นที่ซีรีส์วายและเกม ถึงขนาดที่จะจัดตั้งเอเย่นต์ และสร้างไทยแลนด์ ดิจิทัลวัลเลย์ (น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก ซิลิคอนวัลเลย์)

ได้อ่านในเนื้อหาข่าวที่รายงานแล้ว บอกตรง ๆ ว่าไม่ได้เกิดความรู้สึกใด ๆ ขึ้นมาแม้แต่เพียงน้อย เพราะในเนื้อหานั้นเป็นการบอกเล่าเฉย ๆ ไม่มีแผนปฎิบัติอย่างจริงจัง เงินทุนสนับสนุนให้กับผู้ผลิตคอนเทนต์ก็ไม่ได้ชัดเจน เอาเข้าจริงซีรีส์วายที่ได้รับความนิยมของไทยนั้น ผู้ผลิตจากภาคเอกชนต่างดิ้นรนด้วยตนเองกันทั้งนั้น และที่นั่งไล่เนื้อหาระหว่าง Netflix Disney+ รวมไปถึงสตรีมมิ่งทีวีเจ้าอื่นที่ยังคงครองพื้นที่ในภูมิภาค ถ้ารัฐบาลหรือกระทรวงที่รับผิดชอบจะทำจริง ๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะมันไม่ใช่แค่มีเงินก็ทำได้ แต่หมายถึงต้องมีคนที่ทำเป็นลงไปช่วยสร้างให้เป็นรูปเป็นร่าง

แต่เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกพูดเก่ง สร้างภาพลักษณ์ออกข่าวให้สัมภาษณ์ตามสื่อ แต่ถ้ากลับไปมองโปรไฟล์จริง ๆ จะเห็นว่ายังไม่เคยประสบความสำเร็จด้วยฝีมือตนเองสักเรื่อง…เอาเป็นว่าขอฝากด้วยประโยคนี้ค่ะ “ถ้าอยากทำฝันให้เป็นจริง ขอให้ตื่นก่อนแล้วลงมือทำ”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ