#HATETAG ความเกลียดชังที่สร้างผ่านเครื่องหมาย # เพียงอันเดียว

ภาพจาก Facebook : Hatetag the Project

ต้องยอมรับตามตรงว่าทุกวันนี้ไม่เคยได้ดูละครไทยเลยแม้แต่เรื่องเดียวไม่ว่าจะช่องไหนก็ตาม สาเหตุหลัก ๆ คือ ตั้งแต่ทีวีเสียแล้วยังไม่มีอารมณ์เอาไปซ่อม ไม่มีเงินซื้อใหม่ (เพราะรู้สึกว่าคงดูไม่คุ้ม) และเบื่อพล็อตละครไทยที่วนซ้ำสร้างภาพจำอยู่ไม่กี่อย่าง ก็เลยปล่อยให้ทีวีที่เสียนั้นตั้งเป็นซากฝุ่นเกาะ ฝุ่นหนามากค่อยเช็ดที แล้วก็ไม่คิดว่าทีวีจำเป็นอะไรกับชีวิตนับตั้งแต่นั้นมา (น่าจะเกือบ 2 ปีแล้ว)

จริงอยู่ว่าทุกวันนี้อะไร ๆ มันก็ดูออนไลน์ได้ แต่การที่ไม่เห็นโฆษณา ไม่เห็นไตเติล ไม่เห็นทีเซอร์ หรือไม่เห็นการโปรโมตของนักแสดงผ่านหน้าจอทีวี ที่มีลักษณะแบบบังคับดูถ้าเปิดช่องนั้นทิ้งไว้ มันก็ไม่ได้ทำให้อยากรู้อยากเห็นจนต้องไปขวนขวายหามาดูเท่าไร ที่พอจะเห็นผ่าน ๆ เป็นรีวิวเม้าท์มอยตามหน้าฟีดเฟซบุ๊กบ้าง เจอคลิปสั้น ๆ เรียกน้ำย่อยบ้าง ถ้ามันไม่ฮุกจริง ๆ แบบไม่กล้าเลื่อนผ่านหรือย้อนกลับไปดูว่านี่มันเรื่องอะไร ก็ไม่เสียเวลาหาดู

แต่ทีเซอร์แนะนำของ #HATETAG นี่ฮุกจริง ๆ เป็นทีเซอร์ที่เจอโดยบังเอิญจากการไถฟีดดู พอเห็นช่วงที่คลิปเล่นสั้น ๆ แค่ 2-3 วินาที นี่แหละ ไม่กล้าเลื่อนผ่าน ต้องย้อนกลับมาดูแบบตั้งใจอีกรอบ และก็รู้ทันทีว่า ต้องไปหาตำ

เท่าที่ลองหาข้อมูลดูในตอนแรก #HATETAG เป็นโปรเจกต์ภาพยนตร์ขนาดสั้นที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท กู๊ดธิงแฮพเพ่น จำกัด, บริษัท หับโห้หิ้น บางกอก จำกัด และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นโปรเจกต์เพื่อ “รณรงค์การหยุด bully ในโลกออนไลน์” ซึ่งมีลักษณะเป็น “สังคมไซเบอร์แบบไทย ๆ ชาวเน็ตไทย” (อันหลังคิดเอง) เล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน นำมาร้อยเรียงเป็นซีรีส์ 1 เรื่อง ให้คนดูได้ตระหนักว่าทุกข้อความที่เราโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย และทุกแท็ก (#) ที่เราสร้างขึ้นมา ทรงพลังมากกว่าที่คิด

จริง ๆ ในเน็ตมีเรื่องย่อคร่าว ๆ ของทั้ง 10 ตอนอยู่ ว่าแต่ละตอน แต่ละแท็ก ต้องการนำเสนอมุมมองและประเด็นอะไรบ้าง ตรงนั้นหาอ่านได้ไม่ยาก แต่ ณ เวลานี้ จำนวนตอนที่ออนแอร์ไปแล้วมีเพียง 4 ตอน ซึ่งจะบอกว่าแค่ 4 ตอนนี้ก็มากพอที่จะเอากลับมาย้อนดูตัวเองแล้วล่ะ

#CYBERBULLYING ที่เกิดขึ้นไม่รู้จบ

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอยู่เป็นนิจ น่าจะคุ้นเคยกับเครื่องหมาย # นี้ดี และน่าจะรู้จักคำว่าแฮชแท็กด้วย แฮชแท็ก (Hashtag) คือคำหรือประโยคที่มีเครื่องหมาย # นำหน้าเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้งานที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เริ่มต้นใช้ในทวิตเตอร์เป็นที่แรก จนต่อมาความนิยมจึงค่อย ๆ ทยอยไปโซเชียลมีเดียอื่น

การติดแฮชแท็ก หรือใช้เครื่องหมาย # มันเป็นการสื่อสารที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ จุดประสงค์ของการใช้งานก็เพื่อให้คนที่สนใจในเรื่องนั้น ๆ สามารถเข้ามาตามอ่านได้เฉพาะเรื่องที่เป็นแฮชแท็ก ในอนาคตก็ค้นหากลับมาอ่านได้ง่าย ที่สำคัญคือ มันทำให้รู้ว่าเรากำลังสนใจและคุยเรื่องเดียวกันกับคนอื่น ๆ อยู่

ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่ทุกวันนี้ทุกสิ่งอย่างมันไปเร็วมาก ข้อมูลเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดอะไรขึ้นก็มีคนโพสต์ คนไลฟ์แบบเรียลไทม์เดี๋ยวนั้น ทำให้เรื่องดราม่ามันก็ไปเร็วด้วยเช่นกัน เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แท็กทีมกัน ยิ่งในทวิตเตอร์จะมีการจัดอันดับแฮชแท็กยอดนิยมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เรารู้ว่าเรื่องไหนที่กำลังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงอยู่ แท็กอันดับต้น ๆ คนก็สนใจเยอะ พอเข้าไปถูกใจไม่ถูกใจก็ตามด่าเยอะ เฮโรกันไป ใครเขาว่าไงก็ว่างั้น ไม่เผื่อว่าจะเกิดคดีพลิก หน้าแ_กกลับมาบ้างเลย

ภาพจาก Facebook : Hatetag the Project

ซีรีส์ที่รวมหนังสั้นจำนวน 10 เรื่อง ตอนละประมาณ 15-20 นาทีไม่เกินนี้ แต่มีแรงกระเพื่อมอยู่แรงพอสมควร เพราะมันเล่าปรากฏการณ์จริงแบบตรง ๆ ซึ่งมันสร้างสรรค์ดีนะ หนังสั้นแต่ละตอนไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือให้ย้อนกลับมาคิดว่า เราอาจจะฆ่าใครตายเพียงแค่เครื่องหมายแท็ก # เพียงอันเดียวก็ได้

#CYBERBULLYING มันก็คือการกลั่นแกล้งทางออนไลน์นั่นเอง ยิ่งมีดราม่ามาก คนในสังคมต้องการเห็นว่าใครเป็นผู้กระทำ แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่ว่าใครกระทำ เพราะมันยังมีการขุดคุ้ยอะไรอีกมากมายสารพัด จนสุดท้ายก็อาจจะมีชื่อใครสักคนตามหลังเครื่องหมาย # แล้วกลายเป็นแหล่งรุมด่าแบบตามกัน โดยที่อาจจะยังไม่รู้เบื้องหลังก็ได้

เหรียญมี 2 ด้าน ก็ต้องพลิกดูทั้ง 2 ด้านก่อนหรือเปล่า!

มันเป็นการเอานานาสารพัดพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนในปัจจุบันมาขยี้ ๆ แล้วแฝงไว้แทบทุกจุดในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเสพติดโซเชียลมีเดียแบบเข้าขั้น ทำอะไรชาวบ้านต้องรู้ กินมาม่ายังต้องลงรูป โพสต์ทุกอย่างที่มีในหัว แต่ไม่ได้คิดก่อนกดโพสต์ พวกฉอดเก่ง คนหิวแสง คนหาซีน คนกระหายตัวเลข พวกแอบถ่ายแล้วประจาน พวกชื่นชอบการโพสต์ด่า พวกไม่เผือกเงียบ ๆ แต่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้ได้ ทั้งที่บางอย่างไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดเห้นด้วยซ้ำ พวกดราม่าทุกเรื่อง save ทุกอย่าง ถึงบางอันจะทำขึ้นมาเพื่อขำขัน แต่ก็ยังเป็นประเด็นได้

ไม่ก็พวกที่เป็นทาสทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด พอใครจุดไฟขึ้นมานิดเดียว หลายต่อหลายคนก็พร้อมที่จะแท็กทีมกันไปฝั่งนั้น แต่ถามว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้วไหมก็ไม่ ขอแค่ได้เข้าไปปักหมุดด่าไว้ก่อน หลายต่อหลายครั้งที่คดีพลิก มีกระแสตีกลับ ลูกทีมได้แต่หอบเศษหน้าที่แตกยับเยินกลับมา จะรู้สึกผิดก็ไม่ทันแล้ว

ภาพจาก Facebook : Hatetag the Project

ทั้งที่ถ้าใจเย็น แล้วในหัวมีคำว่า “เอ๊ะ!” สักนิด เรื่องมันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ ที่ต้องระวังและเตือนตัวเองเสมอก็คือ เหรียญมี 2 ด้าน ถ้าจะคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับมันก็ควรหยิบมาพลิกดูทั้ง 2 ด้านก่อนหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ามันหงายด้านไหนอยู่ก็ตามด้านนั้นไป การที่ไม่มองให้ครบด้านที่มันมี ก็แปลว่าเราไม่เห็นอีกด้านที่เราไม่ได้มอง และนั่นอาจทำให้เราเข้าใจผิดไปไกล

ขอยกตัวอย่างประเด็น #นักเกรียน ที่ปิดท้ายด้วยข้อความสุดหดหู่ว่าสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริง Cyber Sexual Harassment ในสถานศึกษายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็เห็นข่าวแทบจะวันเว้นวัน บ่อยครั้งที่หลักฐานชัดเจน แต่คนผิดก็แถได้แบบหน้าไม่อาย ที่แย่กว่านั้นคือมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าข้างคนผิด แล้วหันมาด่าเหยื่อแทน หรือเลือกที่จะเมินหลักฐานแล้วหันมาด่าคนแฉ คนพยายามจะเปิดโปงกลับไม่มีที่ยืนซะงั้น เพราะเป็นการ “กล่าวหา” และ “บ่อนทำลาย” เดี๋ยวก่อนนะ กระบวนความคิดผิดปกติหรือเปล่าเนี่ย? ควรจะตรวจสอบก่อนไหม หืมมม!

อะไรที่มันจำเป็นต้องมอง 2 ด้าน หรือจำเป็นต้องเลือกข้างมันย่อมอึดอัดเสมอ แน่นอนว่าจิตใจเรามันก็ย่อมเอนเอียงได้ว่าจะอคติไปเข้าฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกถ้าจะมีทีม ขอแค่ก่อนเข้าทีมรู้ที่มาที่ไปชัดเจนแล้ว สิ่งที่รู้มาไม่ใช่ข้อเท็จมากกว่าข้อจริง ที่รู้มาไม่บิดเบือน ไม่คลาดเคลื่อน ไม่ปลอม ไม่ใช่แค่ “เขาบอกว่า” และที่สำคัญ ต้องไม่ทำอะไรล้ำเส้น เกินขอบเขตของการเป็นผู้แอบเผือกอยู่หลังคีย์บอร์ดก็พอ

กลับมาสำรวจพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของตัวเราเอง

“ดูละครแล้วย้อนดูตัว” กลับมาสำรวจพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองด่วน ๆ ว่ากำลังฆ่าใครทางอ้อม หรือสร้างความเกลียดชังให้ใครอยู่หรือเปล่า เรากำลังใช้โซเชียลมีเดียและความรู้ไม่จริงของเรา เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า

#saveตูดคอร์กี้ และ #NextDoor จบตอนแบบปลายเปิดให้เราได้มาขบคิดต่อด้วยวิจารณญาณ ว่าหากเหตุการณ์เหล่านั้นมันเกิดขึ้นจริง มีคนเสียหายเพราะความมือไวและไม่รู้จริงของเรา ใครคือผู้รับผิดชอบ ในเมื่อมีผู้คนมากมายเข้ามาคอมเมนต์ แชร์ รีทวีต ตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อกันทั้งนั้น ก็เท่ากับมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังไปอย่างกว้างขวาง ขณะที่คนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดรับผิดชอบอะไรได้บ้างนอกจากขอโทษ และยึดมั่นว่าความคิดตัวเองนี่แหละถูกแล้ว

แต่ #นักเกรียน กลับจบตอนว่า “ปัญหานี้ไม่มีทางหมดไปหรอก?” ตราบใดที่ไม่เคยมีใครออกมาร้องทุกข์ ด้วยผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง อับอาย กลัวอำนาจ ส่วนคนทำผิดไม่เคยรู้สึกสำนึกผิดใด ๆ ขนาดเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ก็ยังทำผิดซ้ำได้เรื่อย ๆ และในที่สุดก็เบี่ยงเบนไปได้ว่าปัญหาไม่เคยเกิดขึ้นจริง คนที่พยายามจะแฉ จะช่วยเหลือเหยื่อ กลับถูกตราหน้าว่าบ่อนทำลายชื่อเสียง แถมถูกกลั่นแกล้งซ้ำอีก ลืมคิดว่าใครกันแน่เป็น “ผู้ถูกกระทำ”

ภาพจาก Facebook : Hatetag the Project

ตอนจบของ #นักเกรียน ทำเอากำหมัดแน่นและน้ำตาแทบร่วง เพราะตัวหนังแสดงให้เห็นแล้วว่าเราแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย หรือทำไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าคนผิดนั้นหน้าหนาพอที่จะแถแก้ตัว คนที่หวังดี พยายามจะช่วยเหลือก็โดนล่าแม่มดจนเอาตัวแทบไม่รอด แรงขับเคลื่อนด้วยคนคนเดียว มันไม่มากพอจริง ๆ

หวังว่าโปรเจกต์ #HATETAG จะเตือนสติเราได้ว่าเวลาที่หยิบโทรศัพท์มาโพสต์อะไรสักอย่าง ก่อนจะโพสต์ เราคิดหรือยัง ยิ่งมากพอไหม แล้วจะรู้ว่าบางอย่างไม่จำเป็นต้องโพสต์ก็ได้ และอาจจะทำให้เราไม่อยากโพสต์อะไรอีกเลย จำไว้ว่าข้อความเพียงไม่กี่ตัวอักษรที่เราโพสต์โดยไม่คิด มันอาจเปลี่ยนชีวิตของใครคนหนึ่งไปตลอดกาลก็ได้

หนังสั้น 10 ตอน ความยาวแค่ประมาณ 10 กว่านาที น่าจะช่วยให้เราผู้สิงสู่อยู่ในโลกออนไลน์ทั้งวัน มีแอคเคาท์โซเชียลมีเดียของทุกแพลตฟอร์ม โทรศัพท์ก็มีโหลดไว้ทุกแอปฯ ได้ฉุกคิดว่านี่อาจเป็นเรื่องราวที่เราเคยเจอ เคยรู้สึก เคยประสบด้วยตัวเอง หรือแม้กระทั่งอาจจะเคยมีส่วนร่วมในการสร้างประเด็นดราม่าใหญ่โต และสร้างความเกลียดชังใครสักคนอยู่ก็ได้ จากนี้ไปก็ขอให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ ไม่ชอบให้ใครมาระรานก็อย่าไประรานใคร แค่คนละนิดคนละหน่อย คิดเยอะ ๆ ก่อนกดโพสต์ โลกออนไลน์ก็จะน่าอยู่ขึ้นนิดนึงแหละ 🤔