คำว่า “หนี้” พูดเบา ๆ ก็เจ็บ จริงอยู่ว่าการเป็นหนี้ไม่ได้แย่หรือน่ากลัวไปเสียทุกอย่าง แต่พันธะหรือภาระผูกพันที่เกิดขึ้นมาก็ทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี ความสัมพันธ์แบบ “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” ไม่ค่อยอยากจะเกิด แต่ในเมื่อมีปัญหา หมุนเงินไม่ทัน เงินขาดมือ ก็จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินมา
ปัญหาทางเศรษฐกิจในประเทศช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยจะสู้ดี ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กลับค่อนข้างสูง และยิ่งมีการระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก เพราะทำมาหากินยากลำบากขึ้น ภาคธุรกิจหลายแห่งปิดตัวลง ภาระหนี้สินก็มากขึ้นตาม กฎหมายอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับเดิมที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 หรือกว่า 95 ปี จึงไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกต่อไป เนื่องจากไม่เป็นธรรมกับลูกหนี้ ทั้งจะทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้
เจตนาของการแก้กฎหมายใหม่
การแก้กฎหมายอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับใหม่นี้ ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้จากการแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินควร ซึ่งสวนทางกับการหารายได้มาจ่ายหนี้ การถูกเอาเปรียบจากเจ้าหนี้บางรายที่อาศัยความไม่ชัดเจน กำหนดให้ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด เมื่อผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับลูกหนี้ และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ
แต่กฎหมายใหม่นี้จะไม่รวมการคิดดอกเบี้ยบ้าน บัตรเครดิต ไฟแนนซ์รถ หรือเงินกู้ที่ทำสัญญาไว้ชัดเจน
ฉะนั้น กฎหมายอัตราดอกเบี้ยฉบับใหม่นี้จึงเป็นกฎหมายที่ลูกหนี้ทั้งหลายควรต้องรู้ เพื่อรักษาผลประโยชน์และความเป็นธรรมของตัวเอง
สาระสำคัญในกฎหมายอัตราดอกเบี้ยฉบับใหม่
สำหรับ ประกาศพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีสาระสำคัญ ดังนี้
- กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดไว้ก่อน จากอัตรา 7.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และกำหนดให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทุก ๆ 3 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาออกมา มีผลให้ลูกหนี้ที่กู้ยืมมาโดยเจ้าหนี้ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจน มีภาระดอกเบี้ยลดลง
- ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตรา 7.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็น 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (จากข้อ 1 ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ย 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จากนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่ม 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี) กรณีไม่ได้กำหนดเป็นอย่างอื่น และห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ซึ่งจะมีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดในสัญญาต่าง ๆ ของลูกหนี้ลดลง
- กำหนดฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ใหม่ คำนวณจากฐานเงินต้นที่มีการผิดนัดชำระเฉพาะงวดนั้น ๆ จากเดิมที่คำนวณจากเงินต้นทั้งหมด และในสัญญากู้ยืมที่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งหมด ให้ข้อตกลงส่วนนั้นเป็นโมฆะทันที
การคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่นี้ บังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ทว่าจะไม่กระทบกับการคิดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายใหม่นี้บังคับใช้ นั่นคือ เจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยแบบเดิมได้ถึงวันที่ 10 เม.ย. หลังจากนั้นให้คิดตามกฎหมายใหม่
ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าวนี้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ลูกหนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัด หรือการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดเมื่อต้องผ่อนส่งเป็นงวด ซึ่งนอกจากจะแบ่งเบาภาระของลูกหนี้แล้ว ยังอาจช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามนัดด้วย
อย่างไรก็ตาม ความไม่มีโรค (หนี้) ก็เป็นลาภอันประเสริฐอยู่ดี แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นหนี้แล้วก็ต้องใช้คืน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่น่ารัก! เขาให้กู้ ไม่ได้ทำบุญให้แล้วให้เลย และทางที่ดี พยายามอย่ากู้หนี้นอกระบบ เพราะได้ไม่คุ้มเสีย!
ข้อมูลจาก ราชกิจจานุเบกษา






























