หลาย ๆ คนอาจไม่เคยทราบมาก่อน ว่าวันที่ 5 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันนักข่าว” หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เริ่มต้นในปีพ.ศ. 2498 โดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ร่วมกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รวม 16 ฉบับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักข่าวรุ่นบุกเบิกทั้งสิ้น คือโชติ มณีน้อย, เท่ห์ จงคดีกิจ, ประจวบ อัมพะเสวต, วิเชียร โรจนวงศานนท์, ถาวร มุ่งการดี, สนิท เอกชัย, เชาว์ รูปเทวินทร์, จรัญ โยบรรยงค์, กุศล ประสาร, ชลอ อาภาสัตย์, อนงค์ เมษประสาท, วิสัย สุวรรณผาติ, นพพร ตุงคะรักษ์, วิภา สุขกิจ และเลิศ อัศเวศน์ โดยมีชาญ สินศุข เป็นประธานการประชุม
วันนักข่าว ถือว่าเป็นอีกวันที่มีความสำคัญกับผู้ที่ทำงานในแวดวงสื่อมวลชน เพราะทำให้สมาชิกและผู้ที่อยู่ในวงการข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และสื่อทุกช่องทาง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวสาร โดยจะมีการมอบรางวัลนักข่าวดีเด่น ภาพข่าวดีเด่น และข่าวจากสำนักข่าวต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์และยกระดับสังคม
ในสมัยนั้น อาชีพนักข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์นั้นจะได้รับการยกย่อง เพราะมองว่านักข่าวคือผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแทนประชาชนในระบอบประชาธิปไตย หรือก็คือเป็นผู้ใช้ปากและหน้ากระดาษแสดงความคิดเห็นแทนประชาชน ในฐานะคนกลาง ที่ทำหน้าที่ส่งข่าวสารข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ถูกต้อง และครบถ้วนไปยังผู้รับสาร ถึงขนาดมีผู้ที่เรียกนักหนังสือพิมพ์หรือนักข่าวว่า “ฐานันดรที่ 4” ในความหมายที่หมายถึงผู้ที่มีสถานะแตกต่างจากชาวบ้านทั่ว ๆ ไป เพราะนักข่าวมีอภิสิทธิ์ในการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ให้สังคมได้รับรู้
มาจนถึงเวลานี้ เป็นเวลากว่า 66 ปี ที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นมา โดยมีพันธกิจหลักในการแสวงหา ตรวจสอบ และนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้ รวมถึงนำเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่สามารถนำมาเป็นประโยชน์ต่อสังคม
แต่ในทางกลับกัน เมื่อมองจากมุมของคนนอกวงการ เสียงที่ชาวบ้านทั่วไปพูดถึงการทำงานของคนในแวดวงข่าวกลับเปลี่ยนไป หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ใครหลายคนหมดศรัทธากับนักข่าว และเริ่มคิดว่าอาชีพนักข่าวนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือใด ๆ อีกต่อไปแล้ว มันเกิดอะไรขึ้น
บทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยน (หาย) ไป
รายการเล่าข่าว ใช้อารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง
ในคนที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป น่าจะทันสมัยที่ รายการข่าวคือการรายงานข่าว ลักษณะการดำเนินรายการของผู้ประกาศข่าวจะทำหน้าที่ “อ่านข่าวตามสคริปต์” นำเสนอข่าวตามหลัก 5W1H คือใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร นั่นทำให้ข่าวแต่ละข่าวที่ถูกนำเสนอมีช่วงเวลาที่แน่นอนนำเสนอครบถ้วนตามนั้นก็จบหนึ่งข่าว หากข่าวไหนที่เป็นประเด็นให้ติดตาม จะมีสกู๊ปพิเศษที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอโดยเฉพาะด้วยข้อมูลเชิงลึกอีกครั้ง
แต่ปัจจุบัน รายการข่าวเกือบทั้งหมดไม่ใช่การรายงานข่าว แต่เป็นการเล่าข่าวและคุยข่าว ของผู้ดำเนินรายการ 2 คน สิ่งที่หายไปจากรายการข่าวประเภทนี้คือ ข้อเท็จจริง เพราะเกินครึ่งที่ออกมาจากปากของผู้ดำเนินรายการ ล้วนแล้วแต่เป็น ข้อคิดเห็นและอารมณ์ร่วม ซึ่งขัดต่อลักษณะของข่าวที่ต้องเสนอเพียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อผู้ดำเนินรายการมีอารมณ์ร่วม มีแต่ความคิดเห็นของตัวเองในการเล่าหรือพูดคุย ข่าวยังเป็นข่าวอยู่หรือไม่ ประชาชนรับทราบเรื่องจริงหรือทราบความคิดของคนเล่าข่าว จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกรำคาญการเล่าข่าวแบบนี้
เปล่าชี้นำ แค่ตั้งข้อสังเกต
เมื่อผู้ดำเนินรายการเล่าหรือพูดคุยข่าวกันด้วยอารมณ์และข้อคิดเห็น ย่อมเกิดการชี้นำสังคม ทำให้ตัวผู้เสพข่าวต้องใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการรับสาร เพราะสิ่งที่หูคนเสพได้ยินคือความจริงหรือความคิดเห็นของคนเล่าข่าวกันแน่ ถึงกระนั้น พูดดำเนินรายการก็มักจะตบท้ายความคิดของตนเองที่พูดออกมาแล้วเสมอว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกต ไม่ได้เจตนาจะชี้นำไปในทางหนึ่งทางใด
นั่นทำให้ผู้รับสารส่วนหนึ่งที่ไม่ใช้วิจารณญาณในการรับสาร มีอารมณ์คล้อยตามไปในทิศทางที่ผู้ดำเนินรายการสื่อ จะเห็นได้ว่าช่วงหลัง ๆ คอมเมนต์ที่เกี่ยวกับข่าวนั้น ๆ มักจะเป็นการแสดงความเห็นแบบแบ่งทีมชัดเจน เห็นด้วยก็อวย ไม่เห็นด้วยก็ด่า ทั้งที่ความจริงแล้ว ความคิดลักษณะนี้ควรจะเกิดขึ้นจากกระบวนการคิดของผู้รับสารเองว่าจะเห็นไปในทิศทางไหน ไม่ใช่มีคนนำทางให้คิดไปในทางนั้น
ยิ่งข่าวเรื่องของชาวบ้านยิ่งเล่าได้มัน
เรตติ้ง คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ข่าวฉาว ๆ ของผู้อื่นขายดิบขายดี ด้วยลีลาการเล่าข่าวของผู้ดำเนินรายการที่มีอารมณ์ร่วม ใส่ความคิดเห็นของตนเองไปเต็มเปี่ยม ลักษณะนี้เหมือนกับการที่นั่งฟังเพื่อนเอาเรื่องของเพื่อนมานินทาให้ฟัง คนฟังจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วม รู้สึกสนใจใคร่รู้ต่อว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ เป็นที่มาของการตามดราม่าที่เกิดขึ้นแบบไม่หลับไม่นอน ยิ่งทำให้เรื่องของคนอื่นใกล้ตัวคนรับสารได้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีคนสนใจตามดราม่าได้มากเท่านั้น
ผู้ดำเนินรายการข่าวจับทางได้ว่าคนอยาก (ชอบ) เสพข่าวประเภทไหน ทำให้พวกเขาเน้นทำแต่ข่าวแบบนั้นเสิร์ฟ ข่าวที่เป็นเรื่องของคนอื่น ยิ่งนำมานินทาก็ยิ่งสนุก ยิ่งมีประเด็นให้ตามขุดคุ้ยต่อก็ยิ่งมัน จึงอาจไม่สนใจคุณภาพข่าว ความน่าเชื่อถือ หรือจรรยาบรรณการนำเสนอใด ๆ ขอแค่แรงไว้ก่อน ยิ่งยอดการทีส่วนร่วมมากขึ้นเท่าไรยิ่งดี เพราะเลขเรตติ้งนั้นสามารถแปลงเป็นมูลค่าได้
ทำหน้าที่อย่างจริงจังแต่ก็เล่นใหญ่เกินเบอร์
หลายคนทราบดีว่าอาชีพนักข่าวคือการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมารายงานให้สังคมรู้ ทำให้นักข่าวมีหน้าที่ในการหาข่าว แต่ทุกวันนี้ภาพการหาข่าวของนักข่าวในหลายสำนักออกจะทำให้คนดูข่าวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย เข้าใจว่าทำหน้าที่ แต่ภาพที่ออกมามันแสดงให้เห็นว่านักข่าวบางคนหิวข่าวมากจนเกินไป และการแสดงความหิวกระหายข่าวและเรตติ้งนี้ ทำให้ไปล้ำเส้นแหล่งข่าวอยู่มากเหมือนกัน
นั่นเป็นภาพที่ไม่น่าดูอย่างยิ่ง เมื่อเราดูรายการเล่าข่าวแล้วเห็นนักข่าวภาคสนามบางคนล่าแหล่งข่าวแบบเกาะแข้งเกาะขา ตามติดแบบไม่มีพื้นที่ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งละเมิดความเป็นส่วนตัวของแหล่งข่าว ถามคำถามซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทั้งที่แหล่งข่าวไม่ต้องการตอบ หรือความพยายามที่จะเอาความเรียล ความจริงใจมาเล่า แล้วปล่อยภาพที่ละเอียดอ่อน ถามคำถามที่สะเทือนใจแหล่งข่าวออกมา คิดว่าจะมีคนชมว่าเก่งหรือทุ่มเท ในความเป็นจริง กลับทำให้คนดูข่าวถามหาจรรยาบรรณ และตั้งคำถามกับการทำงานว่าสมควรมากน้อยแค่ไหนที่อยากจะขายข่าวท่าเดียว
ก็เอาข่าวจากโซเชียลมีเดียมาเล่นต่อ
ต้องยอมรับว่าการมีโซเชีลมีเดียทำให้เราได้รู้เรื่องอะไรต่ออะไรง่ายขึ้นและเร็วขึ้นมากทีเดียว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่มุมไหนของโลก ต่อให้นักข่าวมืออาชีพเข้าไม่ถึง ก็จะต้องมีนักข่าวสมัครเล่นนำมาเปิดประเด็นก่อน พอเริ่มมีคนสนใจถึงขั้น “แมส” ก็จะมีสำนักข่าวหรือสื่อหลักหยิบมา “เล่นต่อ” เมื่อควบคู่ไปกับลีลาการเล่าข่าวของผู้ดำเนินรายการแล้ว ยิ่งต้องบอกว่าความจริงยิ่งเหลือน้อยลงทุกที แต่ที่มากขึ้นคือสีและไข่ ที่ใส่ลงไปจนไม่เห็นเค้าเดิม
ไม่เพียงเท่านั้น บ่อยครั้งยังเกิดการนำมาผลิตซ้ำ นำภาพและเนื้อหาของไวรั
หน้าที่กระบอกเสียงแทนประชาชนที่หายไป
ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าสื่อหลักหลาย ๆ ช่องถูกติดแฮชแท็ก #แบน กันถี่ยิบ บางครั้งก็มีการต่อว่าไปในเชิงเสียหาย และตั้งคำถามถึงการทำงานที่ไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนอีกต่อไป แต่สร้างคอนเทนต์บันเทิงต่าง ๆ ขึ้นมาแทน หลายครั้งสื่อหลักนำเสนอข่าวที่บิดเบือน นำเสนอข่าวแบบไม่เป็นกลาง นำเสนอข่าวแบบเอาเรื่องที่คนรู้แล้วมาพูดวนซ้ำอยู่นานหลายวัน หรือแม้แต่ไม่เสนอข่าว นั่นอาจเป็นเพราะอำนาจที่มองไม่เห็นและนโยบายของหน่วยงาน
จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนผิดหวัง เพราะพวกเขาคาดหวังว่าในจุดที่มีข่าวสารมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงการรณรงค์ไม่ให้เรื่องข่าวปลอมอยู่เนือง ๆ หลายคนจึงยังไม่เชื่อข่าวอะไรทั้งนั้นถ้าสื่อหลักยังไม่รายงาน แต่กลับกัน พวกเขารอข่าวจากสื่อกระแสหลักแต่กลับไม่มีออกมาเลย หลาย ๆ ข่าวที่คนควรจะรู้ก็ไม่มีออกมาให้รู้ ก็ไม่แปลกที่คนจะหันไปหาข่าวจากโซเชียลมีเดียอ่านเอาเอง ถึงจะจริงบ้างเท็จบ้าง หรือเท็จทั้งหมด ก็ยังพอให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งหมดทั้งมวล ทำให้ “นักข่าว” หรือ “สื่อมวลชน” จะยังคงเป็นอาชีพที่ถูกตั้งคำถาม ถูกวิพากษ์วิจารณ์บทบาทหน้าที่ และถูกถามหาจรรยาบรรณอยู่เสมอต่อไปอีกเรื่อย ๆ หากบทบาทหน้าที่ของนักข่าวเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้






























