โทษฐานที่ฟุตบอลโลกกำลังจะระเบิดขึ้นอีกครั้ง ณ ดินแดนอันไกลโพ้น อันน่าจะปลุกความบ้าคลั่งในเกมลูกหนังของคนทั่วแผ่นดินให้บังเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมเลยถือโอกาสปลุกความทรงจำของตัวเองด้วยแมตช์ประทับใจตลอดกาลจากศึกเวิลด์คัพให้ทุกคนได้อ่านกัน ดังต่อไปนี้ครับ
1. อาร์เจนตินา-ฮอลแลนด์ 1978
นี่คือฟุตบอลโลกแมตช์แรกที่ผมได้รับชมการถ่ายทอดสดไกลจากประเทศในแถบลาตินอเมริกา ตอนนั้นจำได้ว่ายังเด็กมากและแอบย่องมากลางดึก เปิดโทรทัศน์ที่บ้านยังเป็นขาวดำอยู่เล้ย!
เกมที่ต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ คือนัดชิงชนะเลิศที่สนามริเวอร์เพลต เหตุก็เพราะบรรยากาศการเชียร์อันบ้าระห่ำ เร่งเร้าให้ทีมเจ้าภาพไปถึงฝั่งฝัน แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลเป็นทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเขา ทั้งพลุ ทั้งเปเปอร์ชูต ม้วนกระดาษสี ริบบิ้น ธงฟ้าขาว นกหวีด เสียงโห่ฮาป่า ถูกใช้งานอย่างบ้าระห่ำเพื่อกดดันทีมคู่แข่งอย่าง “อัศวินสีส้ม” ที่ต้องการเป็นแชมป์โลกครั้งแรกให้ได้เช่นเดียวกัน
อาร์เจนตินา มีซูเปอร์สตาร์รูปหล่อผมยาวอย่าง มาริโอ เคมเปส ที่ลุ้นดาวยิงสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์อยู่ รวมทั้ง ลีโอปอลโด้ ลูเก้ คู่ขาหน้าติดหนวดของเขาในแดนหน้า ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส มิดฟิลด์จิ๋วแต่แจ๋ว และ ดาร์เนียล พาสซาเรลล่า กองหลังจอมโหดกัปตันทีม
ขณะที่ ฮอลแลนด์ ชุดนั้นไม่มี “นักเตะเทวดา” โยฮัน ครอยฟ์ ซึ่งถอนตัวไปในนาทีสุดท้าย แต่พวกเขายังมี ร็อบบี้ เรนเซนบริงค์, โยฮัส นีสเกนส์, จอห์นนี่ เรป และ รุด ครอล เป็นตัวชูโรง
ก่อนแข่ง ทีมจากยุโรปเข้าชิงอย่างสมศักดิ์ศรีและเป็นการชิงสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนทีม “ฟ้าขาว” นั้น เจอข้อครหาจากการถล่มเปรู 6-0 โดยฝ่ายจัดการแข่งขันประกาศให้เล่นทีหลังบราซิล คู่ต่อสู้ที่เบียดกันด้วยประตูได้เสียเพื่อเข้าชิง จึงทำให้ทีมเจ้าภาพได้เปรียบมหาศาล แถมเปรู ยังเล่นเหมือนมีอะไรไปสะกดให้ขาก้าวไม่ออก จนถูกนินทาว่า “ล้มบอล” เพราะยอมโดนยิงเละเทะ
สุดท้ายเกมนัดชิงชนะเลิศ 1978 อุบัติขึ้นจนได้ท่ามกลางกองเชียร์คราคร่ำในสนามกรุงบัวโนสไอเรส โดยเมื่อเริ่มแข่งขัน ฮอลแลนด์ หาได้ยำเกรงศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าภาพ พวกเขาต่อบอลในระบบ “โททัล ฟุตบอล” อันเลื่องชื่อเข้ากดดัน แต่โชคร้ายที่ถูก มาริโอ เคมเปส กองหน้าสุดหล่อของ อาร์เจนฯ จิ้มบอลผ่าน แจน จอง โบลด์ นายทวารเข้าไปตุงตาข่ายก่อน 1-0 ในนาที 38
ยิ่งเล่น “ฟลายอิ้งดัตช์แมน” ยิ่งแสดงความเหนือกว่า ทว่าเจ้าถิ่นเองก็สู้ด้วยเกมเข้าสกัดหนัก และบางครั้งอาจจะเรียกป่าเถื่อนก็ว่าได้ รวมทั้งอาการคึกคักวิ่งแบบไม่มีหมดกันทั้งทีม ถ้าเป็นแถวบ้านเราก็ต้องถามว่า ไปโดนตัวไหนมาเพ่?
ความมันส์บังเกิด เมื่อเกมนัดชิงต้องเข้าสู่ช่วงของการต่อเวลา ทาง “อัศวินสีส้ม” ตีเสมอได้จาก ดิ๊ค นานนิงก้า ตัวสำรองที่เปลี่ยนตัวมาเป็นซูเปอร์ซับ เทคตัวโหม่งบอลเข้าประตูในนาที 82 สกอร์ 1-1 เกมเหมือนจะพลิกทีมดัตช์เกือบได้แชมป์ไปครอง หากลูกยิงของเขาไม่พลาดไปชนเสา
ต่อมาในช่วงต่อเวลา 30 นาที อาร์เจนตินา ยังไม่ถอดใจ และยังวิ่งกันไม่มีหมด จนในที่สุดพวกเขาก็ได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งในนาทีที่ 105 จากฝีเท้าของ เคมเปส อีกเช่นเคย 2-1
นาทีที่ 115 ดาเนียล แบร์โตนี่ มาการันตีชัยชนะให้กับเจ้าถิ่น ด้วยการซัดประตูปิดฝาโลง 3-1 ทำให้ทีมดัตช์ ผิดหวังอีกครั้งเป็นคำรบที่สอง หลังจากสี่ปีก่อนหน้านั้น แพ้ เยอรมันตะวันตก เจ้าภาพเช่นเดียวกันในปี 1974
แมตช์แห่งความทรงจำนี้ต้องถูกจารึก เพราะความเข้มข้นของเกมนัดชิงชนะเลิศ จนกระทั่งต่อเวลา รวมทั้งบรรยากาศการเชียร์ที่กึกก้องกัมปนาท โดยเฉพาะเมื่อ กัปตัน พาสซาเรลล่า ชูถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพขึ้นเหนือศีรษะ
ก่อนแข่งทีม ฟ้าขาว เป็นรองในทุกด้าน แต่สุดท้ายพวกเขากระเสือกกระสนจนเป็นแชมป์โลกได้สำเร็จในแมตช์นั้น แม้จะถูกนินทาว่าเป็นเวิลด์คัพหนที่สกปรกที่สุด แต่มันก็ดุเดือดจนน่าจะถูกใจคอซาดิสม์มิใช่น้อย
ฟุตบอลโลก! แค่การรับชมสดถ่ายทอดสดหนแรกของเด็กน้อยอย่างผมในตอนนั้น ก็สร้างอารมณ์ตื่นเต้น และความทรงจำแบบไม่รู้ลืมแล้ว
สัปดาห์หน้า อย่าลืมกลับมาติดตามแมตช์ในตำนานเกมอื่นกันต่อครับ.