การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายประจำปี 2026 ซึ่งทำการแข่งขันในสามประเทศคือ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เริ่มเตะรอบแรกกันไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน (11 มิ.ย.) ซึ่งแข่งกันทั้งหมด 48 ทีมจาก 48 ประเทศ และในวันนี้ (จันทร์ที่ 29 มิถุนายน) จะเป็นการแข่งขันในรอบน็อกเอาต์ ซึ่งมีทั้งหมด 32 ทีมผู้ชนะจะได้เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ถึงตอนนี้เชื่อว่าแฟนบอลทั้งขาประจำและขาจรคงได้หันมาสนใจกันบ้าง เพราะในรอบนี้คือแพ้คัดออก โดยทีมที่ชนะจะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปทันที ส่วนทีมที่แพ้จะตกรอบจากการแข่งขันโดยไม่มีแก้ตัว
หลังจากที่ทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ฟุตบอลโลก ที่ในอดีตคนไทยสุดแสนจะเครซี่ แม้ว่าทีมชาติเราจะไม่มีโอกาสไปถึงรอบสุดท้าย แต่การถ่ายทอดฟุตบอลโลกในเมืองไทยนั้น ต้องเรียกว่าอยู่ในระดับวีไอพี เพราะชาวไทยได้ดูฟรีโดยไม่มีข้อแม้มาโดยตลอด และในบางปีบริษัทผู้ผลิตน้ำเมาเป็นผู้สนับสนุนหลัก ด้วยแนวทางสปอร์ตมาร์เก็ตติงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้เบียร์ยี่ห้อดังกล่าวได้รับความนิยมชนิดที่ขึ้นมาหายใจรดต้นคอคู่แข่งเลยทันที
พอหันกลับมาดูบรรยากาศฟุตบอลโลก 2026 ที่มีการประกาศผู้ประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในช่วง 24 ชั่วโมงสุดท้าย ชนิดที่ผู้ได้สิทธิและทีมงานแทบจัดตัวนักพากย์ไม่ทัน และเป็นฟุตบอลโลกยุคใหม่ที่ใครอยากชมแบบเต็มทัวร์นาเมนต์ต้องยอมจ่ายค่าแพ็กเกจ ที่มี Influencer หลายท่านออกมาบอกว่าเป็นราคาที่คุ้มมาก เพราะได้ดูพรีเมียร์ลีก และลีกชั้นนำอื่น ๆ ต่อหลังจบฟุตบอลโลก
ซึ่งราคาแพ็กเกจพรีเมียมที่ดูได้สองจอพร้อมกัน เหมือนจะเป็นการทำการตลาดที่น่าสนใจ เพราะถ้าหารเฉลี่ยแล้วต่อคนต่อจอ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูงมากนัก และทางเจ้าของแพลตฟอร์มเองหวังจะดันให้มียอดคนสมัครสมาชิกสูงถึง 2 ล้านรายให้ได้จากแพ็กเกจดังกล่าว แต่การขายแพ็กเกจในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศเซื่องซึมลงจนจะกลายเป็นเศรษฐกิจซึมเศร้าเช่นทุกวันนี้ ดูจะเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ลิขสิทธิ์ที่ได้มาในนาทีสุดท้าย ทำให้เสน่ห์ของฟุตบอลโลกซึ่งมักจะกลายเป็นฟุตบอลโลกฟีเวอร์จากการตลาดของผลิตภัณฑ์ในประเทศและสถานบันเทิง แทบจะเรียกว่าเงียบหาย แม้จะมี Global Brand ที่ให้ความสนับสนุนการแข่งขันอยู่แล้วปล่อยโฆษณา หรือแคมเปญทางการตลาดออกมาบ้าง ก็ยังไม่สามารถช่วยสร้างความรู้สึกอินให้กับขาประจำกับขาจรได้ไม่มากเท่าไรนัก
ในวันนี้ถ้าคุณไปถามแฟนบอลขาประจำหรือผู้สื่อข่าวกีฬากับฟุตบอลโลกในครั้งนี้ คำตอบที่ได้รับ พวกเขายังคงให้คำตอบว่ามีกระแสคนยังดูฟุตบอลเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้าไปถามคนที่เป็นแฟนบอลขาจร คำตอบที่ได้รับแทบจะคล้ายกันคือ รอดู 40 นัดที่ให้ชมฟรี ซึ่งรวมนัดชิงชนะเลิศด้วย แต่คงไม่ซื้อแพ็กเกจ
จำนวนแฟนบอลขาประจำจากจำนวนประชากรประมาณ 70 ล้านคนนั้นมีอยู่ประมาณ 10-15 ล้านคน ซึ่งตัวเลขของประชากรที่เหลือคือตัวเลขที่ในอดีตเคยมาติดตามฟุตบอลโลกด้วยกระแสที่โหมโปรโมตจากฝ่ายการตลาด แต่ปัจจุบันเมื่อไม่ได้ถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี ขณะที่แคมเปญแพ็กเกจออกมาในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังซึมเศร้า สุดท้ายเสน่ห์ของฟุตบอลโลกฟีเวอร์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยทุกสี่ปี ปีนี้ก็อาจจะเหงา ๆ หน่อย
ฟุตบอลโลกนั้นเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือทางการตลาด หรือ Sport Marketing ที่มีหัวใจสำคัญคือการสร้างกระแสเพื่อให้เกิดความสนใจก่อนการแข่งขันจะเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเสื้อทีมชาติ ของแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา การทำโปรโมชันของเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด สถานบันเทิง รวมไปถึงแบรนด์ในประเทศที่หวังจะให้เกิดความจดจำจะยินยอมจ่ายเพื่อให้ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก
เมื่อเสน่ห์ดังกล่าวหายไป จึงส่งผลให้การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในครั้งนี้อยู่ในระดับที่ได้รับความสนใจจากแฟนบอลขาประจำ แต่ไม่ได้ฟีเวอร์ชนิดที่ดึงให้คนทั้งประเทศมาร่วมแจมในกระแสนี้ เพราะในอดีตหากอยู่ในช่วงฟุตบอลโลก แทบทุกแบรนด์ต้องหลีกทางให้เพราะกลัวจะจม แต่ปีนี้ขอให้พิจารณาจากหน้าฟีดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ดูก็ได้ไม่มีแบรนด์ไหนกลัวฟุตบอลโลกแล้ว ปล่อยโปรโมชันกันฉ่ำ ผู้เขียนเองยังเห็นคลิปที่เหล่าอินฟลูฯ ทั้งหลายพยายามโปรโมต Toy Story 5 มากกว่าคลิปอินฟลูฯ เชียร์ฟุตบอลโลกเสียอีก
คงต้องมาลุ้นเอาในช่วงรอบน็อกเอาต์ ว่าจะมีทีมไหนที่สร้างปรากฏการณ์ในการแข่งขันได้จนแย่งพื้นที่สื่อได้มากกว่าข่าวทุจริตในการสอบรับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข่าวทุจริตเลือกตั้ง สว. ข่าว TH-AI Passport หรือแม้แต่ข่าวสงครามในช่องแคบฮอร์มุช ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งปรากฏการณ์นั้นต้องอยู่ในระดับผลการแข่งขันที่ญี่ปุ่นเอาชนะบราซิลเลยทีเดียว หากเกิดขึ้นจริงฝ่ายสมัครสมาชิกของเจ้าของลิขสิทธิ์เคลียร์พื้นที่กันได้เลย
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























