Home Work & Living Living ผิดพลาด ดราม่า ทัวร์มา และการลงทัณฑ์ที่ขุดกันถึงแก่นโลก

ผิดพลาด ดราม่า ทัวร์มา และการลงทัณฑ์ที่ขุดกันถึงแก่นโลก

เคยสังเกตไหม ทุกครั้งที่มีดราม่าเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ สิ่งที่ตามมามักจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับลุกลามไปสู่การขุดค้นตัวตนของบุคคลนั้นทั้งชีวิต เริ่มมีการระดมผู้คนจำนวนมากให้มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย หรือที่ทุกวันนี้เข้าใจกันว่าคือ “คณะทัวร์” จากนั้นก็เริ่มวิพากษ์ วิจารณ์ กดดัน โจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่งในโลกออนไลน์ รวมถึงการร่วมมือกันแฉหลักฐานนั่นนี่ และขุดคุ้ยทุกอย่างเกี่ยวกับบุคคลนั้นออกมาประจาน ประณาม ด่าทอ คุกคาม ฯลฯ ตั้งแต่โพสต์เมื่อหลายปีก่อน ความคิดเห็นในอดีต ความสัมพันธ์ส่วนตัว ประวัติการศึกษา ภาพถ่าย ไปจนถึงเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นต้นทางเลยแม้แต่น้อย

น่าสนใจที่ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีบุคคลต้นเรื่อง ราวกับว่าสังคมไม่ได้ต้องการรู้ว่าเขาทำอะไรผิด แต่ต้องการรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน เพื่อพิสูจน์ว่าเขาเป็นคนไม่ดีมาตั้งแต่แรก สมควรถูกตัดสินจากทุกสิ่งที่เคยทำมาตลอดชีวิต และสมควรถูกลงโทษอย่างร้ายแรง หลายครั้งที่สังคมไม่หยุดการขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตของบุคคลนั้น เพียงเพราะต้องการเห็นคนรับผิดชอบ โดยที่อาจไม่รู้ตัวว่าในใจนั้นอาจน่ากลัวถึงขนาดอยากเห็น “คนถูกทำลายจากกระแสสังคม” สูญเสียชื่อเสียง สูญเสียอาชีพ หรือสูญเสียที่ยืนในสังคม

การลงโทษจึงไม่ได้เกิดขึ้นกับการกระทำเพียงครั้งเดียว หากแต่เกิดขึ้นกับตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ได้สะท้อนแค่ความขัดแย้งระหว่างคนสองฝ่าย แต่สะท้อนธรรมชาติของสังคมดิจิทัลและจิตวิทยามวลชนในยุคปัจจุบันด้วย หลายคนเคยแสดงความคิดเห็นในเชิงขบขันว่า การมีเรื่องกับชาวเน็ตในยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนี้น่ากลัวมาก ความผิดพลาดครั้งเดียว (อาจจะเรื่องเล็กน้อย หรือบางทีอาจจะไม่ได้ผิดอะไรเลย อาจมาจากความเข้าใจผิด การล่าแม่มด หรืออาจเป็นการใส่ร้ายป้ายสี) คุณก็อาจถูกขุดถึงตัวตนในอดีตลึกถึงแก่นโลก ว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำมาหากินอะไร ครอบครัวมีใครบ้าง บ้านอยู่ไหน ฯลฯ ได้เลย และเมื่อคุณตกเป็นเป้าหมาย คุณก็จะถูกผลักออกจากพื้นที่สาธารณะ ถูกประทับตราทางสังคม และถูกปฏิบัติราวกับหมดสิทธิ์มีที่ยืนในสายตาผู้คน

แน่นอนว่าการตรวจสอบบุคคลสาธารณะหรือการเปิดโปงพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อผู้อื่นยังคงเป็นกลไกสำคัญของสังคม และถือเป็นการลงโทษทางสังคมอย่างหนึ่งที่มีมาในสังคมตั้งแต่อดีต แต่คำถามก็คือ เมื่อไรที่การตรวจสอบจะเปลี่ยนสภาพจากการเรียกร้องความรับผิดชอบ ไปสู่การลงทัณฑ์ที่เกินขอบเขต

1. จากการตัดสินการกระทำ สู่การตัดสินตัวตน

เมื่อก่อน เวลาใครทำผิด การวิพากษ์วิจารณ์มักมุ่งไปที่การกระทำนั้น ๆ โดยตรง แต่ปัจจุบัน เมื่อการกระทำของคนมักถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ การตัดสินจึงมักไม่หยุดอยู่แค่การกระทำนั้น ๆ ว่า “เขาทำอะไร” แต่มันถูกขยายไปถึง “เขาเป็นคนแบบไหน” กล่าวคือ ผู้คนจำนวนมากจะจะสถาปนาตนเองเป็นศาลเตี้ยดิจิทัล เพื่อรื้อฟื้นประวัติส่วนตัวของคนนั้น ๆ มาใช้เป็น “หลักฐานมัดตัว” ว่าบุคคลนี้มีนิสัยที่เป็นปัญหามาโดยตลอด ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ปัจจุบัน

พูดง่าย ๆ ก็คือ นักสืบโซเชียลมีเดียจะพยายามค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็น “คนไม่ดี” โดยสันดาน ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเป็นเอาตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโพสต์เก่า ความคิดเห็นในอดีต ความสัมพันธ์ส่วนตัว บางครั้งอาจเป็นรูปภาพเก่า ๆ ที่ถูกขุดขึ้นมาวิจารณ์รูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่เรื่องราวที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นต้นทางเลย ยิ่งขุดเจอมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินความผิดมากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด สิ่งที่ถูกสังคมพิพากษาจึงไม่ใช่การกระทำเพียงครั้งเดียว แต่เป็นตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง นั่นทำให้ความผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจกลายเป็นคำนิยามของทั้งชีวิต

2. ความรู้สึกว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

ความน่าสนใจหนึ่งของปรากฏการณ์ทัวร์ลง และมีคนจำนวนมากเข้าร่วมดราม่า ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ไม่ได้รู้จักคู่กรณี ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยด้วยซ้ำ คือความเชื่อที่ว่าตนกำลังยืนอยู่ข้างความถูกต้อง มนุษย์ไม่ได้ตัดสินแค่เรื่องที่กระทบตัวเอง แต่ตัดสินจาก “คุณค่าทางศีลธรรม” ด้วย จึงมีคำเรียกตามยุคสมัยว่า “การสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของใครสักคน

คนจำนวนมากที่เข้าร่วมทัวร์ อาจไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังกลั่นแกล้งใคร การเข้าไปคอมเมนต์ด่า หรือขุดคุ้ยอดีตของใครมาวิจารณ์สนุกปาก จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่รู้สึกว่าคือหน้าที่ทางศีลธรรม เพราะมองว่าตนเองกำลังปกป้องความยุติธรรม ปกป้องผู้ถูกกระทำ หรือปกป้องคุณค่าบางอย่างของสังคม ถ้าฉันไม่พูด เท่ากับฉันนิ่งเฉยต่อความผิด ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้การด่าทอ การประณาม หรือแม้แต่การกดดันอีกฝ่าย กลายเป็นการกระทำที่ทำให้รู้สึกว่ามีเหตุผลทางศีลธรรมรองรับ และยิ่งเชื่อว่าตนอยู่ฝ่ายถูกมากเท่าไร ก็ยิ่งลดความรู้สึกผิดในการใช้ความรุนแรงทางวาจามากขึ้นเท่านั้น

3. การเข้าร่วมดราม่ากับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงมีความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมาโดยตลอด และโลกออนไลน์ก็ขยายความรู้สึกนั้นให้เด่นชัดขึ้น รวมถึงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรถทัวร์ได้ง่ายขึ้นจากการที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเหมือนการเผชิญหน้า เมื่อมีประเด็นดราม่าเกิดขึ้น ผู้คนที่เห็นคนจำนวนมากแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน การเข้าร่วมกับเสียงส่วนใหญ่จึงให้ความรู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับ ใช้ภาษาให้เฉียบคมเสียหน่อย เดี๋ยวก็มีคนมากดไลก์

และยิ่งถ้าเป็นประเด็นที่กระแสสังคมตัดสินไปแล้วว่าใครถูกหรือผิด การยืนอยู่ฝั่งเดียวกับคนส่วนมากยิ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีเสียเอง ในหลายกรณี การคอมเมนต์หรือแชร์ดราม่าจึงไม่ได้เกิดจากความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงตัวตนผ่านการประณามอีกต่างหาก คือการสื่อสารกับคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังให้ความสนใจในประเด็นนั้น ๆ เพื่อประกาศจุดยืนทางศีลธรรม เป็นการบอกสังคมว่าตนเองอยู่ฝั่งคนดี อยู่ฝั่งคนถูก และไม่ยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว และเมื่อมีคนจำนวนมากเข้าร่วมทัวร์พร้อมกัน ความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเองก็จะน้อยลงด้วย ทุกคนมองว่าตนเองเป็นเพียงเสียงเล็ก ๆ ในฝูงชน จึงกล้าที่จะใช้ความรุนแรงทางวาจา

4. อินเทอร์เน็ตทำให้บทลงโทษไม่มีขอบเขต

ประเด็นนี้น่าสนใจ หากมองว่าการที่ทัวร์ลง และถูกขุดคุ้ยอดีตส่วนตัวมาประจาน ประณาม หรือเริ่มถูกคุกคาม เป็นการลงโทษทางสังคม เมื่อเทียบการลงโทษในระบบกฎหมาย จะพบว่าบทลงโทษมีกรอบเวลาที่ชัดเจน มีขั้นตอน มีขอบเขต และมีจุดสิ้นสุด แต่ในโลกออนไลน์ สิ่งเหล่านี้แทบไม่มีอยู่จริง คนคนหนึ่งอาจถูกประณามต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี หรือแม้เรื่องราวจะจบไปนานแล้วก็ตาม ไม่มีใครกำหนดได้ว่าความผิดหนึ่งครั้งควรถูกลงโทษนานแค่ไหน

และยิ่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตถูกบันทึกไว้ตลอดเวลา อดีตที่ผ่านไปนานแล้วก็สามารถถูกหยิบกลับมาวนซ้ำได้ทุกเมื่ออย่างไม่รู้จบ ในบางกรณี จุดเริ่มต้นของความผิดพลาดอันเป็นเหตุแห่งทัวร์ลง ไม่ได้เกิดจากการละเมิดกฎหมาย การสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น บางครั้งอาจไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ แต่เกิดจากการที่ใครบางคนไม่เป็นไปตามความคาดหวัง คนกลุ่มนี้จำต้องออกมาขอโทษทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วก็ยังถูกตามรังควานอยู่อีกหลายเดือน เราจะเห็นว่าหลายครั้งบทลงโทษทางสังคมมันยืดเยื้อกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนว่าคนคนหนึ่งต้องชดใช้มากเพียงใด สังคมจึงจะยอมปล่อยให้เขากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

5. สังคมออนไลน์หลงใหลการเปิดโปง

มนุษย์สนใจเรื่องความลับมาโดยตลอด และโซเชียลมีเดียก็ทำให้ทุกคนสามารถกลายเป็นนักสืบสมัครเล่นได้ ดราม่าจำนวนมากไม่ได้หยุดอยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แต่จะค่อย ๆ ขยายตัวผ่านการขุดค้นข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Digital Footprint เมื่อเรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกอย่างที่เคยโพสต์ เคยทำ หรือเคยแสดงความเห็นในอดีตไม่เคยหายไปไหน สิ่งนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมทางสังคม ที่เหล่านักสืบใช้แสดงความเป็นพวกพ้องและการได้แสดงพลังร่วมกัน

กล่าวคือ มันเตือนให้ทุกคนรู้ว่า “อดีตของคุณจะไล่ล่าคุณได้ทุกเมื่อ หากคุณทำตัวไม่เหมาะสมในปัจจุบัน” เมื่อมีดราม่า ผู้คนจะเริ่มค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ ยิ่งขุดเจอมาก ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความจริง แม้ว่าบางครั้งข้อมูลเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นต้นทางเลยก็ตาม แต่มันสามารถนำมาประกอบการวิจารณ์และทำให้คณะทัวร์ที่มาใหม่อินกับตัวตนของบุคคลนั้นได้ง่ายขึ้น กระบวนการดังกล่าวทำให้ดราม่ามีลักษณะคล้ายละครที่มีตอนใหม่เรื่อย ๆ และทำให้ผู้คนติดตามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าใครจะพัง ความสนใจจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความยุติธรรมอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความบันเทิงและความตื่นเต้นจากการรับชมความขัดแย้ง

6. สังคมกำลังต่อรองกับแนวคิดเรื่องการให้อภัย

ในอดีต สังคมมักมีความเชื่อว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาด สำนึกผิด เติบโต และเริ่มต้นใหม่ได้ ทว่าในยุคดิจิทัล อดีตไม่เคยหายไปไหน ทุกโพสต์ ทุกข้อความ และทุกภาพถ่ายสามารถถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำได้เสมอ แม้ว่ามันจะนานนับสิบปี ถูกลบทิ้งไปแล้ว หรือล็อกโปรไฟล์ไว้ ก็ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างจบถ้าจะขุด เกิดเป็นคำถามสำคัญว่าสังคมยังเชื่อเรื่องการกลับตัวกลับใจของคนอยู่หรือไม่ หากใครคนหนึ่งเคยทำผิดเมื่อหลายปีก่อน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว

นั่นทำให้การขุดคุ้ยอดีตอาจไม่ใช่แค่การหาความผิด แต่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของคนคนนั้นด้วย เมื่อคนคนหนึ่งกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวเน็ต ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขาจะถูกนำมาตีความใหม่ในแง่ลบ การขุดอดีตจึงเปรียบเสมือนการสร้างชุดข้อมูลเพื่อยืนยันว่า “คนนี้เลวโดยสันดาน” ทำให้การรับฟังเหตุผลในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องฟังไม่ขึ้น เพราะสังคมตัดสินไปแล้วว่าเขาไม่คู่ควรกับการได้รับโอกาส ดังนั้น ต่อให้เป็นความผิดพลาดเล็กน้อย หรืออาจจะแค่ไม่ถูกใจสังคม แต่ถ้ากลายเป็นที่สนใจของผู้คน ก็อาจถูกขุดแล้วนำมาแขวนประจานจนไม่มีที่ยืน เป็นการสร้างสังคมที่คนถูกนิยามด้วยความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดเพียงครั้งเดียวในชีวิต ถ้าอย่างนั้น สังคมยังเชื่อว่าคนเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่?

7. จากความยุติธรรมสู่ความสะใจ

ดราม่าส่วนใหญ่อาจเริ่มต้นจากความต้องการเรียกร้องความรับผิดชอบ แต่เมื่อมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก เป้าหมายของกระบวนการอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ความยุติธรรมอาจค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นความสะใจ จากเดิมที่ต้องการให้ผู้กระทำยอมรับผลของการกระทำ กลายเป็นต้องการเห็น “คนถูกทำลายจากกระแสสังคม” สูญเสียชื่อเสียง สูญเสียอาชีพ หรือสูญเสียที่ยืนในสังคม ยิ่งอีกฝ่ายตอบโต้หรือพยายามปกป้องตัวเอง ความโกรธของฝูงชนก็มักยิ่งรุนแรงขึ้น

ในจุดนี้ สิ่งที่ขับเคลื่อนดราม่าอาจจะไม่ใช่ความยุติธรรมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความพึงพอใจจากการได้เห็นคนที่ถูกมองว่าผิดกำลังถูกลงโทษต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่บางและขาดง่ายมาก ระหว่างการเรียกร้องความรับผิดชอบกับการลงทัณฑ์เพื่อความสะใจ และเมื่อดราม่าลากไปถึงจุดนั้น คนที่เพิ่งผ่านมาเห็นดราม่าเฉย ๆ ก็อาจเข้าร่วมวงได้ง่ายขึ้น เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การหาความจริงแล้ว แต่เป็นพิธีกรรมทางสังคมที่ทุกคนช่วยกันยืนยันว่า “คนนี้คือคนผิด และเราทุกคนคือฝ่ายถูก” ดราม่าหลายเรื่องจึงไม่จบที่การขอโทษ การชดใช้ หรือการอธิบาย แต่ลุกลามไปสู่การขุดอดีต การตีตรา และการผลักใครบางคนออกจากพื้นที่สาธารณะอย่างถาวร

ดังนั้น เราจะเห็นว่าปรากฏการณ์ “ผิดพลาด-ดราม่า-ทัวร์มา-ลงโทษ” ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่บอกว่าใครผิด แต่มันทำให้เห็นว่าสังคมมองเรื่องความยุติธรรมอย่างไร หลายครั้งที่เกิดดราม่า ผู้คนอาจไม่ได้กำลังถกเถียงแค่เรื่องข้อเท็จจริง หรือความรับผิดชอบจากความผิดพลาดหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงนั้น แต่กำลังถกเถียงโดยไม่รู้ตัวว่าคนผิดควรถูกลงโทษแค่ไหน เราขุดคุ้ยอดีตของเขาขึ้นมาเพื่ออะไรในสมการนี้ แล้วอดีตควรถูกนับรวมแค่ไหน คนมีสิทธิแก้ตัวหรือไม่ การให้อภัยควรเกิดขึ้นเมื่อไร และใครมีสิทธิ์เป็นผู้ตัดสิน

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ สังคมออนไลน์ไม่ได้ลงโทษเฉพาะ “สิ่งที่คนคนนั้นทำ” แต่บ่อยครั้งกำลังลงโทษ “สิทธิในการมีตัวตนอยู่ในสังคม” ของเขาด้วย ทั้งที่ความผิดในทางกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยก็ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาและยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าการตัดสินทางสังคมบนโซเชียลมีเดีย มันคือการตั้งตัวเป็นศาลสาธารณะที่ไม่ได้พิพากษาแค่ความผิดที่คนคนนั้นก่อ แต่ตัดสินจากชีวิตและตัวตนทั้งหมดในชีวิตของคนผู้นั้น ด้วยการขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของใครสักคนลึกถึงแก่นโลก ทั้งที่ความผิดบางเรื่องไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย หรือบางครั้งเป็นเพียงความผิดพลาดทางสังคมและศีลธรรมเท่านั้น