
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับเลยว่าหมกตัวอยู่แต่ในแอปฯ แดง ทั้งตัว N และตัว Y จนแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับซีรีส์มาใหม่ในแอปฯ อื่นเลย ทำตัวเหมือนรวยมาก จ่ายเงินค่าสมาชิกไว้เล่น ๆ 555 จริง ๆ สัปดาห์นี้ก็มีซีรีส์ใน N ที่กำลังอยากดูและจะเอามาเขียนคอลัมน์นะ แต่ก็คิดได้ว่าควรอัญเชิญตัวเองไปเปิดหูเปิดตาแอปฯ อื่นบ้าง บวกกับไถเฟซบุ๊กเจอซีรีส์เรื่องใหม่ที่เพิ่งฉายตอนแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เห็นรีวิวว่าเปิดมา 2 ตอนแรกก็ชวนมวนท้องแล้ว ก็เลยต้องตามไปดูว่าจริงไหม จะได้เอามาทำงาน!

See You at Work Tomorrow! บอกเล่าเรื่องราวสุดเหี่ยวเฉาของ “ชาจียุน” พนักงานออฟฟิศสาวธรรมดา ๆ จากทีมวางแผนผลิตภัณฑ์หนึ่ง ในบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า เธอทำงานที่นี่จนเข้าสู่ช่วงปีที่ 7 แล้ว ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาวัดใจเลยก็ได้ว่าจะไปต่อหรือจะพอแค่นี้ (กับที่นี่) เพราะเอาเข้าจริงหลายคนก็เปลี่ยนงานในช่วงอายุงานประมาณนี้ และจะว่าไปชีวิตการทำงานก็อาจจะไม่ได้ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ที่หลายคู่ก็มักจะเลิกรากันในปีที่ 7 เลขอาถรรพ์สำหรับใครหลายคน รวมถึงการทุ่มเทให้ฝ่ายเดียว พอคิดได้ว่าควรจะเลิก เงินเดือนก็เข้า ไม่ก็เป็นวันครบรอบ! และเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็จะตาสว่างเองว่า “ลาออก” หรือ “เลิกกันเถอะ”

และใช่! การที่เธอเปรียบเทียบการทำงานเหมือนกับความสัมพันธ์ ก็เพราะเวลานี้ เธอกำลังเผชิญกับโหมดตกต่ำทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว ชีวิตส่วนตัว เธอกำลังอยู่ในช่วงทำใจหลังบอกเลิก หลังจากแฟนหนุ่มที่คบอยู่หายตัวไปและก็ติดต่อไม่ได้นาน ทั้งที่เธอกำลังจะขอเขาแต่งงาน เธอตัดสินใจบอกเลิก เมื่อเธอไม่สามารถนิยามความหมายของการรอคอยนี้ได้อีกต่อไป ขณะเดียวกัน เธอก็กำลังหมดไฟในการทำงาน เพราะต้องทำงานอยู่ภายใต้หัวหน้าเฮงซวย ขี้โวยวาย เอาเปรียบ โยนงาน ไม่ให้เกียรติ และเอางานของลูกน้องไปเป็นของตัวเเอง แม้ว่าในช่วงปีแรก ๆ เธอจะทุ่มเทให้กับการทำงานมาก แต่เมื่อเธอพบว่าการเป็นคนบ้างานมันไม่มีอะไรดีต่อชีวิตเธอเลย เธอจึงขอใช้ชีวิตแบบ “นางฟ้าตรงเวลา” ทำงานไปวัน ๆ และไม่อ่านข้อความใด ๆ ทั้งสิ้นนอกเวลางาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของทีมเธอมีปัญหา และถูกระงับการแผนวางจำหน่ายทั้งหมด ทางผู้บริหารตัดสินใจตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวนี้ต่อ และคนที่มารับช่วงต่อเป็นหัวหน้าทีมเฉพาะกิจก็คือ “คังชีอู” เจ้าของฉายาหนุ่มสามไม่ คือ ไม่ยิ้ม ไม่เข้าสังคม และไม่ขอโทษ ภายนอกเขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี มีไลฟ์สไตล์ดี และโปรไฟล์การทำงานก็เลิศ ทว่ากลับเป็นพวกที่เข้าถึงยาก มีข่าวลือน่ากลัวเกี่ยวกับเขามากมาย ในเมื่อเธอยังลาออกไม่ได้เพราะชีวิตมีค่า (ใช้จ่าย) มากมายมหาศาล เธอจึงเลือกที่จะย้ายทีมไปทำงานกับเขา เพราะมันเป็น “ทางเลือกที่เลวร้ายน้อยกว่า” สำหรับเธอ ที่ถึงจะเป็นทาสการทำงาน แต่เธอยังขอมีสิทธิ์เลือก เลือกสิ่งที่แย่รองลงมา ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด
วันนี้ก็อยากลาออกอีกแล้วแฮะ… ไม่ลาออกมันแล้ว โอ๊ย ช่างเถอะ! ไม่อ่งไม่ออกแล้ว
55555 จะบอกว่าซีรีส์ที่น่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องมีพล็อตหวือหวาหรือเดินเรื่องชวนลุ้นจนปวดกระหม่อมทุกตอนหรอก แค่หยิบยกชีวิตประจำวันทั่วไปของคนธรรมดา ๆ อย่างการตื่นเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน นอน แล้วก็ตื่นเช้าอีกครั้ง! นำเสนอการวนลูปวนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตายกันไปข้างมันก็น่าสนใจได้ สำหรับบางคน ชีวิตมันมีอยู่แค่นี้จริง ๆ นะ เจอเรื่องจำเจทุกวัน ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีความน่าตื่นเต้น ไม่เจอใครใหม่ ๆ ไม่มีอะไรเลย นี่เป็นชีวิตธรรมดาของคนทั่วไปหลายล้านคนทั่วโลก ทว่าสิ่งที่เรามักจะมองข้ามก็คือ รายละเอียดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวันมันไม่เหมือนกัน การเอาเรื่องแบบนี้มาทำซีรีส์มันก็เลยโดนเส้นคนวัยทำงานดี มันเรียล มันสะท้อนประสบการณ์ที่คนทำงานจำนวนมากเคยพบเจอจริง ๆ เลยทำให้เข้าถึงและอินตามง่าย พล็อตตีแผ่ชีวิตจริงที่คนไม่ค่อยสังเกตแบบนี้แหละที่น่าซื้อ

ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวผ่านสายตาของนางเอก ผู้ซึ่งโดนแฟนเทแบบหายหัวไปเลย…ก็ยังไปทำงาน พบเจอเพื่อนร่วมทางที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน คนหนึ่งป่วย…ก็ยังไปทำงาน คนหนึ่งเพิ่งสูญเสียคนในครอบครัวไป…ก็ยังไปทำงาน หรือพบเจอคนอุบาทว์สุด ๆ ระหว่างทาง…ก็ยังต้องไปทำงาน! พูดง่าย ๆ ว่าต่อให้ชีวิตจะบัดซบแค่ไหน ก็ต้องแบกใจพัง ๆ ไปทำงาน ก็นะต่อให้ฟ้าถล่มก็ยังต้องไปทำงาน ตราบใดที่โลกยังไม่แตกจนตายกันหมด เราก็ต้องไปทำงานเพราะเรายังต้องใช้เงิน! ความหดหู่ดังกล่าว ทำให้นางมี “สติกเกอร์กระตุ้นความอยากลาออก” ติดไว้ที่บ้าน ทุกครั้งที่นางรู้สึกอยากลาออกใจจะขาด นางจะติดสติกเกอร์ลงไปหนึ่งดวง ซึ่งนางก็ติดเกือบเต็มแผ่นแล้วนะ มีช่องอยู่ 100 ดวง ติดไปแล้ว 98 เหลืออีก 2 กำลังจะติดดวงที่ 99 ดันเห็นข้อความแจ้งเตือนจ่ายหนี้บัตรเครดิตซะก่อน จำนวนเงินทำเอานางตกใจตาเหลือก และตัดใจพูดว่า “ไม่ลาออกมันแล้ว โอ๊ย ช่างเถอะ! ไม่อ่งไม่ออกแล้ว”

คำถามก็คือ อะไรที่ทำให้นางเป็นเอามากขนาดนี้ ซีรีส์จะค่อย ๆ พาไปสำรวจชีวิตบ้าบอของนางที่เกิดขึ้นภายใต้ความเรียบง่าย ทำให้เราเห็นบรรยากาศการทำงานที่ทั้งวุ่นวาย เหน็ดเหนื่อย และเต็มไปด้วยความคาดหวังจากคนรอบข้าง ความกดดันในการประสบความสำเร็จ รวมถึงความพยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างงานกับความสุขส่วนตัวตามแบบฉบับของนาง ภาวะหมดไฟที่นางเผชิญอยู่ ถูกเล่าว่านางไม่ใช่คนขี้เกียจโดยสันดาน ไม่ใช่คนเอื่อยเฉื่อยใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แต่มันค่อย ๆ เริ่มมาจากการถูกกดทับในที่ทำงาน นางไม่สามารถนำเสนอไอเดียบรรเจิดเลิศสุด ๆ กับใครได้ ไม่สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลและข้อมูลกับหัวหน้าประสาทกลับ เพราะอะไร เพราะนำเสนอไปแล้วถูกปัดตกเสมอ ถูกขโมยไอเดียตลอด เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้เลย มันก็ค่อย ๆ บั่นทอนไฟการทำงานของนางไปโดยไม่รู้ตัว

ฉากที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ ฉากแฟลชแบ็กที่นางมองย้อนไปวันแรกที่เริ่มทำงาน ตอนนั้นแพสชันเต็มร้อย ยิ้มสดใส ชีวิตร่าเริง เข้าออกออฟฟิศแต่ละวันเหมือนกระดี่ได้น้ำ อวดแม่ว่าจะทุ่มเทให้เต็มที่และจะอยู่บริษัทนี้ไปจนตาย กับฉากที่นางเล่าที่มาของการเป็นนางฟ้าตรงเวลาให้พระเอกฟัง ว่าตอนนั้นนางทำงานแบบไฟลุกพรึ่บพรั่บ โต้รุ่งทุกวันนานนับปีเพราะมีหลายอย่างที่อยากทำ แต่พอเวลาผ่านไป เจอสังคมและวัฒนธรรมองค์กรหล่อหลอม หัวหน้างานที่น่าหยุมหัว และเนื้องานที่สูบพลังชีวิต นางก็ถูกกลืนกิน จนกลายเป็นคนที่ทำงานไปวัน ๆ เข้างาน-เลิกงานตรงเวลา และซ่อนศักยภาพตัวเองไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวเท่านั้น นางจึงเป็นภาพแทนของมนุษย์เงินเดือนจำนวนมากที่เคยมีความฝัน มีไฟ มีความมุ่งมั่น แต่กลับเริ่มตั้งคำถามกับเส้นทางชีวิตของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อเวลาผ่านไป
สิ่งเหล่านี้คือความเรียลที่จับต้องได้! พล็อตหลัก ๆ มันอาจเหมือนซีรีส์แนวออฟฟิศทั่วไปก็จริง แต่มันดันถ่ายทอดความรู้สึกของคนทำงานยุคใหม่ออกมาได้แบบใกล้ตัวมาก ๆ นี่แหละ หลายเหตุการณ์มันชวนให้เราเหมือนเห็นตัวเองหรือคนรอบข้างอยู่ในนั้น ซึ่งมันมีทั้งมุมอบอุ่น ชวนยิ้ม ชวนเจ็บปวด ยังดีนะที่นางเอกยังมีเพื่อนร่วมงานที่ดี รวมถึงหัวหน้าที่คอยเอาใจช่วยห่าง ๆ อยู่ตลอดอย่างพระเอก ต่อให้ความเย็นชาและเคร่งครัดกับทุกอย่างของเขาจะทำให้นางอึดอัดก็ตาม แต่มันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายในออฟฟิศ ซึ่งตัวละครพระเอกก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่นางต้องเรียนรู้ ความโดดเดี่ยวที่เขาซ่อนไว้ บาดแผลของการเติบโต หรือความเปราะบางอะไรก็ตามที่เขาให้นางเห็นแค่คนเดียว
ผิดแล้วล่ะ คนเราลืมผู้ชายได้ด้วยไก่ทอดกับเบียร์ แล้วก็ไปทำงานต่างหากค่ะ
หลังจากที่ My Royal Nemesis ลาจอไปพร้อมกับพระเอกหมาโบ้แห่งปีที่ซีรีส์สร้างขึ้นมาประดับวงการอีกหนึ่งหน่อ ดูไปดูมาเหมือนว่า See You at Work Tomorrow! ก็กำลังจะสร้างไอ้ต้าวหมาโบ้คลั่งรักคนใหม่ขึ้นมา เพราะกลิ่นความเป็นพี่โบ้มันแรงมาก ไอ้พวกที่ตึงใส่คนทั้งโลกแต่ยิ้มให้เธอจ๋าคนเดียวเนี่ย จบที่อีหรอบเดิมแน่นอน จบแบบหมาโบ้ที่รักเธอออออ!

คิดดูละกัน เปิดเรื่องมา “คังชีอู” คือคนที่มีคติประจำใจว่า “No Smile, No Social, No Sorry” จนได้รับมงจากคนทั้งออฟฟิศว่าเป็นหนุ่มสามไม่ ทำตัวเย็นชาจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พูดจาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน แต่ทั้งบริษัทมีคนเป็นแสน ดันมาให้ความสนใจกับพนักงานตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง แคร์เธอจ๋าแค่คนเดียว ทรงนี้ยังไงก็ไม่รอด เดินตามเธอจ๋าต้อย ๆ ทั้งวันเพื่อชวนเข้าทีม แบบนี้มันธรรมดาเหรอถามหน่อย! เธอจ๋าลืมสมุดบันทึก ก็เปิดอ่านมันทุกหน้า นั่งเขียนคอมเมนต์ให้ทุกไอเดีย ชมออกนอกหน้าว่าอยากจะประทับตราปั๊ม “เยี่ยมมาก” ให้สักสิบดวง แล้วถ้าไม่พอจะแถมให้อีกดวงด้วย! แล้วก็เพราะเข้าหานางเอกแบบนี้แหละ ถึงทำให้นางเข้าใจผิด คิดเป็นตุเป็นตะว่าเขาจะชวนออกเดต ที่ไหนได้…555

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เวลานี้นางเอกเองกำลังเผชิญกับโหมดตกต่ำทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวถูกไหม นอกจากเรื่องงานที่นางหมดไฟอย่างหนักหน่วง เรื่องส่วนตัวนางก็มีปัญหากับแฟนหนุ่มที่ชอบทำตัวเหมือนผี รักอิสระพอทน แต่การหายหัวไปเลยแบบไม่ส่งข่าวหรือติดต่อกลับมาเนี่ยพอเลย ช่วงเวลา 8 เดือนที่ไม่น้อยนะกับการรอคอยคนรักที่เราไม่รู้ว่าเขาไปไหน สบายดีหรือเปล่า เป็นตายร้ายดียังไง สรุปนางเลยตัดสินใจบอกเลิกแล้วเดินหน้าต่อ เยียวยาตัวเองให้อยู่รอดไปวัน ๆ ด้วยไก่ทอด เบียร์ และการไปทำงาน! ดูสิรักงานขนาดไหน เจ็บปวดแทบตายก็ยังไปทำงานที่ตัวเองรัก 555 ดีใจกับนางมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสบอกเลิกต่อหน้า ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ที่คาราคาซังอยู่ไปแบบสมบูรณ์ เริ่มต้นใหม่ได้แล้วหล่อน!

เอาจริง นี่ค่อนข้างศรัทธากับคาแรกเตอร์ของนางเอกเรื่องนี้นะ โดยเฉพาะเรื่องความเด็ดขาด (ไม่กล้าลาออกจากงานไม่นับ ชีวิตคนเรามีค่า (ใช้จ่าย) ว้อย!) โดยเฉพาะปรัชญาการใช้ชีวิตแบบที่พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก เยียวยาใจและสร้างความสุขผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างไก่ทอดและเบียร์ มากกว่าที่จะดึงคนอื่นเข้ามาเป็นยาแก้ปวดทางใจแบบที่เพื่อนแนะนำ (เพื่อนบอกว่า “คนเราลืมผู้ชายคนหนึ่งได้ด้วยผู้ชายอีกคนนะ”) รวมถึงเบี่ยงความสนใจไปที่การทำงานอันเปรียบดั่งอยู่ในนรก! มันเลยตลกดีที่นางเปลี่ยนการอกหักไปเป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิต คือ กิน อิ่ม อร่อย แล้วก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคิดถึงใคร ดึงโฟกัสกลับมาสู่เป้าหมายของชีวิต โดยเป้าหมายที่ว่าอาจจะเป็น “การไม่วู่วามลาออก” ก็ตาม สำหรับนาง ก้าวต่อไปของชีวิต สำคัญกว่าการรีบหาคนมาแทนใครสักคน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าปรัชญานี้จะเปิดทางให้พระเอกอยู่นะ เพราะเขาจะกลายเป็นคนที่นางสามารถนั่งกินไก่ทอดและเบียร์กับเขาได้ แถมยังไปทำงานด้วยกันได้ด้วย 555 แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นจากการเป็น “สิ่งที่แย่รองลงมา ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด” สำหรับนาง แต่ก็ดูสิ แค่ชวนมาเข้าทีมเฉพาะกิจก็อ่อนข้อให้เธอจ๋าขนาดนั้น (หรือล่อให้ตายใจหว่า) ดังนั้น ต่อไปเมื่อได้ทำงานร่วมกันกับคนที่มองเห็นศักยภาพของนาง พวกเขาก็น่าจะค่อย ๆ เข้าใจกันมากขึ้น เกิดเป็นความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น จนวันหนึ่งอาจกลายเป็นคนสำคัญที่คอยพึ่งพาและเยียวยาใจซึ่งกันและกัน ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตมนุษย์เงินเดือน และความกดดันจากงาน
ช่วงนี้ถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตการทำงานมันมีความสุขเกินไป มันเครียดไม่พอ ก็ลองเปิดซีรีส์ See You at Work Tomorrow! ใน Prime ดูได้นะ บันเทิงดี นี่ว่ามันค่อนข้างโดนเส้นคนทำงาน เอาเข้าจริงเนื้อเรื่องหลัก ๆ มันก็เล่าชีวิตที่คนวัยทำงานต้องเจอในออฟฟิศเหมือนเรื่องอื่น (และเหมือนชีวิตจริง) แต่มันดันน่าสนใจตรงที่นางเอกเลือกที่จะย้ายทีมมาทำงานกับพระเอกด้วยเหตุผลที่ว่า เขาเป็น “สิ่งที่เลวร้ายน้อยกว่าสิ่งที่เธอกำลังเจออยู่” นั่นแปลว่าภาพของเขาในหัวนางก็คือเลวร้ายนั่นแหละ แต่ถ้ายังต้องทำงานที่นี่ต่อและยังอยากที่จะไปต่อกับการท้าทายศักยภาพและเป้าหมายตัวเอง เขาคือทางเลือกที่ “เลวร้ายน้อยที่สุด” มันสะท้อนว่าจริง ๆ ชีวิตคนเรามันต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่หลายคนเป็นอยู่ก็เลือกมาด้วยเหตุผลนี้ มันจึงเป็นซีรีส์ที่ตีแผ่ชีวิตทำงานในมุมที่เรื่องอื่นไม่เคยพูดถึง📖






























