สถานการณ์แบบนี้ จะดีเหรอหากทำตัวเป็นพวก Anti-Vaxxer

จริง ๆ แล้ว เรื่องของ “ความเชื่อ” นั้น เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ที่เราไม่อาจไปบังคับหรือเปลี่ยนความคิดของใครได้ทันที ที่สำคัญ คือไม่ควรที่จะไปตัดสินถูกผิดหรือดูถูกความเชื่อของใครด้วย แต่ถ้าเป็นความเชื่อชนิด “สุดโต่ง” ก็อาจต้องมาพิจารณากันใหม่ ว่าจะต้องทำอย่างไรให้พวกเขายอมเปิดใจรับฟังข้อมูลอีกด้าน เพื่อให้พวกเขายอมปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อของตนเอง

ตลอดช่วงเวลาที่ COVID-19 ระบาด หลายคนมองว่าวัคซีน COVID-19 เป็นความหวังของมนุษยชาติ ที่จะช่วยให้ชาวโลกพ้นจากหายนะครั้งใหญ่นี่เสียที ทำให้วัคซีน COVID-19 เป็นวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่นักวิจัยใช้เวลาคิดค้นเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับประเทศไทย วัคซีนที่สั่งซื้อจากต่างประเทศล็อตแรกมาถึงตั้งแต่ 24 ก.พ. 2021 ขณะเดียวกันนักวิจัยไทยก็พยามยามพัฒนาเองด้วยเช่นกัน

ถึงอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่คิดว่าวัคซีนเป็นฮีโร่ พวกเขาไม่เชื่อว่าวัคซีนจะช่วยได้ (อันที่จริงเขาเชื่อว่าโลกนี้ไม่มี COVID-19 ด้วยซ้ำ) ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาถึงขั้นต่อต้านกันแบบสุดโต่ง หากจะเรียกว่าเป็นลัทธิก็ไม่ผิดเท่าไรนัก

ความเชื่อของ Anti-Vaxxer

การต่อต้านการฉีดวัคซีนนั้น เริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงที่วัคซีนถูกพัฒนาขึ้นแรก ๆ แล้ว ด้วยในยุคนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ วัคซีนที่คิดค้นขึ้นมาจึงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่คนไม่คุ้นเคย รวมถึงยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่ระบุว่าเมื่อคนรับวัคซีนเข้าไปในร่างกายแล้ว วัคซีนนั้นจะส่งผลอย่างไร และก็ยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจนในทางการแพทย์ที่จะรับประกันว่าการฉีดวัคซีนจะปลอดภัยต่อชีวิตและมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคจริง ทำให้ในปี 1763 การฉีดวัคซีนจึงถูกแบนในฝรั่งเศส

นำโดยกลุ่มพ่อแม่กลุ่มหนึ่ง พวกเขาเชื่อว่าการเลี้ยงลูกด้วยวิธีธรรมชาตินั้นดีที่สุด ความเชื่อนั้นอาจรับมาจากผู้สูงอายุที่มองว่าก่อนหน้านี้ก็เลี้ยงบุตรหลานกันมาได้โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นจึงฝังความคิดที่ว่าเด็กก็ไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนด้วย หรือบ้างก็กล่าวว่าวัคซีนไม่ได้มีประสิทธิผลอะไรมากมายในการป้องกันโรค

กลุ่มคนที่ต่อต้านการฉีดวัคซีนนี้ เรียกว่า Anti-Vaxxer เขาเชื่อกันว่าวัคซีนส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามองว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่ปั้นขึ้นมาหลอกลวงคนทั้งโลกให้กลายเป็นหนูทดลองโดยไม่รู้ตัว จึงมีความคิดต่อต้านเทคโนโลยีวัคซีน แม้ว่าแพทย์จะออกมายืนยันแล้วยืนยันอีกอยู่เสมอว่าวัคซีนเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย และจำเป็นที่เด็กเกิดใหม่ทุกคนต้องฉีด

แต่พ่อแม่ที่ที่มีความเชื่อแบบ Anti-Vaxxer ก็ไม่ให้ลูกได้รับวัคซีนพื้นฐานที่จำเป็น พวกเขาเชื่อว่าการฉีดวัคซีน คือการนำสิ่งแปลกปลอม (ที่เป็นเชื้อโรค) เข้าสู่ร่างกาย อ้างว่าไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าการฉีดวัคซีนจะปลอดภัยกับลูกของพวกเขา และมองว่าการที่กฎหมายบังคับให้ฉีดวัคซีนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนสำหรับเด็กเล็กนั้นนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเด็กเล็กนั้นมีภูมิคุ้มกันต่ำ การฉีดวัคซีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ป้องกันโรค และมีผลดีต่อพัฒนาการการเติบโตของเด็ก ความคิดต่อต้านนี้กลับเชื่อกันอย่างแพร่หลายมากในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นประเทศที่มีความเจริญทางการแพทย์ ส่งผลให้เด็กบางคนไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค ก็กลายเป็นป่วยด้วยโรคนั้นในที่สุด

อย่างที่ในประเทศไทย วัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กควรได้รับเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้แก่ วัคซีนวัณโรค (BCG), วัคซีนตับอักเสบบี (HB), วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี (DTP-HB), วัคซีนโปลิโอ (OPV), วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR), วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE), วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) และวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (dT)

สุดโต่งจนกลายเป็นลัทธิ

ต่อมาในปี 1796 ที่ประเทศอังกฤษ นายแพทย์เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ได้พัฒนาวัคซีนฝีดาษ (การปลูกฝี) จากเชื้อไวรัสที่ได้จากวัว นั่นยิ่งทำให้หลายคนคิดเองเออเองว่าวัคซีนเป็นเชื้อประหลาด เชื้อโรคสกปรก เนื่องจากมาจากสัตว์ จนกลายเป็นว่าต่อต้านกันรุนแรงกว่าเดิม พอระยะหลัง ๆ เมื่อเริ่มพิสูจน์ให้คนทั่วไปเห็นว่าการปลูกฝีช่วยป้องกันโรคฝีดาษได้จริง ๆ คนเหล่านั้นจึงคลายกังวลได้บ้าง แต่ก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว

ที่ความคิดต่อต้านนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว มาจากความเชื่อแบบทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการฉีดวัคซีนไม่ใช่เพื่อสุขภาพ แต่คือการทำให้คนอยู่ในสถานะ “หนูทดลองยา” ของบริษัทผลิตยาที่มีการร่วมมือกันกับรัฐบาล โดยใช้บุตรหลานของตนเองเป็นหนูทดลอง ความเชื่อยิ่งฝังหัวมากกว่าเดิม เมื่อเริ่มการบังคับใช้กฎหมายฉีดวัคซีนต่าง ๆ ให้กับเด็กแรกเกิด

ในปี 1879 นักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อว่าวิลเลียม เท็บบ์ ได้ก่อตั้งสมาคมต่อต้านวัคซีนขึ้นมาเพื่อเผยแพร่แนวความคิดนี้ สมาคมนี้มีสมาชิกอยู่นับพันทั้งยังมีทุนสนับสนุนจำนวนมาก ทำให้สามารถตั้งเวทีปราศรัยต่อต้านวัคซีนได้ทุกสัปดาห์ มีการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ใบปลิวแจกจ่าย โดยเจตนาแฉข้อเสียของวัคซีน มีการเดินสายประท้วงทั่วไป ส่วนคนที่รับสารก็คล้อยตาม รับแต่ข่าวด้านนี้จนไม่เปิดใจรับข่าวสารอีกด้าน

ขณะเดียวกัน ในสมาคมนี้มีสมาชิกที่อยู่ในวงการการแพทย์หลายคน ความเชื่อนี้กลายเป็นเรื่องรุนแรงขึ้นมาอีก เพราะแพทย์รายหนึ่งได้เขียนงานวิจัยปลอมขึ้นมาว่าวัคซีนโรคหัด โรคคางทูม และหัดเยอรมันทำให้เด็ก ๆ เสี่ยงที่จะเป็นออทิสติกกันมากขึ้น ทำให้เด็กเรียนรู้ช้า พิการ หรือร้ายแรงขนาดเสียชีวิตได้ รายงานนี้ทำให้คนที่ลังเลเรื่องวัคซีนเกิดความตื่นตัวมากขึ้นไปอีก เพราะมีแพทย์ยังออกมายืนยัน การศึกษาปีนี้เกิดขึ้นในปี 1997 โดยแอนดรูว แวคฟีลด์ ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ เผยแพร่งานวิจัยนี้ลงใน The Lancet วารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง

แต่การวิจัยนี้ไม่ได้รับการยอมรับในแวดวงการแพทย์ สุดท้ายแพทย์รายนี้ก็ถูกต่อต้านจากวงการแพทย์ และถูกถอนใบประกอบวิชาชีพไปในที่สุด และรายงานฉบับนี้ก็ถูกระบุว่านี่เป็นข้อมูลเท็จ แต่ Anti-Vaxxer ส่วนมากก็ยังเชื่อและอ้างถึงวิจัยตัวนี้อยู่เนือง ๆ เกี่ยวกับพิษสงของวัคซีน

ในปัจจุบัน พอมีวัคซีน COVID-19 ขึ้นมา กลุ่มนี้ก็ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง นำโดยโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดีั จูเนียร์ ผู้นำองค์กรคุ้มครองสุขภาพเด็กในอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลว่าวัคซีนตัวนี้จะมีผลเสียต่อร่างกายเมื่อได้รับเข้าไป ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram ที่มีผู้ติดตามกว่า 300,000 คน ทำให้ผู้คนในอเมริการออกมาต่อต้านประท้วงการฉีดวัคซีนในช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา จนในที่สุดอินสตาแกรมต้องออกมาแบนแอคเคาท์ของเขาเมื่อ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ทั้งนั้น วัคซีนก็มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าสามารถยับยั้งการเกิดโรคระบาดได้จริง และจำกัดวงการระบาดของโรคได้ แม้ว่าวัคซีนจะพัฒนาขึ้นจากเชื้อไวรัส แต่มันทำหน้าที่เป็นสิ่งแปลกปลอม ที่จะเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มากำจัดมันออกไป ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าหากเราเป็นคนปกติที่แข็งแรงดี ไม่ได้มีโรคประจำตัว หรือไม่ได้มีอาการแพ้ใด ๆ เราก็สามารถฉีดวัคซีนได้โดยไม่เป็นอันตราย

ข้อมูลจาก BBC, NCBI, History of Vaccine