
ในการทำประกันชีวิตของแต่ละบุคคล ย่อมมีเหตุผลแตกต่างกันไป บ้างก็ทำเพื่อหวังออมเงินระยะยาว บ้างทำเพื่อเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน บ้างทำเพื่อได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีประจำปี แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า “ประกันชีวิต” ที่ทำไปนั้น เป็นฮีโร่ที่จะช่วยให้คุณผ่านพ้นวิกฤตทางการเงินได้ด้วย!
หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หรือไม่กล้าแบกหน้าไปขอยืมเงินจากใคร ให้ลองนึกดูก่อนว่าเคยทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทใดหรือไม่ เพราะกรมธรรม์ประกันชีวิตที่คุณมีนั้น คือแหล่งเงินกู้ฉุกเฉินที่สามารถช่วยให้คุณผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้
กู้เงินตัวเอง ดอกเบี้ยต่ำ!
ขึ้นชื่อว่าการกู้เงินย่อมต้องมีเรื่อง “ดอกเบี้ย” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่เนื่องจากเป็นการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของตนเอง จึงเท่ากับการกู้ยืมเงินของตนเองมาใช้ก่อน ดอกเบี้ยจึงถูกกว่าการกู้ยืมเงินในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ การขอสินเชื่อบุคคลจากธนาคาร หรือบัตรกดเงินสดต่าง ๆ ที่สถาบันการเงินกำหนดไว้ให้มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 28 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
โดยดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์นั้นจะคำนวณจากดอกเบี้ยที่ระบุในหน้าแรกของกรมธรรม์ประกันชีวิต + ดอกเบี้ยทบต้นในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยประกันภัย 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เช่น ดอกเบี้ยกรมธรรม์ระบุไว้ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อรวมกับดอกเบี้ยทบต้น 2 เปอร์เซ็นต์ จึงเท่ากับจ่ายดอกเบี้ย 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปีนั่นเอง
หากเทียบกับการกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยมหาโหด ตกเดือนละ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 240 เปอร์เซ็นต์ต่อปีแล้ว ก็คงไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่าการกู้เงินแบบใดจะดีกับชีวิตของเรามากกว่ากัน
กรมธรรม์แบบไหนกู้ได้?
เมื่อเทียบดอกเบี้ยแล้วว่าถูกกว่าการกู้เงินแบบอื่น ก็ได้เวลามาตรวจสอบกันแล้วว่า กรมธรรม์ประกันชีวิตที่คุณมีอยู่นั้นสามารถนำไปกู้เงินได้หรือไม่
สำหรับประกันชีวิตที่สามารถกู้เงินจากกรมธรรม์ได้ มีด้วยกัน 3 ประเภท ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ให้จำกัดความไว้ ดังนี้
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
ประกันชีวิตที่บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญา หรือจ่ายเงินเอาประกันภัย ให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกันภัย การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เป็นส่วนผสมของการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์ ส่วนของการออมทรัพย์ คือส่วนที่ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนเมื่อสัญญาครบกำหนด
ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ
ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใดในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ วัตถุประสงค์เบื้องต้นของการประกันภัยแบบนี้เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับจุนเจือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการเจ็บป่วยครั้งสุดท้ายและค่าทำศพ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนอื่น
ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำ
ประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือน นับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปีเป็นต้นไป แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ สำหรับระยะเวลาการจ่ายเงินได้ประจำนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันชีวิตที่จะเลือกซื้อ
วงเงินในการกู้กรมธรรม์
หากตรวจสอบแล้วพบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีเข้าข่ายที่สามารถกู้ได้ อย่าลืมเช็กด้วยว่าตนเองได้ชำระเบี้ยประกันกรมธรรม์นั้น ๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปีหรือไม่ หากจ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปจะสามารถยื่นขอกู้เงินได้ ซึ่งวงเงินในการกู้สูงสุดจะไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ของกรมธรรม์ที่เรามี โดยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่
- มูลค่าเวนคืนเท่าไร (สูตรคำนวณ >> มูลค่าเวนคืน = ทุนประกันชีวิต x จำนวนในตารางเวนคืน ณ สิ้นปีที่ต้องการ ÷ เงินเอาประกันภัย 1,000)
- บริษัทประกันให้กู้ได้เท่าไรของมูลค่าเวนคืน (สูตรคำนวณ >> วงเงินสูงสุดที่กู้ได้ = มูลค่าเวนคืน x 0.9)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตจะมีความคล่องตัวในการจ่ายเงินคืน โดยสามารถจ่ายคืนเมื่อไรก็ได้ภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์มีผลบังคับอยู่ แต่หากปล่อยให้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นมีจำนวนมากกว่าเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ที่ถืออยู่ จะส่งผลให้กรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ๆ สิ้นสุดลง และไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ อีกต่อไป
ดังนั้น จึงควรใช้ประโยชน์จากการคิดดอกเบี้ยแบบ “ลดต้นลดดอก” ของการกู้เงินจากกรมธรรม์ให้เป็นประโยชน์ นั่นหมายความว่าถ้ามีเงินเมื่อไรก็ควรรีบนำมาชำระให้มากที่สุด เพราะยิ่งจ่ายมาก ดอกเบี้ยก็ยิ่งลด จึงทำให้หมดหนี้ได้ไวยิ่งขึ้น!
ข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)






























