รับรู้แบบ “รู้ซื่อ ๆ”

กัลยาณมิตร ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนนอกสนามการทำงานอย่างคุณ นรกมล ดิษยบุตร ที่มีคอลัมน์ “แชร์มุมมอง” อยู่ใน Tonkit360 เหมือนกันเคยบอกกับผู้เขียนเอาไว้ว่า การเปิดธรรมะฟังในระหว่างรถติดนั้นช่วยให้หายหงุดหงิดได้ไม่น้อย ตอนที่คุณนรกมลแนะนำ ก็ยังนึกตลกอยู่ในใจว่าถึงวัยแล้วเหรอ (วะ) ที่ต้องฟังธรรมะ เพราะถ้าเปรียบใจผู้เขียนเป็นก้อนหินและตะไคร่น้ำเป็นกิเลส ผู้เขียนก็เรียกได้ว่าเป็นก้อนหินที่ถูกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำอย่างแน่นหนา ถ้าจะให้ธรรมะมาทำความสะอาดขัดให้ตะไคร่ออกจนกลับกลายเป็นก้อนหินที่เกลี้ยงเกลา อาจต้องใช้เวลานานไม่น้อย 

แต่ก็นั่นแหละค่ะ เมื่อโลกนี้มีคำว่า “ธรรมะจัดสรร” ผู้เขียนก็ถูกจัดสรรด้วยธรรมะเช่นกันจากช่วงปลายเดือนกันยายนที่คนทั้งกรุงเทพฯ ต้องเจอกับเหตุการณ์รถติดแบบวินาศสันตะโร ผู้เขียนเองก็เช่นกัน ติดอยู่เกือบสองชั่วโมงฟังเพลงจนไม่อยากฟัง นั่งหงุดหงิดอยู่ในรถคนเดียว ก็นึกถึงคำพูดของคุณเก๋ นรกมล กับการเปิดธรรมะฟังในระหว่างขับรถทางเราก็ลองเปิดดู เปิดแบบไม่ได้เลือกอะไรมากจากยูทูป แล้วก็ทำให้รู้จักธรรมะที่ว่า “รู้ซื่อ ๆ”

“รู้ซื่อ ๆ” คือคำสอนของหลวงพ่อคำเขียน ซึ่งท่านจะสอนว่า รู้ซื่อ ๆ หรือการเป็นเพียง “ผู้เห็นไม่ใช่ผู้เป็น” เป็นทางสายเอกที่นำไปสู่ความหลุดรอดได้ เพราะรู้ซื่อ ๆ คือรู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก ด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่ตัดสิน ไม่ผลักไส ไม่คลอเคลีย คือหัวใจแห่งการปฏิบัติ ที่ไม่เพียงพาจิตออกจากอารมณ์อกุศลที่ก่อทุกข์จนพบกับความสงบโปร่งเบาเท่านั้น หากยังช่วยให้เราเห็นธรรมชาติของจิตตามเป็นจริง จนเกิดปัญญา สามารถละวางความยึดติดถือมั่นอันเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ทั้งปวงได้

ฟังธรรมะ “รู้ซื่อ ๆ” ของหลวงพ่อคำเขียนแล้วทำให้อาการหงุดหงิดหายไปอย่างประหลาดนะคะ และยังเป็นจุดเริ่มต้นให้หาหนังสือของหลวงพ่อคำเขียนมาอ่านต่อ เพราะรู้สึกว่าวิธีการรับรู้ของใจแบบ “รู้ซื่อ ๆ” นั้นเป็นเครื่องมือชั้นดีในการรับรู้ข่าวสารในปัจจุบัน ที่ผู้คนแทบไม่รู้กันแล้วว่า ข่าวไหนเป็นข่าวจริง ข่าวไหนเป็นข่าวลวง แถมยังมี ลวงในจริงจริงในลวงให้งงอีก ดังนั้นถ้าเรารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นแบบ “รู้ซื่อ ๆ” ใจเราก็จะรับรู้ต่อข่าวสารต่าง ๆ เพียงแค่รับรู้ ไม่ได้รับรู้แล้วมีความรู้สึกร่วม เมื่อรับรู้มาแล้ว ก็วางไว้ตรงนั้นไม่ได้แบกมันให้เข้ามาอยู่ในใจ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะเรารับรู้แบบ “รู้ซื่อ ๆ” 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผู้เขียนเลยทดลองใช้วิธี “รู้ซื่อ ๆ” กับตนเองกับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้โลกโซเชียลอย่างทวิตเตอร์ สามารถทำให้ผู้เขียนหงุดหงิดได้ในบางครั้งที่เห็นข้อความที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในชีวิตนี้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนใช้วิธีรับรู้แบบ “รู้ซื่อ ๆ” กับข้อมูลอันมหาศาลในโลกทวิตเตอร์ ก็ให้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้อินกับสิ่งที่ชาวทวิตเตอร์พูดถึงสักเท่าไร แต่รับรู้ความเคลื่อนไหวว่ามีอะไรบ้าง จากนั้นก็ออกจากแอปพลิเคชันไปทำอย่างอื่นต่อ จากวิธีดังกล่าว เลยทำให้ผู้เขียนเห็นว่า “รู้ซื่อ ๆ” นอกจากจะทำให้มุมมองต่อการรับข้อมูลเปลี่ยนไปแล้ว ก็ยังได้เห็นว่า ตนเองเข้าสู่แพลตฟอร์มทวิตเตอร์น้อยลง เพราะเมื่อ “รู้ซื่อ ๆ” แล้วก็ถือว่าได้รับรู้แล้ว ไม่ได้อยากจะขุดข้อมูลไปดูอะไรอีก 

มาถึงบรรทัดนี้ก็เลยอยากมาชวนคุณผู้อ่าน มาลองใช้วิธีรับรู้ข้อมูลข่าวสารแบบ “รู้ซื่อ ๆ” กันหน่อยไหมคะ มาลองดูว่าพอใช้วิธีรับรู้แบบนี้ ใจของคุณจะยังมีความรู้สึกตามดราม่า ที่มีอยู่เต็มทุกพื้นที่ในโลกโซเชียลอีกหรือไม่ ถ้ายังทำไม่ได้ในครั้งแรกก็ต้องฝึกตัวเองให้รู้ซื่อ ๆ บ่อย ๆ เพราะใจคนเราก็เหมือนก้อนหินที่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่เต็มก้อน อย่างที่บอกไว้ด้านบนนั่นแหละค่ะ ต้องใช้เวลาในการล้างตะไคร่น้ำเหล่านี้ออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ รู้ซื่อ ๆ ไป แล้วสุดท้ายคุณจะรู้สึกถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคุณเองที่เปลี่ยนมุมมองไป

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ