สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นชนิดที่คุณอาจตั้งตัวไม่ทันในช่วงไตรมาสที่สามของปี ซึ่งก็คือช่วงเวลานี้ ก็พอดีกับที่ Statista.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ทำสถิติเพื่อใช้งานกับบทวิเคราะห์ด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้ส่งข้อมูลมาให้ผู้เขียน สถิติดังกล่าวเกี่ยวกับธุรกิจที่ถูก Disrupt และ ธุรกิจที่ยังคงไปได้ดี และไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและโควิด-19
ในรายงานสถิติดังกล่าวระบุว่า ธุรกิจการบิน ร้านอาหาร และธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่เกี่ยวข้องกับการบริการและการท่องเที่ยวล้วนได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 แต่มีกลุ่มธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งประเภทที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยคือบิ๊กไฟว์ของบริษัทเทคโนโลยี อันได้แก่ กูเกิล แอปเปิล เฟซบุ๊ก อเมซอน (Amazon.com เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ) และไมโครซอฟต์ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า GAFAM นอกจากจะไม่ได้รับผลกระทบแล้วยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วย
จากบทวิเคราะห์นั้นระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีทั้งห้านั้น ต่างมีแพลตฟอร์ม และรูปแบบการใช้งานที่เข้ากับช่วงเวลาที่เกิดการ Lockdown ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตที่ถูกปรับเปลี่ยนให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้การนำเอาเครื่องมือของ GAFAM มาใช้เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจขายของออนไลน์ การใช้แอปพลิเคชันในการดำเนินชีวิต การใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อส่งข่าว หรือใช้ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์หรือกูเกิลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานยุคใหม่
ความจริงในโลกทุนนิยม มักเป็นเช่นนี้แหละค่ะ เมื่อมีสิ่งหนึ่งตายไป สิ่งใหม่ ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาทดแทน มีอายุขัยกันประมาณหนึ่งทศวรรษหรือสิบปี ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ศักราชแรกของความเปลี่ยนแปลง อะไรที่คุ้นเคยจะหายไป อะไรที่ไม่รู้จักก็จะกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในไม่ช้า มันคือความจริงของโลกทุนนิยมที่ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน และคลื่นลูกใหม่พร้อมที่กลบทับคลื่นลูกเก่าได้ตลอดเวลา หากคลื่นลูกเก่านั้นไม่ยอมพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนอะไรเลย
มีข้อความหนึ่งของน้องสนิทอย่าง @jaosom เคยเขียนเอาไว้ในทวิตเตอร์ของเธอซึ่งชัดเจนมากต่อการอยู่รอดในสังคมทุนนิยม “คนรุ่นใหม่ (และรุ่นเก่าที่ไม่หยุดนิ่ง) เขาเป็นพวก multiskilled ทำงานได้แบบ multitask และลงมือแบบมือไวเท่าความคิด คนที่ไม่ปรับตัวจะมัวโอดครวญไม่ได้แล้ว ถ้ารู้ตัวว่าไม่เหมาะกับสปีดยุคใหม่จริง ๆ ให้ขุดทักษะของโลกเก่าที่ตัวเองมีและยังเป็นที่ต้องการออกมาทำให้แข็งแกร่ง แล้วคุณจะรอด”
เป็นเรื่องจริงตามที่ @jaosom เขียนเอาไว้ ถ้าคุณยังนั่งทดท้อ ทุบอกตัวเองในวงเหล้าแล้วบอกว่าไม่มีใครเห็นความสามารถ ไม่มีใครให้โอกาส หรือเห็นคนอื่นที่ประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกว่าตัวเองก็ทำได้ไม่เห็นจะยากแต่ไม่เคยลงมือทำ หรือเอาแต่โพสต์ข้อความตัดพ้อ คำคม ลงในโซเชียลมีเดียเพื่อสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ไปวัน ๆ จากยอดไลก์ยอดแชร์ ถ้าคุณเป็นแบบนั้นก็อยากให้ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองอย่างละเอียดว่า แท้จริงแล้วคุณมีความสามารถจริงหรือไม่ คุณเคยลุกขึ้นมาพัฒนาศักยภาพของตนเองหรือไม่ คุณเคยมองโลกอย่างที่มันเป็น หรือมองโลกอย่างที่คุณอยากให้เป็น
เพราะความจริงในโลกทุนนิยมนั้น มันเจ็บปวดกว่าที่คิด เพราะมันคือโลกของประโยคที่ว่า “อ่อนแอก็แพ้ไป” ใช้วิธีแพ้คัดออก ใครที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ก็จะถูกปล่อยไว้ที่เดิมนานจนถูกผู้คนลืม ใครที่ไม่เคยพัฒนาตนเองคิดว่าความสามารถที่มีอยู่นั้นมากพอแล้ว คุณก็จะถูกมองผ่านเลยไป เพราะคนรอบข้างจะรู้สึกว่าร่วมงานได้ยาก ส่วนคนที่หลงอยู่กับยอดไลก์ยอดแชร์ในโลกโซเชียล นั่งหาคำคมมาโพสต์ หรือเอารูปการใช้ชีวิตลวง ๆ มาอวด ชีวิตก็ไม่ได้ก้าวไปไหน เพราะโลกของความจริงนั้นวัดกันที่ Productive ไม่ใช่ยอด Engagement
ทั้งหมดนี้คือความจริงของทุนนิยมที่คุณต้องยอมรับให้ได้ เพราะถ้าคุณคิดว่าโอกาสควรจะเฉลี่ยให้เท่า ๆ กันมันมีแต่ในหนังสือเรื่อง “ยูโทเปีย” ซึ่งมันไม่เคยมีอยู่จริง เพราะแม้แต่ระบบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ในอดีตที่บอกว่าทุกคนเท่ากัน กลุ่มคนในระดับผู้นำยังกินดีอยู่ดีกว่าสมาชิกพรรคที่ต้องออกไปทำนาเลย ไม่เชื่อก็ลองไปดูภาพยนตร์ “คนล่าจันทร์” ที่สร้างจากชีวิตของคุณ “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” ดูค่ะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า






























