เอาเข้าจริงคำถามที่โปรยหัวด้านบนนั้น ได้คำตอบมาในระดับหนึ่งแล้วค่ะ จากคนรอบข้างที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่มีอายุระหว่าง 23-27 ปี พวกเขาไม่ได้ดูทีวีกันแล้ว แต่เสพซีรีส์ ละคร หรือรายการต่างประเทศ รายการในประเทศผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ และเป็นการรับชมจากสมาร์ทโฟน ครั้งหนึ่งเคยออกปากถามน้อง ๆ ในออฟฟิศว่า “มีใครอยากได้โทรทัศน์ไหม เครื่องใหม่แกะกล่องพี่ยกให้” ปรากฏว่าเงียบกริบ ไม่มีใครสนใจโทรทัศน์กันแล้วในยุคนี้
พอถามน้อง ๆ เหล่านั้นว่าแล้วพวกคุณเสพข่าวจากไหน คำตอบที่ได้คือ จากเฟซบุ๊กบ้าง ทวิตเตอร์บ้าง หรือบางรายก็ไม่สนใจเลย โดยให้เหตุผลว่า “ก็ข่าวเอาคลิปมาเล่าไม่รู้จะดูทำไม ดูเองก็ได้” หรือ “ข่าวทีวีส่วนใหญ่เน้นข่าวชาวบ้าน ไม่ฆ่าข่มขืน ก็ข่าวทำร้ายกันระหว่างสามีภรรยา สนุกสุดก็ตอนหวยใกล้ออกแล้วมีข่าวประหลาด ๆ ให้คอหวยไปตีเลขกัน” และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่กลุ่มใหญ่ ที่อยู่ในเมืองไม่ค่อยสนใจจะติดตามข่าวโทรทัศน์กันนัก
แต่ส่วนหนึ่งคนทำข่าวก็ทำลายความน่าเชื่อถือด้วยตัวเอง เพียงเพื่อให้มีเรตติ้ง และมักจะได้รับคำบอกเล่าต่อกันมาว่า “ข่าวร้ายจะทำให้เรตติ้งดีกว่าข่าวดี” ดังนั้น เราจะได้เห็นคลิปคนตีกัน คนทำร้ายกัน หรือแม้แต่ภาพที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงทางเพศ ผ่านข่าวโทรทัศน์กันอยู่บ่อยครั้ง และในยุคที่โทรทัศน์มีมากกว่า 20 ช่อง คลิปเดิม ภาพเดิม ก็จะถูกเผยแพร่ในทุก ๆ ช่วงข่าวของทุกสถานี คำถามคือไม่นำเสนอได้ไหม คำตอบคือ “ไม่ได้” เพราะถ้าช่องนั้นมีแล้ว ช่องเราไม่มี ก็จะมีการตั้งคำถามจากฝ่ายบริหาร
ที่สำคัญ คลิปฉาว ภาพลับ เหตุการณ์รุนแรง นั้นล้วนแต่เรียกเรตติ้ง ประกอบกับรสนิยมในปัจจุบันที่เปลี่ยน ผู้ประกาศข่าวจากควรจะมีความน่าเชื่อถือ แต่ต้องกลายเป็นคนปากคอจัดจ้าน ต่อปากต่อคำ เล่าข่าวโดยที่ใช้คำพูดที่ไม่มีความหมาย ปรับบุคลิกตาม ๆ กันมา จนกลายเป็นว่าทุกช่องมีแพตเทิร์นในการนำเสนอข่าวแบบเดียวกันหมด ผู้ประกาศไม่มีบุคลิกที่ดึงดูดใจ หรือความน่าเชื่อถือ แต่กลับกลายเป็นว่า ผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่กลายเป็นรุ่นที่ต้อง “พยายาม” เล่าข่าวให้ออกอรรถรส มากกว่าจะทำให้ดูน่าเชื่อถือ ที่พอจะทำได้และเร้าใจก็มีบ้าง แต่ที่พยายามจะทำและทำให้รู้สึกประดักประเดิด ก็มีให้เห็นอยู่อีกเยอะ
ลองสังเกตกันดูสิคะ ปัจจุบันไม่มีผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ของช่องไหนเลยที่จะมีชื่อทะลุขึ้นมาให้ผู้คนทั่วประเทศจำได้ ผู้ประกาศที่คนทั่วไปจำได้กลายเป็นผู้ประกาศรุ่นเก่าที่เคยเป็นนักข่าวมาก่อนและอยู่ในวงการมานาน ที่เป็นแบบนั้นเพราะทุกช่องสร้างคาแรคเตอร์ผู้ประกาศขึ้นมาแบบเดียวกัน เลยกลายเป็นว่าจากที่เคยมี “ก๊อปเกรดเอ” ตอนนี้มีงาน “ก๊อปเซินเจิ้น” ที่ทำเอาคุณภาพลดลงไปเรื่อย ๆ
ในฐานะคนที่เคยผลิตรายการข่าว และเคยเป็นนักข่าวมาก่อน เชื่อว่าคนทำข่าวทุกคนรู้ว่าเนื้อหาข่าวและผู้ประกาศข่าว คือหัวใจสำคัญของรายการข่าว กราฟิกนั้นเป็นเพียงแค่องค์ประกอบ ถ้าประเด็นของเนื้อหามีความน่าสนใจและน่าติดตาม กราฟิกจะมีหรือไม่มีเลยก็ได้ เพราะความตื่นเต้นของกราฟิกนั้นก็เหมือนกับจุดพลุ ตื่นตาเพียงชั่วขณะแต่ไม่ได้ตราตรึงให้จดจำ
แต่ทุกวันนี้ที่ต้องมานั่งกัดฟันกลืนเลือดเปิดคลิปจากโซเชียลแล้วเล่าข่าว หรือทำกราฟิกให้หวือหวาเพื่อสร้างสีสัน ให้ดึงดูดใจ เหตุผลส่วนใหญ่ก็เกิดจากความต้องการเรตติ้งของสถานี โดยที่ผู้สั่งการนั้นไม่สนใจว่า “ข่าว” คือความน่าเชื่อถือ และ “รายการข่าว” คือการสะท้อนให้เห็นถึงคาแรคเตอร์ของช่อง เมื่อมุ่งหาแต่เรตติ้งเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ได้เห็นผ่านหน้าจอทุกวันนี้ คือข่าวแบบ Copy & Paste เหมือนกันไปหมดทุกช่อง ตั้งแต่เนื้อหายันบุคลิกผู้ประกาศ… มาถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงได้คำตอบให้กับตัวเองแล้วนะคะว่า “คุณยังดูข่าวโทรทัศน์กันอยู่ไหม”
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























