เราถึงยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นผู้บรรยายกีฬาได้จริงหรือ?

ช่วงนี้คนที่เป็นแฟนกีฬาคงจะเหงาไม่น้อยเพราะไม่มีการถ่ายทอดสดกีฬาใด ๆ เลยบนโลกใบนี้ ต้องย้ำว่าบนโลกใบนี้เพราะสนามกีฬากลายเป็นสถานที่เสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส โควิด-19 แต่ที่น่าจะเหงามากกว่าแฟนกีฬาน่าจะเป็นเหล่าผู้บรรยายกีฬา ที่เรียกว่าเหงาปากกันมาพักใหญ่แล้ว และที่ได้ยินมาและทำให้รู้สึกแย่มากกว่า คือการแย่งงานกันของเหล่าผู้บรรยายกีฬารุ่นใหม่ที่มักจะเรียกกันว่า “พวกนักวิ่ง” ส่วนจะวิ่งไปหาใคร วิ่งไปขออะไรใครนั้น คุณผู้อ่านที่มี “วงใน” ก็ลองไปสอบถามกันดูค่ะ

วงการผู้บรรยายกีฬาในเมืองไทย หรือเรียกว่านักพากย์นั้นมีสืบต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีคนที่โดดเด่น จนทำให้คนฟังกีฬาชื่นชอบในเนื้อเสียงอยู่หลายคน แต่ปัจจุบันในยุคที่โลกของการสื่อสารเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนที่ผู้บรรยายกีฬาในเมืองไทยส่วนใหญ่มีพื้นมาจากการเป็นผู้สื่อข่าว หรือคอลัมนิสต์ หรือเป็นนักจัดรายการวิทยุ กลับกลายเป็น “คน” ที่แสดงตัวว่าตนเองมีความรู้เรืองกีฬาผ่านทางโลกโซเชียล หรือที่ยุคสมัยนี้ให้คำนิยามว่า Influencer

ถามว่าทำให้คุณภาพการพากย์ลดลงไหม เรื่องแบบนี้คงตอบกันไม่ได้เพราะแล้วแต่จริตคนฟังการบรรยาย บางคนก็ชอบแนว Influencer บางคนก็ชอบแนวข้อมูลแน่น ๆ บางคนก็ชอบแนววิเคราะห์ (ซึ่งสองข้อหลังนี้ต้องใช้ประสบการณ์ในฐานะผู้สื่อข่าวพอสมควร)

แต่ที่น่าแปลกใจมากกว่าคือการเลือกเนื้อเสียงของผู้บรรยายในปัจจุบัน ที่เรามักจะได้ฟังเสียงผู้บรรยายที่ผู้เขียนขอใช้คำว่า “แปร่งหู” ไม่เสียงแหบเกินไป แหลมจนเกินไป ต่ำจนเกินไป บางครั้งเราก็มักจะได้ยินเสียงตะโกน หรือเสียงหัวเราะจนเกินพอดี ขณะเดียวกันการพากย์ที่เหมือนไม่ได้มีข้อมูลใด ๆ จนทำให้คนฟังหลายคนนึกดูถูกนักพากย์ในเมืองไทยว่า ฟังแต่ซาวด์ภาษาอังกฤษแล้วก็พากย์ไปตามซาวด์ ยิ่งทำให้คุณภาพของการพากย์กีฬาในเมืองไทยลดลงไปเรื่อย ๆ (เป็นมุมมองของผู้เขียน)

ด้วยความที่ผู้เขียนเองก็อยู่ในแวดวงการทำข่าว ทำรายการกีฬา และการบรรยายกีฬามานาน มักจะมีน้อง ๆ มาถามถึงนักพากย์คนนั้นคนนี้ ว่าทำไมพากย์แบบนั้น ทำไมเรียกชื่อนักเตะผิด เรียกชื่อนักกีฬาผิด สิ่งที่ผู้เขียนพอจะแก้ตัวแทนเพื่อนร่วมอาชีพได้ คืออธิบายน้อง ๆ เหล่านั้นไปว่า งานบรรยายกีฬาต้องใช้สมาธิมาก นอกจากต้องควบคุมเสียงตนเองแล้ว การจดจ่ออยู่กับเกม และใช้สมองในการนึกคำพูดไปด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ และคนพากย์เองก็รู้แก่ใจ และพวกเขาก็น่าจะปรับปรุงในครั้งต่อไป

สำหรับผู้เขียนแล้ว ถ้ารู้สึกไม่ชอบเสียงผู้บรรยายไทยคนไหน ก็จะเลือกไปฟังเสียงภาษาอังกฤษแทน เพราะผู้บรรยายภาษาอังกฤษนั้นจะมีจังหวะและข้อมูล รวมไปถึงน้ำเสียงที่เราฟังแล้วรู้สึกไม่ “แปร่งหู” มาถึงตรงนี้อยากจะเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่ง เคยได้มีโอกาสรู้จักและเห็นการทำงานของผู้บรรยายกีฬา และผู้สื่อข่าววิทยุของ BBC Radio เมื่อครั้งไปทำข่าวโอลิมปิก ปี 2008 ที่ กรุงปักกิ่ง

การทำงานของผู้สื่อข่าวของ BBC ท่านนั้นคือรายงานการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น บนรถที่กำลังพานักข่าวไปยังสนามแข่ง นักข่าว BBC รายหนึ่งถือสมุดที่จดข้อมูลนักมวยของเครือจักรภพฯ ที่กำลังจะขึ้นชก เตรียมเอาไว้สำหรับเข้าสู่การรายงานสดของ BBC Radio และในระหว่างที่รถกำลังวิ่งสู่สนาม สัญญาณโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น นั่นหมายถึงการเข้าสู่การรายงานสด เสียงของนักข่าวท่านนั้นก้องกังวาน จนทำให้นักข่าวทั้งรถต้องยอมสงบเงียบเพื่อให้เขาได้รายงาน ขณะที่เนื้อหาที่รายงานนั้นก็มีการไล่ลำดับความสำคัญตามหลักการสื่อสารชนิด What When Where Why

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของการทำงานที่มีคุณภาพ และทำให้คนฟังได้รับเนื้อหา สาระที่ถูกต้อง ไม่ใช่งานที่ใครก็ได้ ที่คิดว่ามีข้อมูลจาก Google แล้วจะมาทำได้ ที่ต้องยกตัวอย่างมาแบบนี้ เพราะกระบวนการเลือกผู้บรรยายในเมืองไทย ดูจะผิดเพี้ยนเข้าไปทุกวัน และทำให้ผู้บรรยายท่านหนึ่งถึงกับหน้าตึงมาแล้วเมื่อมีแฟนบอลมาถามเขาว่า “คนพากย์บอลนี่ทำงานง่ายดีนะ แค่ฟังซาวด์ภาษาอังกฤษ แล้วก็แปลให้ฟัง” รู้สึกอะไรบ้างไหมคะ ใช่ค่ะ ดิฉันถามคุณนั่นแหละค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า