จากที่เจอกันทุกวันจันทร์กับ “นั่งคุยนั่งคิด” นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ขออนุญาตคุณผู้อ่านเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่กับคอลัมน์ “My Dear มีเดีย” ขอเขียนถึงอาชีพสื่อที่ตนเองทำมาหาเลี้ยงชีพมานานกว่า 20 ปี จากประสบการณ์ในยุคที่นิตยสาร หนังสือพิมพ์เฟื่องฟู เข้าสู่ยุคสื่อออนไลน์ มีคั่นเวลาที่ยุคทีวีดิจิทัล เลยเถิดมาจนถึง ยุคสมัยของ OTT TV เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ได้เห็นมาทุกยุค และจะขอเอาเรื่องที่น่าสนใจมาพูดคุยกันในคอลัมน์นี้
สัปดาห์นี้ทักทายกันด้วยคำพูดที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครพูดเป็นคนแรกว่า “ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้” ดูเหมือนเป็นคำพูดที่เปิดโอกาส มากกว่าให้โอกาสนะคะ เพราะเอาเข้าจริง การที่คุณจะเป็นสื่อสารมวลชนที่ดีนั้น คุณต้องเข้าใจเรื่องที่นำเสนอ มีการสืบค้นหาข้อมูล มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ (ระดับที่ 1 หรือ 2) มีมุมมองที่ต้องรู้ว่าเนื้อหาหรือสารที่คุณจะนำเสนอนั้นจะส่งผลในทางที่เป็นประโยชน์ หรือโทษกับใครบ้าง
และสิ่งสำคัญที่สุดในฐานะสื่อคือ “ความน่าเชื่อถือ” ทั้งภาษาที่คุณใช้ ประโยคที่คุณเขียน การเปิดเผยข้อมูลที่ได้มา และการรับผิดชอบ ไม่ใช่ออกมาบอกว่า “ขอโทษ รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ถ้าคุณเช็กลิสต์ที่กล่าวมาแล้วยังทำได้ไม่ครบ ด้วยความเคารพนะคะ คุณยังเป็นนักสื่อสารมวลชนที่น่าเชื่อถือไม่ได้ค่ะ
ด้วยการทำงานที่ต้องเจอกับคนหลายเจเนอเรชั่น สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้มาตลอดคือ การรับสารของคนยุคใหม่ ที่มองว่าการอ่านหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว และเอาเข้าจริง ตอนนี้ก็เหลือหนังสือพิมพ์ไม่ถึงสิบหัวแล้วในเมืองไทย แถมต้องมานั่งลุ้นกันด้วยว่า พอโควิด-19 ผ่านพ้นจะเหลือยืนหยัดได้อีกกี่เล่ม เพราะเหล่าเอเจนซี่ เริ่มหันหัวเรือเม็ดเงินโฆษณามาที่ตลาดออนไลน์กันเกือบหมดแล้ว
กลับมาที่เรื่องของการรับสารหรือเสพสื่อของสังคมปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่แล้วตื่นเช้ามาจะเช็กหน้าฟีดข่าวจากแพลทฟอร์ม “โซเชียลมีเดีย” ของตนเอง มี Echo Chamber หรือ “ห้องเสียงสะท้อน” รับแต่สิ่งที่อยากฟังของตนเอง ทำให้เกิดการรับข่าวสารแต่เพียงด้านเดียว
ส่วนสื่อโทรทัศน์หรือรายการข่าวโทรทัศน์นั้นไม่ต้องพูดถึง ข่าวเช้าที่เคยเป็นตัวเรียกเรตติ้งกลายเป็นของล้าสมัยไปแล้ว เพราะข่าวโทรทัศน์ปัจจุบันฆ่าตัวตายด้วยการ ไล่ตามเอาข่าวในโซเชียลมีเดียมาเล่า ข่าวต่างประเทศบางข่าว ถูกรายงานในโลกออนไลน์มาแล้วสองวัน แต่ข่าวทีวีเพิ่งเอาไปเล่น หรือแม้แต่เอาคลิปจากโซเชียลไปเล่นข่าวเหมือนกันทุกช่อง เรียกว่าเป็นการทำงานที่ไม่เหลือลายของความที่เคยเป็น “สื่อร้อน” ไว้เลยแม้แต่น้อย
ทุกวันนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจะพากันไปเชื่อถือข่าวหรือรับสารที่มาจากแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพราะนอกจากจะส่งสารได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองไปกับเนื้อหาได้อีกต่างหาก ยิ่งเสพก็ยิ่งอิน ยิ่งอินก็ยิ่งดราม่า สื่อสารกันแบบนี้ ก็บันเทิงกันทั้งสังคมล่ะค่ะ เรื่องบางเรื่องไม่ควรจะนำมาเป็นเรื่อง แต่ก็ถูกนำมาโพสต์แบบไม่คิดว่าจะเกิดผลกระทบใด ๆ ต่อต้นเรื่องบ้าง พอฮิตในโซเชียล ทีวีก็มาหยิบจับไปเล่าต่อ จากนั้นก็จะกระจายสู่วงกว้าง จึงไม่น่าแปลกใจที่สังคมจะอุดมดราม่า
มีคำกล่าวที่ว่า “หน้าที่ของสื่อสารมวลชนคือการสื่อสารความจริงและรับผิดชอบต่อสังคม” เมื่อคนในสังคมมีมาตรฐานในการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน มีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ “ใคร ๆ” ก็สามารถเป็นสื่อได้ค่ะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า






























