**มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์**
คนเราคาดหวังชีวิตคู่กันไว้แบบไหนบ้าง ?
บางคนฝันอยากจะแต่งงาน มีคู่ชีวิตที่ดี คอยประคับประคองดูแลกันยันแก่เฒ่า
แต่ถ้ามันไม่เป็นแบบที่จินตนาการเอาไว้ล่ะ จะจัดการกับมันยังไง ?
จะเลือกที่จะยื้อเอาไว้เพื่อรักษาสภาพการเงิน สภาพครอบครัว สภาพจิตใจของลูก รักษาหน้าตาทางสังคมรึเปล่า
หรือว่าเราจะเลือกเคลียร์ปัญหาให้จบตรงนั้นแล้วไปเริ่มกันใหม่ในทางที่อาจจะดีกว่า

Marriage Story เป็นเรื่องในมุมของชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่น ไม่เป็นไปตามอุดมคติใด ๆ ทำให้ต้องเลือกทางออกที่ดีที่สุดนั่นคือ หย่า
ลืมบรรยากาศการไปสำนักทะเบียนเพื่อเซ็นต์ใบหย่าแล้วแยกทางได้เลย เพราะมันวุ่นวายกว่านั้นมาก เรื่องส่วนใหญ่ตีแผ่ให้เราเห็นถึงกระบวนการหย่า ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป ไหนจะเรื่องเงิน เรื่องสิทธิ์ในการเลี้ยงลูก หรือเรื่องศักดิ์ศรีค้ำคอ ฉันต้องชนะคดี เข้ามาเป็นปัจจัยอีก
ปัญหาใหญ่ ๆ ในชีวิตคู่ของชาลีย์และนิโคลที่เราเห็นก็คือ เมือง
มันไม่ได้มีแค่เรื่องความขัดแย้งของนิสัยที่เข้ากันไม่ได้อย่างเดียว ดันมีเรื่องของที่อยู่เข้ามาเกี่ยวข้องอีก นิโคลที่มีบ้านอยู่แอลเอต้องย้ายไปอยู่นิวยอร์กเพื่อง่ายต่อหน้าที่การงานของทั้งคู่ กลายมาเป็นปัญหาที่ทำให้ทะเลาะกันใหญ่โต
“ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ฉันแค่ส่งเสริมการมีชีวิตอยู่ของเขา”
ชีวิตการแต่งงานของผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนสูญเสียตัวตนไปขึ้นอยู่กับคู่ชีวิตของตัวเองแทบจะทุกเรื่อง ทำให้นิโคลรู้สึกเหมือนอยู่ใต้เงาของชาลีย์ตลอดเวลา จนไม่สามารถทำตามความฝันของตัวเองหรือสิ่งที่อยากทำได้

ประเด็นที่ยิ่งทำให้วุ่นวายขึ้นอีกเพราะมีเรื่องลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เราเห็นการหย่าที่ไม่ได้ขัดแย้งกันแค่เรื่องทรัพย์สิน แต่เรื่องการแบ่งกันเลี้ยงลูกดูจะเป็นเรื่องใหญ่สุด
แน่นอนว่าต่างคนก็ต่างคิดว่าลูกอยากอยู่กับตัวเองมากที่สุด แฮปปี้กว่าตอนอยู่กับอีกคน
จนบางทีรู้สึกว่าเสียงของลูกแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย

แล้วก็ไม่ใช่แค่การตกลงกันได้แล้วก็จบ เธอเลี้ยงวันคู่ ฉันเลี้ยงวันคี่ แต่ต้องมีคนมาคอยสังเกตพฤติกรรมความเป็นอยู่เพื่อประเมิณว่าใครเหมาะที่จะเป็นคนเลี้ยงดูลูกมากกว่ากัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่น่าจะกระอักกระอ่วนที่สุดในเรื่องแล้ว เพราะเหมือนมีคนมานั่งจ้องการใช้ชีวิตของเรากับลูกตลอดทั้งวัน เป็นอะไรที่บ้าบอมาก ๆ
“พระแม่มารี แม่องค์พระเยซู และพระองค์สมบูรณ์แบบ
พระองค์คือสาวบริสุทธิ์ที่ให้กำเนิดบุตร
ไม่ลังเลที่จะสนับสนุนบุตรของพระองค์ และอุ้มร่างของเขาตอนที่เขาตาย
และพ่อไม่ได้อยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้ทำหน้าที่อึ๊บด้วยซ้ำ
พระเจ้าอยู่บนสวรรค์ พระเจ้าคือพ่อ และพระเจ้าไม่โผล่หัวมาจ้ะ”“คุณจะถูกวางไว้บนมาตรฐานที่สูงกว่าเสมอ และมันแย่มาก แต่มันก็เป็นแบบนั้นแหละ”
มุมนี้อาจจะรู้สึกว่าเป็นความคิดที่โคตรจะ Feminism แต่เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงอันบิดเบี้ยวที่มีอยู่ทุกสังคมได้เลย

นอร่า ทนายของนิโคลพยายามที่จะอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่สังคมคาดหวัง คนเป็นพ่อจะสํามะเลเทเมาเบอร์ไหนก็ได้ แต่ถ้าแม่ทำเหมือนกันขึ้นมาก็จะถูกมองว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี และเสียสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกทันที
ถ้าคุณเป็นแม่คุณจะต้องเพอร์เฟค
เป็นช็อตกระชากอารมณ์ที่ฟังแล้วฮึกเหิมแปลก ๆ ในความกล้าที่จะแตะความเชื่อทางศาสนาอันละเอียดอ่อน แล้วมาเปรียบเทียบกับบริบทจริงในสังคม
เรื่องมันเศร้า แต่มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
แน่นอนว่ามีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลมาเกี่ยว ความหรรษาของทนายความก็ถูกนำเสนอในเรื่องนี้ด้วย เราจะได้เห็นคาแรคเตอร์ของทนายที่สู้กันด้วยฝีปากกันจนน่าหงุดหงิด ถึงขั้นขุดมุมเลวร้ายของแต่ละฝ่ายออกมาบลั๊ฟกัน ฆ่าได้ฆ่า ใครตายก็ช่างมันสิ จนนึกภาพไม่ออกว่านิโคลและชาลีย์จะกลับมาญาติดีกันได้ยังไง

จนอดคิดไม่ได้ว่าคาแรคเตอร์ทนายนี่มันน่าหงุดหงิดแบบนี้ทุกเรื่องเลยรึไง(วะ) ฮ่าา
และถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนบอกว่า “เห็นอย่างงี้ก็ไม่กล้าแต่งงานแล้ว” แต่เราเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์มันเหลือความทรงจำดี ๆ ไว้เสมอแหละ
มุมดี ๆ หลายมุมที่ทั้งคู่รู้จักกันดี ถูกเล่าอย่างฉลาดจนเราผูกพันไปกับครอบครัวนี้ได้ในเวลาไม่นาน จนบางทีเรายังเสียดายช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นแทนทั้งคู่เลย

และถึงแม้ทั้งคู่จะไม่อยู่ในฐานะคู่ชีวิตอีกแล้ว แต่ก็ยังคงเหลือความหวังดีและมิตรภาพที่ดีให้กันตลอด ในตอนจบที่ทำให้ประทับใจจนน้ำตาไหลออกมาเอง แต่ละคนไปได้ดีในทางของตัวเอง และทั้งคู่ก็ยังได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกชายด้วย (แต่เฉือนชนะกัน 5 เปอร์เซ็นต์)
ในแง่ของภาพยนตร์เราน่าจะได้เห็นรายชื่อผู้เกี่ยวข้องใน Marriage Story เป็น Nominee ของรายการประกาศรางวัลจนเบื่อแน่ ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นฉาก Long take โชว์ของโดยสการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ซีนระเบิดอารมณ์ของทั้งสการ์เลตต์และอดัม ไดรเวอร์ หรือทุกซีนดราม่าที่ไม่ฟูมฟายของทั้งคู่ที่ทำให้เราเห็นว่าชีวิตคู่แบบโคตร Hyperrealism มันเป็นยังไง

คงต้องให้เครดิตผู้กำกับและทีมเขียนบทด้วยที่สามารถตีแผ่ปมเล็ก ๆ จนเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ ให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องที่มีคุณค่าและออกมาจริงได้ขนาดนี้
เป็นอีกภาพยนตร์ส่งท้ายปีที่ห้ามพลาด รับรองว่าจะไม่เสียเวลาแน่ ๆ
ดูเรื่องเต็มได้ที่ Netflix






























