
ประมาณสองสัปดาห์ก่อน ได้เห็นข้อความผ่านตาในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับความเข้าใจผิดในเนื้อหาของ นวนิยายที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย อย่าง “เพชรพระอุมา” โดยความเข้าใจผิดดังกล่าวมาจากบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่ง ที่ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่า “เพชรพระอุมา” คือนิยายที่สร้างแรงบันดาลใจที่อยากทำให้ผู้ให้สัมภาษณ์อยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลประชาชน
แน่นอนว่าความเข้าใจผิดดังกล่าว ทำให้แฟนเพชรพระอุมา พากันยกมือทาบอก เพราะเนื้อหาที่ผู้ให้สัมภาษณ์พูดถึงนั้น ไม่เคยปรากฎอยู่ในนวนิยายเพชรพระอุมาทั้ง 48 เล่ม เอาเข้าจริงๆแล้ว “เพชรพระอุมา” มีเค้าโครงเรื่องมาจากนวนิยายผจญภัยของฝรั่งที่ชื่อว่า “King Solomon’s mines ที่ถูกดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ที่คนไทยที่มีอายุ 50+จะรู้จักกันในชื่อ “ล่าขุมทรัพย์สุดขอบโลก”
เค้าโครงเรื่องจากนวนิยายฝรั่งออกแนวผจญภัย ของไทยก็ไปในทิศทางเดียวกันเพียงแต่มีการดัดแปลงตัวละคร เนื้อหาให้เข้าใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น ประกอบกับตัวละครอย่าง รพินทร์ ไพรวัลย์ (พรานป่า) คุณหญิงดาริน คุณชายเชษฐา พันตรีไชยยันต์ หรือแม้กระทั่งกระเหรี่ยงลึกลับอย่าง แงซาย กลายเป็นตัวละครที่มีบุคลิกเฉพาะตัว
ขณะที่การบรรยายถึงฉากหลังของป่าลึก รวมไปถึงเรื่องผจญภัยระหว่างการเดินทาง ข้อมูลเรื่องปืน ที่ “พนมเทียน” (นามปากกาของ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) ใช้ความรู้แบบเฉพาะตัวทำให้ “เพชรพระอุมา” มีเนื้อหาที่สนุกมากกว่า King Solomon’s mines และอยู่ในใจของนักอ่านมาจนทุกวันนี้
เล่ามาถึงบรรทดนี้แล้วคุณผู้อ่านคงเห็นภาพแล้วว่า “เพชรพระอุมา” ไม่ใช่นิยายการผจญภัยของนายอำเภอเพื่อช่วยชาวบ้าน แต่เป็นการผจญภัยของพรานป่า และ คณะของชนชั้นสูง ที่ต้องการออกตามหาน้องชายที่หายไป และระหว่างทางในป่าลึก ก็ได้พบกับเรื่องราวผจญภัยมากมาย อันทำให้คนที่ติดตามอ่านนิยายเรื่องนี้ วางกันไม่ลง และทำให้บทประพันธ์ที่เริ่มต้นเขียนบทแรกในเดือนพฤศจิกายน 2507 มาถึงตอนจบในเดือนมิถุนายน 2533 รวมทั้งหมด 26 ปี และถูกรวมเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค ทั้งหมด 48 เล่ม และพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
เอาเข้าจริงแล้ว คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากถึงความน่าอ่านของ “เพชรพระอุมา” เพราะนักอ่านส่วนใหญ่น่าจะชอบและเคยอ่านกันมาแล้ว ส่วนนักอ่านหน้าใหม่ที่อยากจะหยิบ “เพชรพระอุมา” มาอ่าน นั้นต้องบอกก่อนว่าถ้าคุณชอบเรื่องราวผจญภัยในป่า มีเรื่องรักใคร่ระหว่างชนชั้น แถมยังมีตัวละครปริศนาอย่างแงซาย ที่จะทำให้คุณทั้งรักทั้งระแวง คุณจะวางนิยายชุดนี้ไม่ลง และคุณจะบังคับให้ตัวเองอ่านให้จนจบ แม้จะจบไปแล้วในภาคแรก 24 เล่มคุณก็ยังอยากอ่านต่ออีก 24 เล่มที่เหลือ เพราะนี่คือนิยายชุดที่คุ้มค่าต่อการอ่านอย่างมากที่สุด






























