ส่องนโยบาย ศึกษาฯ – สาธารณะสุข กับเรื่องจริงที่ส่งผลต่อภาวะของประเทศ

ไม่มีเครื่องมือใดที่จะปฏรูปประเทศให้ประสบความสำเร็จได้ชัดเจนเท่าการศึกษา ถ้าไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้เราก็ไม่อาจคาดหวังต่อการปฏิรูปประเทศในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการทางด้านการศึกษานั้นยังไม่ชัดเจนมากเท่าที่ควรคล้ายว่าจับจุดได้ไม่ดีพอ มีปัญหาใดผุดขึ้นมาก็ตามแก้ตรงนั้นทีตรงนี้ที แต่โดยภาพรวมเหมือนไม่เป็นชิ้นอันสักเท่าไหร่

ปัญหาด้านการศึกษาในประเทศไทยที่มีปัญหาจุกจิกเรื่อยมา โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะทัศนคติความต่างของวัยจากทั้งฝ่ายบริหารให้ความรู้และฝ่ายผู้เรียน ที่ดูเหมือนทิศทางของระบบการเรียนการสอนค่อนข้างไม่เป็นมิตรต่อตัวผู้ศึกษา ถึงแม้จะมีการบูรณาการเกิดขึ้นในหลายสายวิชาแต่คล้ายยังจับจุดสร้างการพัฒนาได้ไม่ดีพอ

ด้วยระบบการแข่งขันที่มีทางเลือกน้อย สายทางเลือกหลายทางถูกลดบทบาทความสำคัญลงให้โดดเด่นเพียงไม่กี่สายเท่านั้น ทั้งที่แก่นแท้ของการศึกษาคือการเสริมสร้างวิชาและจินตนาการควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว แต่ที่เป็นอยู่เสมอมาคือการศึกษาภาคบังคับที่ตีกรอบจนเกินไป ไม่เป็นมิตรกับสังคมของเด็กสมัยใหม่ที่มีความสนใจที่หลากหลายมากกว่าแต่ก่อนอยู่เยอะ

แต่ความหวังที่มาพร้อมนโยบายของรัฐบาลชุดล่าสุด ที่มุ่งหมายให้เด็กมีทักษะภาษานอกจากภาษาต่างชาติแล้วจะมีการบรรจุภาษาคอมพิวเตอร์อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการบูรณาการไปในทิศทางนี้ย่อมต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย ถึงแม้จะให้เด็กเรียนโค้ดดิ้งเพื่อการเสริมทักษะภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับการก้าวทันเทคโนโลยี Machine Learning แต่หากความพร้อมด้านอุปกรณ์รองรับไม่ครอบคลุมยังต้องจดต้องจำโค้ดเพื่อการสอบให้ผ่านเพียงอย่างเดียวก็ย่อมไม่ได้ผลดีอะไร

รวมถึงปัญหาที่อาจดูเหมือนเล็กน้อยแต่ส่งผลได้มากกับชีวิตของตัวผู้ศึกษา  ที่นโยบายล่าสุดจากกระทรวงผุดไอเดียใช้อีเล็กทรอนิคส์บุ๊ค ทดแทนการให้นักเรียนแบกตำราใส่กระเป๋าทุกวันไปมาซึ่งตอนนี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเด็กแล้ว การแบกตำราเรียนที่มีน้ำหนักเยอะทำให้ร่างกายต้องรับน้ำหนักมากผิดธรรมชาติ ส่งผลกระทบให้เด็กไทยหลังโก่งหรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ซึ่งในประเด็นนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะหาหนทางแก้ไขโดยการใช้อีเล็กทรอนิคส์บุ๊คมากขึ้น ไม่ต้องแบกตำราไปโรงเรียนเหมือนเช่นเคย ซึ่งในประเด็นนี้เราก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

นโยบายกระทรวงสาธารณะสุข กับ สังคมสูงวัย

ด้วยตัวนโยบายฉบับเร่งด่วนในหัวข้อ การพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ในการได้รับสิทธิ์รักษาโดยทั่วถึง สอดคล้องกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของประเทศเรา

จากความสำเร็จในการคุมกำเนิดของไทยทำให้อัตราการเกิดลดลงตั้งแต่ช่วงปี 2513 จวบจนปัจจุบัน อีกทั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณะสุขที่ทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น ส่งผลต่อโครงสร้างประชากรในไทยเปลี่ยนไป และคาดว่าอีกไม่นานนี้ประชากรสูงวัยจะมีสัดส่วน 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ ซึ่งนับว่ารวดเร็วมากจำเป็นและสำคัญกับการวางแผนเพื่อรองรับ สังคมสูงวัย

ซึ่งนโยบายล่าสุดนี้มีการเล็งเห็นผู้สูงอายุแต่ยังไม่ครอบคลุมถึง สังคมสูงวัย ในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง แต่เหมือนยังจับจุดในเรื่อง ผู้สูงอายุ กับ สังคมสูงวัย ผิดอยู่ เพราะระบบรับมือประชากรอายุ 40 – 50 ปีในขณะนี้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นจำนวนมากในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้ายังไม่เห็นภาพที่เด่นชัดพอ

เพราะในอนาคตต้องเป็นการปรับโครงสร้างของระบบในการรองรับปัญหาที่จะตามมาในด้านการขาดแคลนแรงงานเพราะคนในวัยทำงานจะลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่บอกให้รับรู้ในเรื่องของการวางแผนหรือการขยายอายุทำงานตามสถานการณ์ปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังเบี่ยงความชัดเจนออกไปทางการดูแลผู้สูงอายุมากกว่า

อีกทั้งเรื่องสุขภาพที่ประชากรยังไม่เข้าถึงสวัสดิการของรัฐ จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนหรือแม้กระทั่งให้ความรู้ในการดูและตัวเอง เพื่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการขับเคลื่อนสังคมการดูและผู้สูงอายุในระยะยาว

นโยบายที่ได้เผยแพร่ออกมานี้ยังมีความกระจัดกระจายเพราะไม่เห็นภาพของการมุ่งเน้นไปในทิศทางใดอย่างแน่วแน่ เหมือนเพียงใส่เพื่อให้ดูดีไปก่อน แต่เมื่อมองภาพรวมแล้วยังไม่เห็นความชัดเจนในการตอบสนองไม่ว่าด้านใดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด ต้องพึ่งพาการทำงานบูรณาการร่วมกันทั้งหลายกระทรวงในการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาสังคมภายภาคหน้า ไม่ใช่เพียงกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเท่านั้น