Home Uncategorized มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 6)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 6)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนแรก)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 2)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 3)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 4)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 5)

ตามบันทึกของ Beltrán (1578) นักเดินทางชาวสเปน พบว่า บรูไนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการก่อสร้างมัสยิดหลังใหญ่ขึ้น และมีหมู่บ้านกลางน้ำอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยพบ

เขาหมายถึง กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village ต้นกำเนิดของหมู่บ้านชาวประมง ที่นับเป็นธุรกิจที่สร้างชาติบรูไนต่อจากธุรกิจการบูร และต่อมาคือธุรกิจปิโตรเลียม

แม้บรูไนจะเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้มาสู่ประเทศแห่งนี้เป็นอันดับหนึ่ง

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณการผลิตน้ำมันของบรูไนนั้น มีมากกว่าของประเทศไทยไม่มากนัก แถมยังน้อยกว่าของมาเลเซียค่อนข้างมากเลยทีเดียว

โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตน้ำมันได้เกือบ 140,000 บาเรล/วัน ขณะที่มาเลเซียผลิตได้ 800,000 บาเรล/วัน ส่วนบรูไนผลิตได้เพียง 180,000 บาเรล/วัน

แต่เนื่องจากบรูไนเป็นประเทศเล็ก มีประชากรเฉลี่ย 4 แสนคน เทียบได้กับภูเก็ตเท่านั้น จึงใช้น้ำมันในประเทศเพียงเล็กน้อย ที่เหลือส่งเป็นสินค้าออกทั้งหมด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลบรูไนเริ่มตระหนักว่า ประเทศชาติจะเอาแต่พึ่งพิงรายได้จากทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติไม่ได้อีกต่อไป

เพราะไม่เพียงแหล่งพลังงานจากฟอสซิลเหล่านี้ได้ลดลงทุกวัน และกำลังใกล้จะหมดลงเพียงเท่านั้น ทว่า มูลค่าราคาขายของพวกมันก็กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน

โดยทุกวันนี้ บรูไนได้หันมาให้ความสนใจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับภาคการเกษตร อาทิ ป่าไม้ ประมง รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ

โดยพืชผลการเกษตรที่สำคัญของบรูไนในปัจจุบัน ได้แก่ ข้าว และกล้วย นอกจากนี้บรูไนมีอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก อาทิ อาหารแปรรูป เช่น ปลากระป๋อง

ความหวังของบูรไนก็คือ นำผลผลิตทางการเกษตร และอาหารแปรรูปของตน ออกมาเลี้ยงคนในประเทศให้ได้ ก่อนที่จะขยายไปสู่การส่งออก

และน่าจะเป็นหลักประกันการสร้างงานให้กับพลเมือง โดยเฉพาะการรองรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายออกมาจากภาคการผลิตปิโตรเคมีในอนาคตอันใกล้

อาชีพรองรับในอนาคตอีกอาชีพหนึ่งก็คือ การที่บรูไนกำลังพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์บริการทางการค้าและการท่องเที่ยว เห็นได้จากเริ่มมีทัวร์จีนทยอยมาลงเรื่อยๆ

สอดคล้องกับเป้าหมายในโครงการความร่วมมือของกลุ่ม Brunei Indonesia Malaysia Philippines-East ASEAN Growth Area หรือ BIMP-EAGA นั่นเอง

นอกจากกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บรูไน-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ และอาเซียนตะวันออก หรือ BIMP-EAGA แล้ว บรูไน ยังสังกัดกลุ่มเศรษฐกิจ APEC, ASEAN และ WTO เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

โดยหลักแล้ว แม้บรูไนจะยึดรูปแบบเบ้าหลอมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะระบบการศึกษาต้นฉบับจากสหราชอาณาจักร ดังที่บรูไนเคยอยู่ภายใต้ร่มธงการอารักขาของอังกฤษ

อีกทั้งลักษณะการวางผังเมือง สัญญาณไฟจราจร การจัดองค์ประกอบการคมนาคม โดยเฉพาะรูปแบบถนนหนทาง ที่รถยนต์ใช้ระบบพวงมาลัยขวา และทิศทางของการขับขี่ที่ใช้ระบบการขับรถชิดซ้ายตามอย่างประเทศอังกฤษอย่างเต็มอัตราศึก

ทว่า หากพิจารณาถึงสภาพปัจจุบันในการจัดรูปลักษณ์ทางเศรษฐกิจแล้ว บรูไนยึดเอาสิงคโปร์เป็นแม่แบบสำคัญ

นอกจากข้อมูลพื้นๆ อย่างอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ที่บรูไนยึดถือโมเดลของสิงคโปร์เป็นต้นแบบ เงินสกุลดอลลาร์สิงคโปร์ยังสามารถใช้ในประเทศบรูไนได้เสมือนหนึ่งเงินสกุลดอลลาร์ของบรูไนเอง

สิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างระหว่างบรูไน กับอังกฤษและสิงคโปร์ สองประเทศต้นแบบก็คือ บรูไนใช้หลักศาสนาอิสลามเป็นกลไกหลักในการปกครอง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่บรูไนไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายสินค้าที่ขัดต่อหลักศาสนา ดังนั้น ในร้านสะดวกซื้อทั้งหมดในประเทศบรูไนจะไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกรูปแบบ และแม้กระทั่งยาสูบทุกชนิด

อีกทั้งสถานบันเทิงทุกรูปแบบไม่ว่าจะกลางวัน (คอนเสิร์ตและการแสดงทุกชนิด) หรือกลางคืน (ผับ บาร์ คาราโอเกะ ดิสโก้เธค ฯลฯ) ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการ จะมีก็เพียงโรงภาพยนตร์จำนวน 1 โรงในห้างสรรพสินค้า

อย่างไรก็ดี นอกจากโรงหนังดังกล่าว วัยรุ่นของบรูไนก็ยังมีร้านกาแฟ หรือร้านชา เป็นสถานที่ซึ่งพอจะไปพักผ่อนหย่อนใจได้บ้าง

เป็นที่กล่าวกันว่า บรูไนเป็นประเทศที่อาชญากรรมเป็นศูนย์ เนื่องจากข้อห้ามทางศาสนาที่นำมาสู่การตรากฎหมายที่เข้มงวดและมีบทลงโทษที่รุนแรงโดยเฉพาะการลักเล็กขโมยน้อยไปจนกระทั่งถึงปล้นชิงวิ่งราวที่จะต้องระวางโทษสถานหนัก

นอกจากความแรงของกฎหมายแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้บรูไนเป็นประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัยทั้งสำหรับประชาชนบรูไนเองและนักท่องเที่ยวก็คือสวัสดิการสังคม

โดยเฉพาะการที่บรูไนเป็นประเทศที่ประชาชนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ให้แก่รัฐ ทำให้ประชาชนไม่ต้องดิ้นรนเรื่องปากท้องมากเท่ากับประเทศอื่นๆ ที่ประชาชนต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีกทั้งประชาชนบรูไนจะได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลฟรีในโรงพยาบาลรัฐ 4 แห่งและโรงพยาบาลเอกชนอีก 2 แห่ง

กล่าวโดยสรุป ระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของบรูไน เป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ภายใต้การดูแลของรัฐ รายได้หลักของประเทศมาจากน้ำมัน ประมาณ 47% และก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 43% นับเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเป็นประเทศผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากเป็นอันดับ 4 ของโลก คือประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมีบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ (Brunei National Petroleum Company Sedirian Berhad หรือ Petroleum Brunei) เป็นหน่วยงานกำหนดนโยบาย

และเนื่องจากสินค้าส่งออกหลักของบรูไนคือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่มีการส่งออกถึงร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้บรูไนมีดุลการค้าที่เกินดุลมาโดยตลอด โดยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ส่งออกไปยังญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐ ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐเกาหลี ตามลำดับ

ขณะที่สินค้านำเข้าส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐฯ และมาเลเซีย โดยเป็นสินค้าประเภทเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และสินค้าเกษตร เช่น ข้าว และผลไม้

นอกจากธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บรูไนยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ อยู่บ้างเล็กน้อย ได้แก่ การผลิตอาหาร เครื่องใช้ไม้สอยเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ และเสื้อผ้า เพื่อส่งออกไปยังประเทศในยุโรปและอเมริกา

ทั้งนี้ รัฐบาลบรูไนในปัจจุบัน มุ่งที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารและผลิตเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ วัสดุก่อสร้างที่ไม่ใช่โลหะ กระจกรถยนต์ เป็นต้น

แต่ยังคงประสบอุปสรรคด้านการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะช่างฝีมือ ซึ่งต้องอาศัยแรงงานจากต่างประเทศเป็นหลัก และตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก

ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หรือธุรกิจปิโตรเลียมซึ่งมีที่มาจากแหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบและแหล่งก๊าซธรรมชาติ จึงนับเป็นธุรกิจที่สร้างชาติบรูไนต่อจากธุรกิจการบูร และธุรกิจประมงในยุคโบราณ

นอกจากนี้ บรูไนกำลังพัฒนารูปแบบการค้าและระบบเศรษฐกิจใหม่เพื่อขึ้นมาทดแทนธุรกิจปิโตรเลียมในอนาคต นั่นคือการศูนย์บริการทางการค้า การท่องเที่ยว เห็นได้จากเริ่มมีทัวร์จีนทยอยมาลงเรื่อยๆ

และที่สำคัญก็คือธุรกิจสุขภาพด้วยบริการของโรงพยาบาลที่ทันสมัย