
คำเตือน – เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในเครื่องหมาย ***
เห็นตัวอย่างภาพยนตร์ปล่อยมาทีแรกสารภาพก่อนเลยว่า รู้สึกถึงความไม่แน่ใจกับการกลับมาของ GDH รอบนี้เท่าไหร่ เมื่อพวกเขาเลือกนำเสนอภาพยนตร์แนวแฟนตาซี ผสมเรื่องเหนือธรรมชาติแบบที่ไม่คุ้นตา (ยังคุยกับชาวแก๊งค์นักดูหนังอยู่เลยว่า จะรอดเหรอวะ ?) แต่เมื่อดูจบแล้ว Homestay ก็มอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ชมได้พอสมควรแม้ยังสลัดข้อเสียเดิม ๆ ของค่ายหนังไม่พ้นสักที
หนังว่าด้วยเรื่องราวของวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่ง ที่ได้รับรางวัลพิเศษให้มาสิงอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มชื่อ “มิน” ซึ่งจากโลกนี้ไปแล้วด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ชีวิตใหม่นี้ ก็ไม่ง่าย เมื่อผู้คุมวิญญาณตนนี้มอบหมายภารกิจให้เขาต้องสืบหาความจริงจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง ทั้งครอบครัว-เพื่อนฝูง และคนรักว่า ทำไม “มิน” ถึงฆ่าตัวตาย ภายในเวลา 100 วัน หากทำไม่สำเร็จ ก็จะต้องจบชีวิตอีกครั้ง และไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป
ดูพล็อตแล้ว น่าสนใจทีเดียวกับการที่ GDH นำเสนอภาพยนตร์สไตล์หม่นหมองระทมทุกข์มาเสิร์ฟแฟนคลับรอบนี้ แม้เนื้อหาจะไม่ใช่ออริจินัล 100% ก็ตาม (หนังหยิบจับนิยายเรื่อง “เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม” จากญี่ปุ่น มาดัดแปลง) แถมด้วยทัพนักแสดงรุ่นเล็ก-ใหญ่ ที่ดึงดูดผู้ชมได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ 2 พระ-นางของเรื่อง “เจมส์” ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ และ เฌอปราง อารีย์กุล หรือ “แคปเฌอ” แห่งวงไอดอล BNK48 ชิมลางเล่นหนังเรื่องแรก
ข้อดี ของการที่ไม่เคยดูเนื้อเรื่องต้นฉบับมาก่อน ทำให้ผู้เขียนได้เสพเนื้อหาจากภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบใด ๆ ประเด็นหลักที่หนังเลือกสื่อ คือ การถ่ายทอดสภาวะจิตใจของคนที่คิดฆ่าตัวตายให้ผู้ชมได้รับรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมัน ใครก็ตามที่เคยมีญาติหรือเพื่อน ๆ ที่จากไป เพราะการฆ่าตัวตายคงรู้สึก Touch กับมันได้ไม่ยาก ส่วนตัวผู้เขียนเอง แม้จะไม่เคยมีเสี้ยวชีวิตที่อยู่ในสภาวะสิ้นหวัง หรือเจอเรื่องรันทดอดสูจนอยากคิดฆ่าตัวตาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังถ่ายทอดจุดนี้ได้ดี
*** ว่าด้วยการฆ่าตัวตายในหนังเรื่องนี้ ตัวพระเอกอย่าง “มิน” เลือกปลิดชีวิตตัวเอง เพราะคิดไปเองว่า ไม่มีใครรักเขาเลย ทั้งพ่อผู้ไร้ภาวะผู้นำ แม่ผู้คบชู้ พี่ชายที่เกลียดเขาเข้าไส้ รวมถึงโดนคนรักหักหลังอย่างเจ็บปวด แน่นอนว่า ใครไม่เคยอยู่จุดนี้คงไม่เข้าใจ แต่หากเขาไม่ด่วนสรุปเกินไป และมองว่า ทุกคนนั้นมีปัญหาที่ต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเองสักนิด การฆ่าตัวตายคงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น สาเหตุการตายของเขาคงเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากการใช้ชีวิตด้วยความคาดหวังจากคนอื่นมากเกินไปนั่นเอง ***
ที่ต้องชื่นชมมากๆคือการแสดงของ “เจมส์” ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ – บอกก่อนว่า ในอดีตตัวผู้เขียนมีอคติกับกลุ่มนักแสดงวัยรุ่น จากบ้าน “นาดาว” ว่า เน้นขายหน้าตามากกว่าฝีมือ แต่พอได้ดูการแสดงของ เจมส์-ธีรดนย์ เรื่องนี้แล้วแทบอยากจะเอาปากโหม่งพื้นให้เลือดนองไปเลย เพราะเขาแสดงดีมากจริง ๆ เด็กคนนี้ทำให้เราเชื่อว่าเขาคือ “มิน” นักเรียนมัธยมปลายผู้ระทมทุกข์จากสภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างเต็มหัวใจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีงามข้างต้น ก็ถูกบทหนังที่มีแผลเหวอะหวะทำร้ายอย่างน่าเสียดาย เช่น ขณะที่มิน มีเวลา 100 วัน ให้สืบหาความจริงว่าตัวเองฆ่าตัวตายทำไม แต่เจ้าตัวกลับเอาเวลาไปสานสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กกับ พาย (น้องเฌอปราง) อยู่หลายวัน จนแทบจะลืมภารกิจตัวเองไปสิ้น กว่าจะรู้หน้าที่ ก็นู่นเหลือไม่กี่วันแล้ว หรือเมื่อการสืบหาความจริงผ่านไปได้ครึ่งทาง วิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ในร่างของ มิน เกิดอินกับชีวิตที่แสนบัดซบนี้ขึ้นมาเฉย ๆ (ทั้งที่เอ็งแค่มาสิงร่างเขาเนี่ย) ก่อนไปเดือดดาลใส่พ่อ-แม่-พี่ชาย-เพื่อน-แฟนสาว …….. จนผู้คุมต้องเดินมาบอก “มึงอย่าอินดิวะ” (เออ ผู้เขียนก็อยากพูดแบบนี้ ฮา ๆ)
*** และที่ไม่ชอบเลย คือ สุดท้ายแล้วหนังเลือกขีดเส้นให้ มิน ร่างสอง กลับไปปรับความเข้าใจกับคนในครอบครัวและแฟนที่มีปัญหา และทุกคนก็กลับมาคืนดีกันอย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน นั่นจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ต่อให้หนังมีพล็อตแหวกแนวขนาดไหน GDH ก็ยังไม่อาจก้าวข้ามบทสรุปแบบเดิม ๆ ที่ชอบจะมอบความหวัง แสงสว่าง และส่งคนดูกลับบ้านมีความสุขโดยไม่มีอะไรค้างคาไปเสียทุกที ***
สุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ การแสดงหนังจอเงินครั้งแรกของ เฌอปราง วง BNK48 ………. ในฐานะที่เจอน้องทุกวันตามป้ายโฆษณา บิลบอร์ด โซเชียล มีเดีย ต่าง ๆ นานา ซีนที่ขายความน่ารักสดใส น้องก็ทำได้ดีเหมือนที่เราเห็นกันตอนออกสื่อ แต่พาร์ทดราม่าฟูมฟายน้ำตาไหลพรากนั้น สอบตกติด F ไปเลย (ผู้เขียนถึงกับอดขำเสียมิได้) แต่เอาน่ะหนังเรื่องแรก ถ้าน้องยังอยากเล่นหนังอยู่ก็คงต้องเรียนรู้และพัฒนาฝีมือกันต่อไป
ถึงจะรู้สึกเสียดายที่ตัวหนังมีแผลอยู่พอสมควร แต่ Homestay ก็มีคุณค่าในตัวของมัน ที่เมื่อดูจบแล้วก็น่าจะทำให้ใครหลายคนฉุกคิดถึงการใช้ชีวิตบนโลกที่โหดร้ายนี้ว่า “จงอยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน” อย่าไปคาดหวังอะไรจากใคร แต่จงคาดหวังกับตัวเองดีกว่า ว่าวันนี้เราใช้ชีวิต ใช้ลมหายใจที่ตัวเองได้รับมาดีพอแล้วหรือยัง






























