หลังจากที่ Eddie Redmayne (เอ็ดดี้ เรดเมย์น) ได้คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายได้สำเร็จ จากบทบาทสตีเฟ่น ฮอว์กิ้งในเรื่อง The Theory of Everything (2014) เขาก็กลับมาอีกครั้งในบทบาทที่ท้าทายไม่แพ้กันนั่นคือ The Danish Girl (2015) ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของ ชายที่แปลงเพศสู่เพศหญิงได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก

แล้วถามว่ามันเกี่ยวกับศิลปะยังไง …
สองสามีภรรยา ไอนาร์ เวเกเนอร์ (หรือที่รู้จักกันในนาม ลิลลี่ แอลเบ) และ เกอร์ด้า เวเกเนอร์ จิตรกรชาวเดนมาร์ก ที่ถูกเล่าตั้งแต่ยังเป็นจิตรกรที่ไม่มีใครสนใจ ไปจนถึงจุดเปลี่ยนของการค้นพบตัวตนของไอนาร์ เกิดขึ้นตอนที่เกอร์ด้าขอให้เขาใส่ชุดบัลเล่ต์ผู้หญิงเพื่อเป็นแบบให้วาด ทำให้เขารู้ตัวว่า ไม่อยากเป็นผู้ชายอีกต่อไป

และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตจิตรกรของเกอร์ด้าเช่นกัน เมื่อภาพ “ลิลลี่” ที่ได้สามีตัวเองมาเป็นแบบ กลับโด่งดังไปทั่ว

เนื้อหาส่วนใหญ่ถึงจะเน้นไปที่ความสับสน มุมมองเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในยุโรปยุค 1900 และชีวประวัติของ ไอนาร์ เวเกเนอร์ (หรือลิลลี่ แอลเบ) แต่สอดแทรกวิถีชีวิตความเป็นศิลปิน ค่านิยมทางศิลปะลงไปด้วย
การถูกปฏิเสธงานเพราะไม่ตรงกับรสนิยมและความต้องการของแกลเลอรี่ งานไม่ถูกจริตคน ไม่ถูกยุค ‘ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ชม’
บรรยากาศการสังสรรค์ในงานเปิดนิทรรศการศิลปะ ที่ดูสนุกสนาน พูดคุย เข้าสังคม ต่างจากความพิธีการ สุภาพ จริงจังแต่เกร็งและแข็งทื่อแบบไทยนิยม
ในแง่ความเป็นจิตรกรของไอนาร์ (หรือลิลลี่) ไม่ได้ถูกถ่ายทอดไปมากกว่าการวาดภาพทิวทัศน์ในฤดูหนาว แต่ในมุมของเกอร์ด้าภรรยาของเขา มีทั้งจุดที่ไม่มีใครสนใจ จนกลายเป็นศิลปินสุดฮอตในยุโรปกับคาแรคเตอร์ลิลลี่ในทุกภาพที่เธอวาด
ความพิเศษและน่ายกย่องของเกอร์ดาร์ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นมาก ก็คือการบุกเบิกภาพวาดผู้หญิงจากสายตาของผู้หญิง สมัยที่ยังไม่ได้รับความเท่าเทียมมากพอ และแน่นอน นักเรียนศิลปะหรือศิลปินผู้หญิงในสมัยนั้นหายาก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ผู้หญิงหันมาเรียนศิลปะมากกว่าผู้ชายซะอีก เราจะไม่ค่อยเห็นภาพหน้าผู้หญิง หรือกิจวัตรต่างๆ ของผู้หญิงที่วาดโดยศิลปินหญิงเท่าไร

เกอร์ด้าวาดภาพที่ไม่เพียงแต่ Show-off ฝีมือเพ้นท์ของตัวเอง แต่เป็นการโชว์พลังของนักเต้นบัลเล่ต์ในภาพที่เธอวาดด้วยเหมือนกัน
จึงเรียกได้ว่าผลงานของเธอมีอิทธิผลกับเรื่องสิทธิสตรีในเดนมาร์กยุคนั้นไม่น้อยเลย

แต่แน่นอน ศิลปะก็เหมือนเทรนด์ทั่วไป มีขึ้นก็ต้องมีลง มาแล้วก็ต้องไป ในเมื่อรสนิยมส่วนใหญ่ในยุคต่อมาไม่ใช่ Art Deco หรือการตกแต่งเยอะๆ รกรุงรังอีกต่อไป ความนิยมในผลงานของเกอร์ดาก็ลดลงตามไปเหมือนกัน ทำให้จุดจบของชีวิตของเธอไม่ได้สวยงามเหมือนช่วงรุ่งเรืองเท่าไร
บทบาทความเป็นเกอร์ด้าในภาพยนตร์จะไม่ได้เล่าเกี่ยวกับชีวิตศิลปินมากขนาดนั้น แต่ถ้าใครได้ดูจะต้องหลงรักในคาแรคเตอร์นี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตใจที่กว้างขวาง และความรักความหวังดีอย่างที่สุดที่คนคนนึงจะมอบให้ใครได้ การแสดงออกที่ซับซ้อนระหว่างความผิดหวัง ความรักและความเข้าใจที่มีต่อสามีของตัวเอง การันตีความเลิศเลอด้วยรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมที่ Alicia Vikander (อลิเซียร์ วิกันเดอร์) ได้มาจากการรับบทเป็นเกอร์ด้าในเรื่องนี้ และเอ็ดดี้ก็ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน (แต่สุดท้ายตกเป็นของลีโอนาร์โด คิแคพริโอ)

ถึงแม้ศิลปะจะไม่ได้เป็นจุดเด่นของเรื่อง แต่โทนสีของเรื่อง การจัดองค์ประกอบภาพ และบรรยากาศนิ่งๆ ที่ทำให้แต่ละฉากเหมือนภาพวาด กลับมีความสวยงามแบบคิดมาดีแล้ว เหมือนการวางตำแหน่งบนเฟรมผ้าใบไม่มีผิด

อ้างอิงข้อมูลจาก oscar.go.com , theguardian.com






























