
ตั้งแต่วัยเด็กผมรู้สึกผูกพันกับการอ่านเพราะคุณพ่อเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์สะสมหนังสือไว้เต็มหลายตู้ที่บ้าน มีให้เลือกอ่านทั้ง นวนิยาย ประวัติศาสตร์ วิชาความรู้แขนงต่างๆที่น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่ผมจะหมกมุ่นอยู่กับหัสนิยายอย่าง พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต บ้าง เรื่องแปลสืบสวนสอบสวนของนักสืบ เฮอร์คูล ปัวโรต์ และสุดท้ายแน่นอนก็จ่อมจมอยู่กับกีฬา
พอโตขึ้นมาทั้งๆไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะใช้พื้นฐานการอ่านเหล่านั้นมาหากินได้ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงเริ่มด้วยการแปลหนังสือแปลข่าวกีฬา ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ดีจนได้มาทำงานด้านโทรทัศน์ มาทำประเด็นในรายการและสัมภาษณ์บุคคลในวงการกีฬาแบบสดๆ
ในปัจจุบันแม้โอกาสในการอ่านหนังสือของผมจะลดน้อยลง คงเฉกเช่นเดียวกับทุกคนกระมังครับ เพราะยุคนี้ข้อมูลอะไรๆก็หาได้จากทางมือถือหมด ผิดหรือถูกค่อยว่ากันอีกที
แต่ใช่ว่าชีวิตของเราจะต้องหมุนไปตามคนอื่นเขาหมดเสียเมื่อไหร่ ผมยังตระหนักและหาโอกาสในการอ่านหนังสือให้ได้มากสุดเท่าที่เวลาจะอำนวย และอยากไม่อยากให้ทุกคนลืมคุณค่าของการอ่านไป แม้เราจะอยู่ในยุค 4.0 ก็ตามที ไม่ต้องรอสัปดาห์หนังสือหรอกครับ เพราะคุณอ่านได้เลยทุกวัน
เด็กรุ่นหลังมีปัญหาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ นอกจากความล้มเหลวจากระบบการศึกษาของบ้านเราซึ่งผู้ใหญ่ต่างโทษกันไปโทษกันมา ยังเป็นเรื่องของการอ่านหนังสือน้อย การอ่านคือการฝึกหัดให้เด็กสร้างจินตนาการจากตัวหนังสือคือการสร้างภาพขึ้นในสมอง หรือแม้จะมีภาพเป็นการ์ตูนก็ยังสามารถมโนต่อเรื่องเสียงหรือบรรยากาศอื่นๆ
ยิ่งมาเจอการทำงานแบบ “คัดลอก” และ “จัดวาง” เข้าไปอีกด้วย คราวนี้วันๆก็ไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรกันแล้ว “รับมา”และ “ส่งไป” เท่านั้น บ่อยๆเข้าก็เท่ากับว่าคนจะไม่ถูกสอนให้ใช้ “ความคิด” พอไม่ค่อยได้ใช้ “ความคิด” ต่อไปมันจะกลายเป็นสังคม “สิ้นคิด” นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอนาคต
นอกเหนือจากนั้นแล้ว เดี๋ยวนี้ผมมองว่าการอ่านคือ “ยา”ไปแล้ว เพราะช่วยฝึกสมองเราให้มีสมาธิ มีความจำมากขึ้นไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เสื่อม เพราะการจดจ่อกับตัวหนังสือได้เป็นเวลานานพอสมควรระดับ 30 ถึง 60 นาทีขึ้นไปแล้ว ก็น่าจะทำให้จิตใจของคุณสงบพอสมควร ทำให้เลิกคิดอะไรบ้าๆบอๆ และเผลอๆจะได้ความรู้ได้ไอเดียอะไรดีๆเพิ่มมากขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวด้วย
ถ้าเพิ่มการเขียนเข้าไปด้วยก็จะยิ่งดีนะครับ ลืมคีย์บอร์ดไปเลยชั่วขณะ การฝึกเขียนบ่อยๆเป็นการฝึกการสั่งการจากสมองลงไปที่นิ้วของเรา วิธีการโบราณแบบนี้ละครับดี นอกจากจะทำให้ความคิดแล่นแล้วยังช่วยเรื่องความจำ หรือช่วยบันทึกสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็ได้
ดังนั้นวันนี้จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาอ่านหนังสือเพราะมีประโยชน์มาก ทั้งน้องๆเยาวชนไปจนถึงผู้สูงอายุ ลดเวลาที่เล่นไลน์หรือแชตกันเพลินจนเสียสายตาลง เอาเวลากลับมาใช้ในการอ่านหนังสือให้มากยิ่งขึ้น
ด้วยความรักและปรารถนาดีครับ.






























