นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ทำการสำรวจจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพรวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จากการสำรวจเมื่อถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2018 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.88 ระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลง เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น รองลงมา ร้อยละ 30.24 ระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจเท่าเดิม เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย และร้อยละ 14.88 ระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่บางส่วนระบุว่าราคาพืชผลทางการเกษตรมีการขยับตัวสูงขึ้น
ส่วนด้านข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบาย ที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 45.68 ระบุว่าอยากให้นำนโยบายรับซื้ออุดหนุนพืชผลทางการเกษตรมาใช้เป็นอันดับแรก รองลงมาอันดับที่ 2 ร้อยละ 42.80 ระบุว่าอยากให้นำนโยบายควบคุมราคาสินค้ามาใช้ และอันดับที่ 3 ร้อยละ 19.84 ระบุว่าอยากให้นำนโยบายเพิ่มงานเพิ่มอาชีพ ลดปัญหาการว่างงาน และแรงงานนอกระบบมาใช้ ส่วนร้อยละ 17.44 ระบุว่าอยากให้นำนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยและคงอัตราภาษีมาใช้เป็นอันดับที่ 4 และอันดับสุดท้ายอันดับที่ 5 ร้อยละ 17.04 ระบุว่าอยากให้นำนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย และจากข้อเสนอแนะ ที่ประชาชนคนไทยร่วมกันแสดงความเห็น เกี่ยวกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทยที่อยากให้รัฐบาลนำมาปรับใช้นั้น เราไปดูกันดีกว่าว่าหากรัฐบาลหยิบยกนโยบายเหล่านี้มาใช้ได้จริง ๆ ความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชน และเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร

1. นโยบายรับซื้ออุดหนุนพืชผลทางการเกษตร
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารและพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของโลก แต่สินค้าเกษตรหลัก ๆ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจของไทย 5-6 ชนิด ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย และน้ำตาล รวมถึงปาล์มน้ำมัน กลับประสบปัญหาราคาตกต่ำ แต่หากรัฐบาลนำนโยบายรับซื้ออุดหนุนพืชทางการเกษตรมาใช้ได้จริง จะสามารถช่วยในเรื่องของปัญหาราคาผลผลิตทางเกษตร ให้สามารถเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมได้ และเกษตรกรก็จะดำรงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของปริมาณการส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้อีกด้วย และหากสามารถควบคุมดูแลได้ถึงเรื่องของคุณภาพผลผลิต ก็จะทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญและได้คุณภาพ
2. นโยบายควบคุมราคาสินค้า
โดยทั่วไปการควบคุมดูแลราคาสินค้าและบริการของภาครัฐ จะแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ 1.สินค้าและบริการควบคุม ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะเป็นผู้กำหนดราคาขาย ส่วนใหญ่จะเป็นบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และ 2.สินค้าและบริการติดตามดูแล โดยเป็นการขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะประกาศราคาแนะนำเพื่อใช้เป็นราคาอ้างอิง ซึ่งหากรัฐบาลไทยนำนโยบายควบคุมราคาสินค้ามาใช้ได้แบบจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การตรึงราคาน้ำมัน ราคาก๊าซหุงต้ม การกำหนดราคาค่าโดยสารสาธารณะ การขอความร่วมมือตรึงราคาอาหาร ก็จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ และผู้ผลิตยังสามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกด้วย
3. นโยบายเพิ่มงานเพิ่มอาชีพ ลดปัญหาการว่างงาน และแรงงานนอกระบบ
ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจ ให้เกิดการลงทุนใหม่จึงยังไม่มีโครงการใหม่ และตำแหน่งงานใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากพอ ที่จะดูดซับอุปทานแรงงานเก่าและใหม่ได้หมด ทำให้การมีงานทำลดลง เมื่อการจ้างงานลดลงก็จะส่งผลให้กำลังแรงงานที่ไม่ได้รับการจ้างงานหรือคนว่างงาน ก็จะมีจำนวนสูงขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ มาเลี้ยงครอบครัวของประชากรวัยแรงงานให้เพียงพอ แต่หากนำนโยบายดังกล่าวมาพัฒนาได้ ก็จะสามารถช่วยให้ภาพรวมของตลาดแรงงานไทยฟื้นตัวได้ดีเลยทีเดียว ในอนาคตประเทศไทยจะมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับประเทศอื่น ๆ ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรื่องปากท้องการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวก็จะดีขึ้น และแน่นอนว่าอัตราคนว่างงานก็จะลดลงเฉกเช่นเดียวกัน
4. นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยและคงอัตราภาษี
หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มหดตัว เงินเฟ้อต่ำลง ประชาชนไม่ค่อยใช้จ่าย แต่ในทางกลับกัน หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แสดงว่า ช่วงนั้นเศรษฐกิจเติบโต ราคาสินค้าสูงขึ้น จนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่กำลังซื้อของประชาชนเริ่มลดลง (คนมีเงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยชิ้นลง เพราะสินค้าแพงขึ้น) ซึ่งข้อดีของนโยบายลดอัตราเบี้ยคงอัตราภาษี นั้นก็คือจะทำให้ประเทศมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับตลาดภายในประเทศ และช่วยให้ความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชนดีขึ้น ประชาชนมีสภาพการเงินที่คล่องมากขึ้นนั่นเอง
5. นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ
การตัดสินใจขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นประเทศที่มีค่าแรงสูงขึ้นทันที ซึ่งอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหมาะสม คือ ตลาดแรงงานกำลังขาดแคลนแรงงาน (ระดับล่าง) อย่างรุนแรง ในอนาคตหากมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอีก ก็จะทำให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนจากการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้แรงงานได้ประโยชน์โดยตรง ค่าจ้างใหม่ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้กับแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและมีอำนาจต่อรองน้อย






























