Home Work & Living Love, Simon อีเมลลับฉบับไซม่อน : ตัวแทนภาพยนตร์ที่เล่าเรื่อง “ความหลากหลาย” ได้ดีที่สุด

Love, Simon อีเมลลับฉบับไซม่อน : ตัวแทนภาพยนตร์ที่เล่าเรื่อง “ความหลากหลาย” ได้ดีที่สุด

พูดถึงมิถุนายน เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ จะขาดเรื่องนี้ไปไม่ได้ Love, Simon เข้าโรงภาพยนตร์ที่อเมริกาไปเมื่อ 16 มีนาคม 2561 และเพิ่งจะเข้าโรงในบ้านเราไปแบบเช็คกระแสเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 (โดยเริ่มจากการเข้าสองโรงอย่างพารากอนซีนีเพล็กซ์ และเอส เอฟ เวิลด์ซีนีม่า) แล้วก็สำเร็จ คนแน่นเต็มโรงจนต้องเพิ่มรอบ เพิ่มโรงในกรุงเทพ และเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อย วันนี้เราต้องมาดูกันว่า ทำไมหนังฟีลกู๊ดเรื่องนี้ถึงเป็นกระแสขึ้นมาได้

Love, Simon เรียกได้ว่าเป็นหนังจากค่ายใหญ่ (Twenty Century Fox) เรื่องแรกที่ตัวละครหลักเป็นเกย์ เพราะส่วนใหญ่เราจะเห็นแต่ในหนังนอกกระแส หรือหนังล่ารางวัลเท่านั้น  ตัวหนังพูดถึงเรื่องราวของไซม่อน สเปียร์ (นิค โรบินสัน) เด็กหนุ่มไฮสคูลอายุ 17 ปีที่ใช้ชีวิตกับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวอย่างปกติ  แต่เค้ามีความลับอันยิ่งใหญ่ที่บอกใครไม่ได้ นั่นคือตัวเองเป็นเกย์ จนวันนึงเขาได้เจอโพสจากนามแฝงชื่อ บลู ที่ออกมาบอกว่าตัวเองเป็นเกย์ ทำให้ไซม่อนเริ่มส่งเมลคุยกับบลูด้วยนามแฝงเช่นกัน  และหลงรักคนที่ไม่เคยเห็นหน้าและรู้จักตัวคนนั้น

เป็นหนังอีกเรื่องที่นำเสนอเรื่องราวแบบเลยช่วงเวลาสับสนในตัวเองมาแล้ว แน่นอน เขารู้ตัวว่าเป็นเกย์ แต่ปัญหามันอยู่ที่การเริ่มเปิดตัวให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเกย์ต่างหาก  ใต้คำว่าสังคมเปิดกว้าง เราเห็นเกย์ หรือเลสเบียนมากมายเดินสวนกันในแต่ละวัน  แต่ถ้ามาเกิดกับคนใกล้ตัวอย่างเพื่อนในกลุ่ม เพื่อนในโรงเรียน คนในครอบครัว เราจะแสดงออกอย่างไร? และถ้าเราเป็นคนต้องเปิดตัว เราจะมีความกล้า เราจะแคร์สายตาคนอื่น หรือรับในสิ่งที่คนอื่นปฏิบัติต่อเราได้มั้ย? (แต่ใครที่ดูมาแล้วก็จะรู้แหละนะว่าไซม่อนไม่ได้เป็นคนเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยตัวเอง)

นี่เป็นประเด็นหนึ่งที่ Love, Simon ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ ความเครียด ความกลัวของการเปิดตัวให้คนอื่นได้รับรู้ ความลับจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป สิ่งเหล่านั้นถูกเล่าด้วยสไตล์ฟีลกู๊ด (มากกกกกกก) มีอุปสรรคนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้วเพื่อนๆ ก็เข้าใจ คนรอบข้าง และครอบครัวเปิดกว้าง ประเด็นการเปิดตัวของไซม่อนนั้นสดใสไปเลย และทำให้เราเห็นว่าการจริงใจกับเพื่อนนั้นสำคัญกว่าการที่คุณเป็นเพศไหนซะอีก ที่น่าประทับใจก็คือ มันไม่ได้นำเสนอแค่เรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมทางด้านเชื้อชาติ และสีผิวอีกด้วย

ในหนังสอดแทรกทุกอารมณ์เข้าไป รับรองว่าจะได้ทั้งรอยยิ้ม เพราะไซม่อนหล่อ ดูเพลินมาก (ฮ่าๆ) เสียงหัวเราะที่เก็บไม่อยู่ เพราะขำมุขและความคิดของไซม่อนกับเพื่อนๆ ซีนเรียกน้ำตากับการเคลียร์ปัญหากับคนในครอบครัว ที่ไม่ได้มากับความเศร้า แต่ซาบซึ้งในความอบอุ่นของคนในครอบครัว คำพูดและทัศนคติที่ดีจากทุกคนในเรื่อง ที่ทำให้เราใจฟู ได้คิดตามและนำมาตั้งคำถามกับตัวเองได้ แถมยังเสียงหวีดเล็กๆ ที่เก็บไม่อยู่ตอนท้ายเรื่อง (ไม่สปอยส์ ต้องไปดูเอง รับรองว่าพีค!)

เสน่ห์เล็กๆ ในเรื่องก็คือ ไซม่อนไม่รู้ว่าคนที่เขาเขียนอีเมลคุยกันทุกวันนั้นเป็นใคร? เพราะฉะนั้นก็จะมีรายละเอียดเล็กๆ ในการเอาหน้าตาของคนที่คิดว่าน่าจะใช่บลูของเขามามโนในสถานการณ์ต่างๆ สร้างสีสันให้ทั้งเรื่องได้น่ารักกรุบกริบ (และฟินมากจ้า)

ทั้งหมดนั้นมีค่าเกินกว่าที่เราจะจำกัด Love, Simon ไว้แค่คำว่า หนังLGBT

สรุปแล้ว Love, Simon เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูเพื่อฮีลจิตใจตัวเอง  สิ่งที่ได้กลับมานอกจากความฟินนั่นคือมุมมอง และข้อคิดใหม่ๆ ที่นำเสนอผ่านความคิดของไซม่อนให้เราได้ลองมาฉุกคิด ว่า เออว่ะ ทำไมโลกถึงต้องนำเรื่องเพศ และเรื่องรสนิยมความชอบมาตัดสินว่าใครปกติ หรือไม่ปกติ ใครกำหนดว่าอะไรปกติ อะไรผิดปกติ แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่าปกติ?

ภาพจาก Youtube : 20th Century Fox