มอนเดรียนและเดอสไตล์ของเขา : ทำไมแค่สีขาวดำ แม่สี และเส้นสี่เหลี่ยม ถึงอยู่ได้เป็นร้อยปี?

คงต้องเกริ่นก่อนสำหรับคนที่ไม่รู้จัก พีท มอนเดรียน (Piet Mondrian)  ศิลปินชาวเนเธอแลนด์ที่สร้างผลงานอยู่ในช่วงค.ศ.1900 หรือช่วงที่โมเดิร์นอาร์ตกำลังเริ่มผุดขึ้นมาหลายลัทธิ และกำลังรุ่งเรือง มอนเดรียนมีสไตล์เป็นของตัวเอง  ด้วยการสร้างงานศิลปะโดยใช้ เส้น รูปทรงเรขาคณิต ที่ว่าง สีขาว ดำ และแม่สี  ที่เห็นผลงานต้องร้อง อ๋อ แน่ๆ

ภาพจาก Wikipedia

เอาอีกแล้ว ชื่อ Piet Mondrian อ่านยังไง?! ถ้าอ่านแบบดัตช์จะออกเสียงว่า พีท หรือ ปีท แต่ถ้าอ่านแบบภาษาฝรั่งเศสจะอ่านว่า ปิแอร์ แบบเร็วๆ

ศิลปะแบบมอนเดรียนมันเป็นยังไง  มาทำความรู้จักเดอสไตล์กันก่อน

งานศิลปะแบบมอนเดรียน เป็นลัทธิที่เรียกง่ายๆ ในภาษาดัตช์ว่า “De Stijl” (เดอสไตล์)  คงไม่ค่อยคุ้นหูกันเท่าไร อาจจะเพราะมีลัทธิที่ริเริ่มโมเดิร์นอาร์ตเกิดขึ้นมามากมายในยุโรป อย่างพวกอิมเพรสชั่นนิส หรือคิวบิสม์ เดอสไตล์ ถือเป็นการได้รับแรงบันดาลใจจากลัทธิเหล่านั้นมาอีกที

เดอสไตล์ มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในกลุ่มเล็กๆ ไม่แพร่หลายมากนัก  แต่ก็เป็นลัทธิที่มุ่งสร้างงานศิลปะให้เข้าใจง่าย  เข้าถึงคนหมู่มากมากกว่าจะเจาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยใช้เพียงสีดำ ขาว แม่สี (น้ำเงิน เหลือง แดง) และรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ  จะแตกต่างกันอยู่ที่ศิลปินแต่ละคนจะจัดองค์ประกอบ  ซึ่งฟังดูแล้วศิลปะลัทธินี้ดูจะดิ้นยากยังไงไม่รู้  ด้วยความที่มีข้อจำกัดในการสร้างงาน  แต่ก็มีศิลปินในลัทธิไม่น้อยและสามารถต่อยอดยันปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

Impression of Light and Shadow (1905) ผลงานของมอนเดรียนก่อนจะมาเป็นเดอสไตล์ เคยทำงานแบบ Impressionism มาก่อน
Gray Tree (1911) ตัวอย่างงานแบบลัทธิคิวบิสม์ของมอนเดรียน

ก่อนที่มอนเดรียนจะเลือกทำงานแบบเดอสไตล์เต็มตัวเขาเคยทำงานแบบลัทธิคิวบิสม์ มาก่อน (เข้าใจง่ายๆ ก็งานคล้ายๆ ปิกัสโซ่ หรือ จอร์จ บราค) เมื่อตอนไปอยู่ฝรั่งเศส ที่ถือเป็นแห่งกำเนิดของคิวบิสม์  และเมื่อกลับมาเนเธอร์แลนด์บ้านเกิด  ก็ได้ร่วมกลุ่มกับ ธีโอ แวน โดสเบิร์ก และศิลปินอีกหลายคนเพื่อเดินหน้าลัทธิที่บัญญัติกันเองอย่าง Neoplasticism  จนภายหลังก็ได้ใช้คำว่า “De Stijl” เดอสไตล์ (หรือ The style ในภาษาอังกฤษ) ที่อธิบายไปข้างบน และด้วยความที่เขาเคยทำงานลัทธิคิวบิสม์ มาก่อน  ก็เลยไม่ค่อยสงสัยว่าทำไมสุดท้ายแล้วผลงานของเขาถึงถูกตัดทอนจนเหลือแค่สีขาว ดำ แม่สี และเส้นรูปทรงเรขาคณิตได้อย่างพอดี

อาจจะสงสัยกันว่า แล้วศิลปะที่ใช้เพียงสีขาว ดำ เส้น ที่ว่าง แม่สี และรูปทรงง่ายๆ จะฮิตอะไรขนาดนั้น  แต่มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าถึงแม้จะผ่านมา 100 ปี (เพราะเดอสไตล์ถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ. 1917)  ศิลปะแบบเดอสไตล์ของมอนเดรียนก็ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการศิลปะ  และลามไปถึงวงการอื่นด้วย  เรามาดูสาเหตุที่ทำให้งานศิลปะที่ดูง่ายๆ ยังคงมีที่ยืนบนโลกศิลปะในทุกวันนี้กันดีกว่า

1. เข้าใจง่าย

ดูๆ ไปแล้ว มอนเดรียนและธีโอมีความประสบความสำเร็จทางการสร้างคอนเสปของลัทธิเป็นอย่างมากเลยล่ะ เพราะความง่ายของมันเนี่ยแหละที่สร้างความเป็นสากลแบบที่พวกเขาต้องการ  และทำให้เข้าถึงผู้คนหลายกลุ่มได้ง่ายขึ้นจริงๆ  สีดำ  สีขาว แม่สี เส้นที่วาดเป็นรูปเรขาคณิตง่ายๆ  ทำให้ไม่ว่าจะวัยไหนก็สามารถดูรู้เรื่อง (เพราะเด็กเล็กเด็กน้อยก็รู้จักแม่สีกันหมดแล้ว)

ใครๆ ก็ดูงาน  Abstract ได้  ไม่จำเป็นต้องเข้าใจวิถีชีวิตชาวยุโรปแบบลัทธิเรอเนสซองส์ แมนเนอร์ริส หรือโรแมนติก ที่เน้นการวาดวิถีชีวิต สังคม ตำนานเทพกรีกโรมันโบราณ  ศาสนาคริสต์ ฯลฯ ซึ่งถ้าหากเราไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของยุโรป และไม่เข้าใจวิถีชีวิตก็คงไม่ได้อินกับงานศิลปะเค้าขนาดนั้น  ถ้าเราจะเรียกว่าศิลปะ Abstract เป็นภาษาสากลก็ไม่ผิดไปจากนั้นเท่าไร

แม้แต่ตลาดที่ตรงตัวอย่าง Fine Art เอง  งานศิลปะของมอนเดรียนก็ยังคงเป็นที่นิยมในผู้เก็บสะสมอยู่ดี  ไม่ว่าจะเป็นงานจริงหรืองาน Re-Product ก็ตาม  อย่างในปีค.ศ. 2015  งานของมอนเดรียนถูกประมูลไปในราคาถึง 50.6 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือประมาณ 1,619 ล้านบาท

Composition No.III, with Red, Blue, Yellow, and Black (1929) งานมูลค่า 50.6 ล้านเหรียญสหรัฐของมอนเดรียน  (ภาพจาก artnews.com)

2. ประยุกต์เพื่อการค้าและต่อยอดได้เยอะ

งานศิลปะของมอนเดรียนเราจะเห็นได้ทั่วไปตามแบรนด์แฟชั่น  ผลิตภัณฑ์  ที่นำมาดัดแปรงเพิ่มมูลค่า (จะทั้งถูกลิขสิทธิ์และนำลัทธิมาเป็นแรงบันดาลใจก็ทำมาหมดแล้ว)

ภาพจาก metmuseum.org และ kazoart.com

เริ่มที่แบรนด์ High-end อย่าง YSL (Yves Saint Laurent) ที่นำผลงานของมอนเดรียนไปประยุกต์ให้เป็นคอลเลคชั่นฤดูหนาวในปีค.ศ.1965

ภาพจาก flightclub.com

แบรนด์รองเท้าระดับโลกอย่าง Nike ที่ได้แรงบันดาลใจจากลัทธิเดอสไตล์มาทำคอลเลคชั่น Nike ในปีค.ศ. 2008 และสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับรองเท้าคู่นี้ได้ถึง 375 เหรียญสหรัฐ (12,000 บาท)

ภาพจาก sprzny.uniqlo.com

แบรนด์เสื้อผ้าที่เข้าถึงได้ทุกคนอย่าง Uniqlo ก็เคยนำผลงานของมอนเดรียนมาดัดแปรงเป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเหมือนกัน  ซึ่งคนทั่วไปที่สนใจศิลปะแบบเราๆ แทบอยากจะกราบใครก็ตามที่คิดการตลาดนี้  เพราะยูนิโคล่ทำให้เราสามารถซื้องานศิลปะมาสวมใส่ได้ในราคาเพียง 590 บาทเท่านั้น! แต่ก็จะเวียนกันไปตามวาระโอกาส ที่ยังมีวางขายอยู่ก็จะเป็นงานของ Andy Warhol และ Jean Michel Basquiat  และต้องคอยติดตามว่ายูนิโคล่จะนำงานของศิลปินคนไหนมาทำเป็นเสื้อผ้าอีก

หรือเล่นใหญ่ไปยันสถาปัตยกรรม  ที่สามารถนำผลงานลัทธิเดอสไตล์ไปดัดแปรงได้อย่างสนุกสนาน  ด้วยรูปทรงเรขาคณิต (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมนี่แหละ) ก็เข้ากับสถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างอยู่แล้ว  ทำให้ผลงานที่นึกว่าจะตัน ไปไหนต่อไม่ได้ กลับดิ้นไปได้อย่างน่ายกย่อง

3. ริเริ่มความเป็นมินิมอล Less is more

อย่างที่เห็นว่าปัจจุบันสังคมเรานิยมลัทธิมินิมอลอย่างกับอะไรดี  ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบที่เน้นการตัดทอนอย่างสุดๆ  แล้วก็เน้นความยูนีคเป็นหลัก  ทำให้ผลงานลัทธิเดอสไตล์ยังเป็นอีกหนึ่งลัทธิที่เข้าข่ายมินิมอล น้อยแต่มาก เรียบแต่
โก้ ไม่ว่าจะเอาไปอยู่ในงานออกแบบชิ้นไหนก็ยังคงดูเป็นโมเดิร์นอาร์ตที่ไม่เยอะและไม่น้อยเกินไป และก็ยังมีสไตล์แบบไม่ต้องพยายามยัดอะไรเข้ามามาก

ทุกคนคงคุ้นตากับงานของมอนเดรียนกันมาแล้วแน่ๆ ไม่ว่าจากไหนก็ตาม  ก็จะได้รู้แล้วว่าที่เราเห็นๆ กันนั้นมีต้นกำเนิดมาจากศิลปินระดับโลกเมื่อ 100 ปีมาแล้ว  และทำให้เห็นว่าศิลปะไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลยจริงๆ

อ้างอิงข้อมูลจาก en.wikipedia.org , De_Stijl , theartstory.org , dressedinrococo.wordpress.com