Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง Eric Clapton: Life in 12 Bars – ชีวิตช้ำๆของเทพเจ้าบลูส์ร็อค

Eric Clapton: Life in 12 Bars – ชีวิตช้ำๆของเทพเจ้าบลูส์ร็อค

สำหรับคอเพลงสากลต่างประเทศ ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบเพลงสไตล์ บลูส์ ร็อค (Blues Rock) หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าชีวิตของทุกคนต้องเคยได้ยินเพลงฮิตเหล่านี้เช่น Cocaine, I Shot the Sheriff, Layla, Tears in Heaven, Wonderful Tonight กันมาบ้างแน่ๆ และคนที่รังสรรค์เพลงที่ว่าก็คือสุดยอดนักดนตรีจากเกาะอังกฤษนาม เอริค แคลปตัน (Eric Clapton) ผู้เป็นตำนานแห่งวงการดนตรีโลก

เอริค แคลปตัน ได้รับการยกย่องอย่างจากเหล่ามือกีต้าร์และนักดนตรีทั่วโลก ไม่เพียงแค่บทเพลงมากมายจากฝีมือของเขาที่กลายเป็นเพลงฮิตอมตะนิรันดร์กาล รวมถึงสำเนียงโซโล่กีต้าร์ที่หวานและดุดันได้ในเวลาเดียวกันจนเป็นเอกลักษณ์ ยังได้ชื่อว่าเป็นคนที่นำเอาดนตรีสไตล์ บลูส์ ร็อค ที่ในอดีตนิยมเล่นกันแค่ในกลุ่มนักดนตรีผิวสี ให้กลายเป็นดนตรีกระแสหลักของโลกด้วย

เรื่องราวของ เอริค แคลปตัน ได้รับการนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลักมากมาย ทว่าก็ผ่านไปนานเกินกว่าจะตามหามาดู จนกระทั่ง ลิลี่ ฟินี่ ซานุค ผู้กำกับหญิงชาวอเมริกัน หยิบจับเรื่องราวชีวิตของ แคลปตัน มาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาวกันเลยให้เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่ทันยุคสมัยที่เจ้าตัวรุ่งเรืองได้ชมกัน ในชื่อว่า Eric Clapton: Life in 12 bars (เข้าฉายในไทยแล้วทั่วประเทศ)

Eric Clapton: Life in 12 bars เล่าเรื่องราวชีวิตของ แคลปตัน ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ก่อนยกสถานะเป็นศิลปินเอกของวงการดนตรีโลก รวมถึงชีวิตส่วนตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ เขาถูกเลี้ยงดูโดยแม่และคุณยาย แทนคุณพ่อที่จากไปสนามรบ ครั้นเติบโตในฐานะนักดนตรีก็เผชิญกับปัญหาการใช้ยาเสพติด, ติดแอลกฮอลล์ สลับกับชีวิตแสบๆเช่น แต่งเพลงจีบผู้หญิงซึ่งเป็นเมียของ จอร์จ แฮร์ริสัน มือกีต้าร์ เดอะ บีเทิลส์ และเพื่อนรักของตัวเอง (ไม่บ้าจริงทำไม่ได้) มีความสัมพันธ์กับสาวๆมากมาย กระนั้นถึงจะทำตัวเฮี้ยนขนาดไหนเขาก็ยังผลิตงานเพลงชั้นดีไว้มากมาย จนกลายเป็นแบบอย่างของนักดนตรีรุ่นหลัง ซึ่งหนังก็เล่าเรื่องตรงนี้ตาม Timeline ชีวิตจริงของ แคลปตัน เป็นเส้นตรงไม่มีแหกโค้ง และก็นำเสนอให้เห็นว่าต่อให้ตัวเขามีชื่อเสียง ความนิยมมากแค่ไหน แท้จริงแล้วเขาก็คือมนุษย์ที่มีอารมณ์ รัก-โลภ-โกรธ-หลง เหมือนคนปกติทั่วไป

ปัญหาอย่างหนึ่งเกี่ยวกับหนังสารคดีศิลปินนี่คือถ้าเรารู้ประวัติของศิลปินคนนั้นเป็นอย่างดีเข้าขั้นบิ๊กแฟน ก็จะพาลดูหนังไม่สนุกเพราะหนังมันก็เล่าเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว แต่ถ้ารู้จักแค่ผิวเผินก็จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับเรื่องราวของเขา อันนี้อยู่ที่ประสบการณ์แต่ละคน ส่วนตัวผู้เขียนรู้จักลุงอีริคไม่มากนักนอกจากเพลงดังๆ เวลาดูก็เอ็นจอยไป กระนั้น

ข้อเสียคือช่วงแรกหนังใช้วิธีบรรยายผ่านภาพนิ่งซะเยอะ หมิ่นเหม่จะหลับอยู่หลายรอบ ใครไม่ชินกับการดูหนังสารคดีมีสิทธิ์พ่ายแพ้คาเบาะ อย่างไรก็ตาม พอเข้าสู่ช่วงวง Cream วงทรีโอ้ร็อคที่ทำให้ แคลปตัน กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมีฟุตเทจเคลื่อนไหวมากขึ้น ทุกคนก็น่าจะดูกันได้ไปเพลินๆ

อีกหนึ่งเรื่องน่าเสียดายคือ ผกก.เจาะจงพาคนดูไปสำรวจชีวิตและตัวตนของ แคลปตัน อยู่ฝั่งเดียว จนลืมนำเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงในวงการดนตรีโลกเมื่อ แคลปตัน เอาดนตรีที่มีต้นกำเนิดจากกลุ่มคนผิวสี มาสู่ดนตรีกระแสหลักได้สำเร็จ (ประมาณว่าเมื่อ แคลปตัน ซึ่งเป็นคนผิวขาวเล่นดนตรีคนผิวสีจนโด่งดังแล้ว วงการดนตรีเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง มีคนเล่นตามมากน้อยแค่ไหน ตลาดดนตรีเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร) ถ้านำเสนอด้านนี้ด้วยจะถือว่าสมบูรณ์แบบทีเดียว

ซีนสะเทือนใจสุดคือเบื้องหลังที่มาของ Tears in Heaven เพลงอมตะตลอดกาลของ “มร.สโลว์แฮนด์” เรื่องราวเบื้องหลังเพลงนี้หลายคนน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่ามันคือเพลงที่ แคลปตัน แต่งขึ้นหลังลูกชายวัย 4 ขวบของเขาพลัดตกหน้าต่างเสียชีวิต แต่พอเห็นภาพเคลื่อนไหวที่เขาเล่นกีต้าร์เพลงนี้ ตัดสลับกับฉากที่เขาอยู่กับลูกชายตอนยังมีชีวิตอยู่ บวกกับปมชีวิตของ แคลปตัน ที่อยากมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบมาตลอด ก็ทำให้ซีนนี้ดูมีพลังและทำให้คนดูฟังเพลงนี้เข้าถึงอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม

หนังจบลงที่ชีวิตปัจจุบันของ แคลปตัน ที่มีชีวิตครอบครัวอย่างที่ต้องการ ได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงทั่วโลกโดยสดุดี ใช้ชีวิตหลังเกษียนไปแบบมีความสุข พร้อมด้วยคำกล่าวของ บี.บี.คิง ตำนานบลูส์ร็อคผู้เป็น “เพื่อน และ อาจารย์” ของ แคลปตัน ในงานคอนเสิร์ต Crossroads โดยคำที่ บี.บี.คิง บอกว่า “หากฉันตายก็ขอให้ได้ยินเสียงแกเป็นคนสุดท้าย” ถือเป็นบทสรุปชีวิตของสุดยอดมือกีต้าร์จากเมืองผู้ดีได้อย่างสมบูรณ์ และเชื่อว่าแฟนเพลงของ แคลปตัน เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคงอยากรีบกลับไปจับกีต้าร์ เพื่อเล่นเพลงของเขาสักท่อน หรือเปิดเพลงฟังต่อเนื่องกันเลย

ปล. หากท่านผู้ชมคนใดสนใจอยากชมอัจฉริยภาพทางดนตรีของ เอริค แคลปตัน ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปหาคอนเสิร์ต Unplugged ปี 1992 มาชม แล้วคุณจะหลงเสน่ห์เสียงกีต้าร์และบทเพลงของ แคลปตัน แบบถอนตัวไม่ขึ้น