พูดถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ณ ปัจจุบัน อาจจะยังดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่มีการประเมินจากสำนักข่าวว่าบลูมเบิร์กภายหลังจากปี 2026 ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกกว่ารถยนต์แบบเดิม นั่นหมายความว่า ทั่วโลกกำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่รถยนต์พลังงานทางเลือก แทนที่น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
นอกจากรถยนต์ที่ใช้กันบนท้องถนนแล้ว ฝั่งของวงการมอเตอร์สปอร์ต ทั้งในระดับ 4 ล้ออย่างฟอร์มูล่า วัน และ 2 ล้ออย่างโมโตจีพี ซึ่งเป็นกีฬานี่เร็วและแรงที่สุดในโลก ก็มีการขยับตัวเช่นกัน เห็นได้ชัดเจนจากการแข่งขัน “ฟอร์มูล่า อี” รถสูตรพลังงานไฟฟ้า ที่จัดแข่งขันชิงแชมป์โลกมาตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา
“ฟอร์มูล่า อี” รถแข่งพลังงานไฟฟ้าขุมกำลัง 270 แรงม้า
เวลาเอ่ยถึงสเปกของรถยนต์ หรือ กระทั่งรถเอฟวัน เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่าเครื่องยนต์ (ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง) ขนาดความจุ กี่ลิตรก็ว่ากันไป แต่ถ้าพูดถึงรถฟอร์มูล่า อี มันคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ 100 เปอร์เซนต์ ที่ไม่มีเครื่องยนต์ แต่ขับเคลื่อนด้วยกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลัง 200 กิโลวัตต์ เทียบเป็นแรงม้ารถยนต์ได้ราว 270 แรงม้า เลยทีเดียว
รถฟอร์มูล่าอี ยุคเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ผลิตโดย บริษัท Spark Racing Technology ที่พัฒนาร่วมกับเรโนลต์ ภายใต้ชื่อ Spark-Renault SRT 01E สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วสโมง ที่สำคัญ มันเป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์ โดยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำงานร่วมกับเกียร์ซีเควนเชียล 5 สปีด ที่ขับเคลื่อนผ่านสองล้อคู่หลังนั่นเอง
คอนเซปต์ “ฟอร์มูล่า อี” แข่งในเมือง “ประเทศไทย” ลุ้นจัดปี 2019
อีกหนึ่งแนวคิดของการแข่งขันฟอร์มูล่า อี ที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) องค์กรเดียวกันกับที่จัดแข่งเอฟวัน คือการแข่งขันแบบสตรีทเซอร์กิต หรือแข่งกันในเมืองนั่นเอง เนื่องจากมีการการันตีว่า เสียงของรถสุดยอดรถแข่งพลังงานไฟฟ้าจะอยู่ที่ 80 เดซิเบล ซึ่งดังกว่ารถบนท้องถนนเล็กน้อยราวๆ 10 เดซิเบล เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ประเทศไทยโดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กำลังหารือถึงแนวทางการจัดการแข่งขันการแข่งขันรถล้อเปิดพลังงานไฟฟ้าหรือ ฟอร์มูล่า-อี ครั้งแรกในประเทศไทย ในปี 2019 หลังก่อนหน้านี้ ไทยเคยวางแผนการจัดการแข่งขันรายการดังกล่าวมาแล้วในปี 2014 ที่ถนนราชดำเนิน แต่ก็ถูกล้มเลิกไปในที่สุด
ทั้งนี้ในปัจจุบัน การแข่งขันฟอร์มูล่า อี ที่กำลังอยู่ในช่วงฤดูกาล 2017-2018 การแข่งขันกำหนดในสนาม 10 แห่ง ทั่วโลก เริ่มจากฮ่องกง โมร็อกโก ชิลี เม็กซิโก อุรุกวัย อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อการแข่งขัน ว่า อีปรีซ์ (ePrix) ต่อท้าย
วงการ 2 ล้อเตรียมจัดแข่งจักรยานยนต์ไฟฟ้า “โมโต-อี” ปี 2019
นอกจากฝั่งของรถสูตร 4 ล้อ ที่นำร่องการแข่งขันรถแข่งพลังงานไฟฟ้าไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 วงการความเร็ว 2 ล้อ ก็มีการขยับตัวเช่นกัน โดย ดอร์น่า สปอร์ต ผู้ถือลิขสิทธิ์การแข่งขันโมโตจีพี ได้เปิดตัวการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชิงแชมป์โลกภายใต้ชื่อ เอฟไอเอ็ม โมโต-อี เวิลด์ คัพ ที่จะประเดิมเรซแรกในปี 2019 นี้
โดยการแข่งขัน โมโต-อี จะถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินการแข่งขันโมโตจีพีบางสนามในปี 2019 ภายใต้เทคโนโลยีรถแข่งพลังงานไฟฟ้า ขุมกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 110 กิโลวัตต์ รีดพละกำลังได้ถึง 147 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งกติกาคร่าวๆของของ โมโต-อี วางเอาไว้ให้มีรถแข่งราว 15-20 คัน อยู่บนกริดสตาร์ท และดวลความเร็วทั้งสิ้น 10 รอบสนาม
“ฟอร์มูล่า อี และ โมโต อี” จะแทนที่ “เอฟวัน-โมโตจีพี” จริงหรือ
ประเด็นนี้เริ่มจากฝั่งของเอฟวัน ภายในระยะเวลา 10 ปีนับจากนี้ แน่นอนว่าเราจะยังคงเห็น เซบาสเตียน เวทเทล ,ลูอิส แฮมิลตัน หรือ แม็กซ์ เวอร์สตัฟเพ่น ลงแข่งขันในศึกรถยนต์สูตรหนึ่งต่อไป ทว่าหากค่ายรถยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ เมอร์เซเดส หันมาเอาจริงกับการพัฒนารถพลังงานไฟฟ้า เหมือนกับที่ค่ายผู้ผลิตดังอย่าง ปอร์เช่ และออดี้ ถอนตัวจากการแข่งขันเวิลด์ เอ็นดูรานซ์ แชมเปียนชิป ไปก่อนหน้านี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ ในอนาคตเราอาจจะเห็น ฟอร์มูล่า อี เข้ามาแทนที่เอฟวัน
อย่างไรก็ดี จากการที่ การแข่งขันทั้ง 2 ซีรีย์นี้ ควบคุมโดยการแข่งขันเอาไว้โดย องค์กรเดียวกัน นั่นก็คือ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) ก็มองได้ว่า เอฟวัน อาจจะไม่โดนกลืนกลายเป็นรถไฟฟ้าแบบ 100 เปอร์เซนต์ แต่จะมีวิธีการอย่างไร ที่จะรักษาฐานแฟนความเร็วทั้ง 2 กลุ่มนี้เอาไว้ให้ได้
ส่วนฝั่งของ โมโต-อี ต้องยอมรับว่า ในปี 2019 เป็นเพียงฤดูกาลเริ่มต้น และเวลานี้คนยังไม่เห็นภาพว่าจะมีรูปร่างหน้าตาออกมาเป็นเช่นไร และยิ่งปัจจุบัน “โมโตจีพี” คือสุดยอดมอเตอร์สปอร์ตที่ว่ากันว่าลุ้นกันสนุกสูสีและตื่นเต้นมากที่สุดในโลก โอกาสที่รถ 2 ล้อไฟฟ้า จะเข้ามาแทนที่ รถเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี คงจะเป็นไปได้ยากภายในเวลา 10-20 ปีนับจากนี้

































