คำนำคน

คนที่ถูกเรียกว่าเป็น “ผู้นำ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งที่มีความสำคัญมากๆ ล้วนจะต้องระมัดระวังการพูดของตนเอง เพราะทุกคำเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนตน

ยกตัวอย่างเช่นในวงการกีฬา โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้นำผู้นี้เป็นคนแข็งกร้าว ใช้คำพูดเป็นเหมือนเกมจิตวิทยาที่บางครั้งใช้กดดันคู่ต่อสู้ บางครั้งใช้กระตุ้นลูกน้องตัวเอง และบางโอกาสใช้หลอกล่อผู้สื่อข่าว

ครั้งหนึ่งผมเคยสัมภาษณ์เขาสดๆ ตอนมาเยือนเมืองไทยกับเชลซี ผมถาม มูรินโญ่ ปิดท้ายว่า งานที่ยากที่สุดของผู้จัดการทีมฟุตบอลคืออะไร?

มูรินโญ่ ตอบโดยใช้เวลาคิดไม่มากนักคือ “การรับมือกับผู้สื่อข่าว”

เที่ยวนี้เขาตกอยู่ภายใต้ความกดดันอีกครั้งหลังพาทีมตกรอบฟุตบอลถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ยังตอบคำถามยืนยันนอนยันว่าอย่างไรเสีย ก็จะไม่ขอเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณและสไตล์ตัวเองเด็ดขาด “No way am I going to change my mentality”

นอกจากนั้นเขายังขอแสดงความรับผิดชอบต่อบทบาทผู้นำแบบแมนๆ “The next match, I will be the first to go out. I am not afraid of my responsibilities”

ผู้นำที่ดีล้วนมีวาทศิลป์เป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้ทุกคนคล้อยตามและเชื่อมั่นในตัวเขา ตามสำนวนที่ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” เรียนเก่งแค่ไหนพูดจาไม่ดี ไม่มีศิลปะในการเจรจาก็ยากที่จะประสบความสำเร็จหรือก้าวหน้าในอาชีพการงานได้

หลังเกมชนะไบรท์ตันเข้ารอบรองชนะเลิศในศึกเอฟ.เอ.คัพ หัวหน้าโค้ชคนนี้พูดอีกว่า “Matic was an island of personality, of desire, of control, surrounded by not water but surrounded by lack of class, lack of personality, lack of desire.”

“มาติช เป็นผู้เล่นที่มีความทะเยอทะยาน แวดล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมทีมบางคนที่ชั้นไม่ถึง ไม่มีบุคลิกภาพ และขาดความพยายาม”

เรียกว่าเล่นไม้แข็งเพื่อกระตุ้นลูกน้องทุกคนในทีมกันเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เหลิงกับชัยชนะ นอกจากนั้นยังต้องการทำให้ทุกคนพยายามอย่างหนักสำหรับศึกที่รออยู่ในช่วงปลายฤดูกาล

จะเห็นได้ว่าการเป็น “ผู้นำ” นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ นอกจากยุทธวิธีในการบริหารต่างๆต้องครบเครื่องแล้ว ยังต้องใช้ “คำพูด” เป็นเครื่องมือสำคัญในการพาทีมไปให้ถึงเป้าหมาย.