
ถ้าตอนเด็กคุณไม่ชอบกินแกงจืดมะระยัดไส้หมูสับของแม่ แต่วันนี้ถวิลหารสชาติดังกล่าวเหลือเกิน และ สามารถกินได้ทั้งมะระและน้ำแกงชนิดที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับเหมือนตอนเด็ก อยากจะบอกว่า “เราคือเพื่อนกัน”
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้หยุดพักวันอาทิตย์เหมือนคนอื่นกับเขาบ้าง ก็ลองเปิดโทรทัศน์ที่มีอยู่หลายช่องวนไปมาอยู่หลายรอบ จนกระทั่งมาสะดุดกับสารคดีเก่าที่ถูกนำมาฉายอีกครั้งในช่องที่กำลังปรับโครงสร้างคอนเทนต์ เป็นสารคดีที่เล่าถึงรสชาติอาหารแบบจีน
วิธีเล่าเรื่องของสารคดีเรื่องนี้ ใช้รสชาติทั้งห้าของอาหารจีนในการดำเนินเรื่อง โดยเริ่มจากรสหวานที่มาจากน้ำตาลอ้อย รสเค็มที่มาจากเกลือทะเลจากการทำนาเกลือแบบดั่งเดิม รสขมที่มาจากเปลือกผลไม้ที่ต้องใช้เวลาในการบ่มความขมเพื่อผสมผสานลงในอาหาร รสเปรี้ยวที่เกิดจากการหมักถั่ว และ ท้ายที่สุดความเผ็ดที่มาจากพริกพื้นเมือง
เรื่องเล่าทั้งหมดเป็นการเปรียบเทียบวัฒนธรรมอาหารของแต่ละพื้นถิ่นในจีน กับวิถีชีวิตของคนผู้ให้กำเนิดรสชาติดังกล่าว แต่ที่สะดุดใจมากที่สุดคือ รสขม กับการใช้เปลือกผลไม้ที่ผ่านกระบวนการเพื่อให้ความขมนั้นเป็นยา และ ถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร รสขม พ่อครัวที่ประสบความสำเร็จในการเอารสขมจากเปลือกผลไม้มาทำเป็นอาหารจานดังจนทำให้เขาประสบความสำเร็จ ได้เปรียบเทียบความขมกับชีวิตเอาไว้ว่า
“ความขม มันก็เหมือนกับการที่เรามีชีวิตอยู่นั่นแหละ มันต้องผ่านการต่อสู้ ต้องอดทนต่อความยากลำบาก ต้องใช้เวลาในการเดินทางและเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ความขมอย่างที่สุดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความหวานได้ในวันที่เราไม่ยอมแพ้”
แต่ทุกวันนี้หลายคนปฎิเสธรสขม และหวังแต่จะได้ลิ้มรสความหวานอย่างเดียว ทำให้เกิดวัฒนธรรมเหยียบคนอื่นเพื่อไปหาความหวาน นานวันเข้ากลายเป็นคนเสพติดความหวาน อยากลิ้มรสอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จนกระทั่งวันหนึ่งลิ้นของเขาไม่รู้แล้วว่าความหวานที่เขานำเข้าตนเองนั้นเป็นความหวานที่แท้จริง หรือ ความหวานลวง
หลายคนที่ตั้งสติได้ หันมาเผชิญหน้าความขมกันมากขึ้น ความขมที่รสชาติเหมือนกับมะระยัดไส้หมูสับที่แม่เราทำให้กินตอนเด็ก แล้วเราปฏิเสธมันมาตลอดพอถึงวันหนึ่ง เราก็รู้ว่าแท้จริงแล้วความขมที่เราต้องกล้ำกลืนมาโดยตลอดมันได้สอนให้เราอดทนจนกระทั่งวันหนึ่งรสขมดังกล่าวได้กลายเป็นความหวานที่ทำให้เรามีความสุขกับปัจจุบัน
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ





























