เมืองไทยนั้นมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้และวัฒนธรรมอย่าง “พิพิธภัณฑ์” ซึ่งในบ้านเรามีอยู่ด้วยกันกว่า 1,306 แห่งทั่วประเทศ และแบ่งออกเป็นหลายประเภท ที่เที่ยวอย่างพิพิธภัณฑ์จึงมีความน่าสนใจ ที่ไม่เพียงเก็บรวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุที่เป็นมรดกของแผ่นดิน แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย ใครที่เคยลองไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หลาย ๆ แห่ง จะพบว่าของสำคัญที่จัดแสดงอยู่ในแต่ละแห่ง บางทีมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจไม่แพ้สิ่งของในพิพิธภัณฑ์ดัง ๆ ระดับโลกบางชิ้นเลยด้วยซ้ำ
ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์มีหลายประเภท หากใครอยากลองไปเปิดประสบการณ์ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ไปที่ไหนก่อนดี Tonkit360 ขอแนะนำให้เริ่มจาก “พิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุเก่าแก่ที่สุด” จัดแสดงหรือเก็บรักษาอยู่ นับจากอายุโดยประมาณของวัตถุชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ Tonkit360 รวบรวมมาให้ 10 อันดับ พร้อมพิกัด เผื่อใครอยากตามไปชมให้เห็นด้วยตา ว่าของเก่าแก่ที่มีหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งสามารถพาเราย้อนเวลากลับไปได้หลายพันปีนั้น มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง
อันดับ 10 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2508 เพื่อเก็บรวบรวม รักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าและแหล่งโบราณคดีอื่น ๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี สืบเนื่องจากจากการที่ ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น (H.R.Van Heekeren) นักโบราณคดีชาวฮอลันดา ถูกจับเป็นเฉลยศึกและถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะและขวานหินขัด ขณะทำงานอยู่บริเวณตำบลบ้านเก่าจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อสงครามสงบลงจึงได้นำเครื่องมือหินที่พบกลับไปศึกษาวิเคราะห์ที่พิพิธภัณฑ์พีบอดี สหรัฐอเมริกา นำไปสู่การสำรวจขุดค้นทางโบราณคดีโดยนักโบราณคดีไทยและต่างประเทศในพื้นที่บ้านเก่าเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2499
หลังจากนั้นระหว่างปีพ.ศ. 2503-2505 คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์โครงการความร่วมมือทางโบราณคดีระหว่างไทย-เดนมาร์ก ได้ทำการศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า บริเวณที่ดินของนายลือ-นายบาง เหลืองแดง บริเวณริมแม่น้ำแควน้อย พบโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ต่อมากรมศิลปากร จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ขึ้นบริเวณแหล่งขุดค้น เพื่อรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ “วัฒนธรรมบ้านเก่า”
วัฒนธรรมบ้านเก่า หมายถึง กลุ่มวัฒนธรรมสมัยหินใหม่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทย ผู้คนตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ตามที่ราบหรือเชิงเขาไม่ไกลจากลำน้ำ ดำรงชีวิตด้วยการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ รู้จักทำขวานหินขัดและมีภาชนะดินเผาที่หลากหลาย ภาชนะรูปทรงเด่น คือ หม้อสามขา ภาชนะทรงพาน ภาชนะมีคอและเชิงสูง และภาชนะทรงถาดก้นลึก โดยกำหนดอายุราว 3,500-4,000 ปีมาแล้ว และมีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยทางภาคใต้ของประเทศไทยและทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย
โบราณวัตถุเก่าแก่ที่สุดที่จัดแสดงอยู่ที่นี่ จึงอายุประมาณ 3,500-4,000 ปี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหินขัด เครื่องประดับ ภาชนะดินเผาที่เรียกว่า “หม้อสามขา” เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเก่า และโครงกระดูกมนุษย์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ตั้งอยู่ที่ 164 ม.3 ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71000 โทร. 034-540671-2
อันดับ 9 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช
การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เริ่มต้นจากการที่หน่วยศิลปากรที่ 8 กรมศิลปากร (ปัจจุบันคือสำนักงานโบราณคดีที่ 14 นครศรีธรรมราช) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรักษาโบราณสถานในเขตภาคใต้ตอนบน ในปีพ.ศ. 2507 ดำเนินการขุดแต่งบูรณะเจดีย์ยักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างปีพ.ศ. 2509-2510 ได้โบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีสถานที่เก็บรักษา นอกจากนั้น ยังมีโบราณวัตถุที่ได้จากการสำรวจขุดค้นในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา กระบี่ และภูเก็ต รัฐบาลจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุต่าง ๆ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้ในที่แห่งเดียวกัน และจัดตั้งแสดงตามหลักวิชาการสากล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การศึกษา ค้นคว้าของนักเรียน นักศึกษา และบรรดาผู้สนใจ จึงอนุมัติงบประมาณให้กรมศิลปากรจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เมื่อปีพ.ศ. 2513
ปัจจุบัน ภายในพิพิธภัณฑ์รวบรวมวัตถุโบราณเก่าแก่ที่ค้นพบใน 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง ซึ่งแต่ละจังหวัดล้วนมีโบราณวัตถุล้ำค่าน่าชมมากมาย และได้มารวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ที่เดียว มีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาและพราหมณ์ เช่น ศิวลึงค์ พระศิวนาฏราช พระวิษณุ พนักกันยาเรือพระที่นั่ง ที่ถือว่าเป็นถมทองชิ้นเยี่ยมที่สุดและใหญ่ที่สุดในนครศรีธรรมราช หน้าบันไม้จำหลักภาชนะดินเผา และที่เก่าแก่ที่สุด คือ ภาชนะดินเผาทรงหม้อสามขา จากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหินใหม่ อายุราว 4,000-2,000 ปี และกลองมโหระทึกสำริด ซึ่งเป็นกลองมโหระทึกใบใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในภาคใต้ ส่วนห้องภูมิปัญญาท้องถิ่นนครศรีธรรมราช นำเสนอผ่านการจำลองเหตุการณ์วิถีชีวิตชาวปักษ์ใต้ รวมถึงการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้และหัตถกรรมท้องถิ่น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ที่ ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช 80000 โทร. 075-341075, 075-340419, 075-356229
อันดับ 8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย จ.ลำพูน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เริ่มจากโบราณวัตถุที่เก็บรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาเมื่อกรมศิลปากรจะจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ถาวรทันสมัยขึ้นใหม่ พระธรรมโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยขณะนั้น จึงมอบศิลปโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมจำนวนกว่าสองพันชิ้นให้กรมศิลปากร เพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ เมื่ออาคารพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2517 จึงได้ขนย้ายโบราณวัตถุจากอาคารหลังเก่าในวัดพระธาตุหริภุญชัย มาจัดแสดงร่วมกับโบราณวัตถุที่รวบรวมเพิ่มเติมจากที่ประชาชนบริจาค และโบราณวัตถุที่ย้ายมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ที่นี่จัดแสดงข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ประกอบด้วยโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่พบในท้องถิ่น ได้แก่ ศิลาจารึกที่พบในจังหวัดลำพูน พะเยา และเชียงราย เป็นศิลาจารึกสมัยหริภุญไชย ซึ่งจารึกด้วยภาษามอญ มีอายุเก่าสุดอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 และศิลาจารึกสมัยล้านนา ใช้ภาษาไทยล้านนา มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-22 โบราณวัตถุประเภทเครื่องมือเครื่องใช้สมัยก่อนหริภุญไชย ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านวังไฮ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นอกจากนี้ยังแสดงหลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งแบ่งตามลักษณะทางศิลปะได้สองกลุ่มคือ กลุ่มศิลปะหริภุญไชย และกลุ่มศิลปะล้านนา ซึ่งสะท้อนอารยธรรมของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เก็บรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ได้มาจากวัดสำคัญและแหล่งโบราณคดีในจังหวัดลำพูน จำนวนกว่า 3,000 ชิ้น โดยโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุด เป็นวัตถุจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือ หม้อลายเชือกทาบขูดขีดเป็นรูปงูไขว้ไปมา กระบอกธนู ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด ที่มีอายุกว่า 4,000 ปี กับกลุ่มโครงกระดูกที่ขุดค้นพบ ณ บ้านวังไฮ คนกลุ่มนี้รู้จักประเพณีฝังศพด้วยการอุทิศสิ่งของให้ผู้ตายไว้ใช้ในปรโลก รู้จักทำการเกษตรกรรม ตั้งหลักแหล่ง มีการติดต่อสัมพันธ์กับภายนอก เห็นไดจากการพบลูกปัด สร้อยกำไลในหลุมศพทำด้วยหอยทะเล หินควอตซ์ สำริด ซึ่งชาวต่างชาตินำมาแลกเปลี่ยนค้าขาย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ตั้งอยู่ที่ 122 ถ.อินทยงยศ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน 51000 โทร. 053-511186
อันดับ 7 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เริ่มจัดตั้งขึ้นภายหลังการย้ายเมืองนครชัยศรี จากตำบลท่านามายังบริเวณพระปฐมเจดีย์ ในปลายรัชกาลสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ทรงมีพระราชดาริให้รวบรวมโบราณวัตถุในเมืองนครชัยศรีขึ้น เจ้าพระยาศรีวิไชยชนินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี จึงมอบหมายให้หลวงพุทธเกษตรานุรักษ์ (จร จรณี) และหลวงไชยราษฎร์รักษา (โพธิ์ เคหะนันท์) เป็นผู้ดำเนินการ
โบราณวัตถุที่รวบรวมได้ในระยะแรกได้ถูกนำมาเก็บรักษาไว้ที่ระเบียงคดรอบองค์พระปฐมเจดีย์ กระทั่งในปีพ.ศ. 2454 จึงได้ย้ายไปไว้ในวิหารตรงข้ามพระอุโบสถ ซึ่งต่อมาเรียน ประปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน (ปัจจุบันยังคงเป็นพิพิธภัณฑสถานในความดูแลของวัดพระปฐมเจดีย์) และในปีพ.ศ. 2477 ได้ยกฐานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในปีพ.ศ. 2510 กรมศิลปากรได้จัดงบประมาณให้สร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานหลังปัจจุบันขึ้น และเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมมาจัดแสดง โดยโบราณวัตถุส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในสมัยทวารวดี ซึ่งเป็นช่วงอดีตที่รุ่งเรืองของดินแดนนครปฐม
ทว่าโบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุด คือ ขวานหิน เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการดำรงชีพในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราว 5,000 ปี จัดแสดงอยู่ในห้องจัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยขุดค้นพบในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ที่ 27 ถ.ขวาพระ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม 73000 โทร. 034-270300
อันดับ 6 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จ.อุดรธานี
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประเภทแหล่งอนุสรณ์สถาน จัดตั้งขึ้นในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ภายในจัดแสดงหลักฐานที่ได้จากการสำรวจขุด ค้น ที่บ้านเชียง และแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง อันประกอบด้วยกลุ่มภาชนะดินเผา เครื่องมือ เครื่องใช้และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย
จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง มาจากการพบภาชนะลายเขียนสี เมื่อปีพ.ศ. 2503 โดยชาวบ้านเชียง ต่อมาปีพ.ศ. 2509 ชาวอเมริกัน ได้พบภาชนะดินเผาที่บ้านเชียงโดยบังเอิญ จึงนำไปแจ้งที่กรมศิลปากร ปีพ.ศ. 2510 จึงได้มีการขุดค้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ปีพ.ศ.2515 ได้ขุดค้นเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทอดพระเนตรแหล่งขุดค้นที่วัดโพธิ์ศรีใน พร้อมกับแหล่งอื่นในบ้านเชียง และครั้งสุดท้าย ปีพ.ศ. 2517-2518 กรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้ร่วมมือขุดค้นและหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติม โดยเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการโบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งชาติ บ้านเชียง จึงได้เริ่มจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2518 เป็นต้นมา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ปัจจุบันมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 25 ไร่ คือบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง หลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดโพธิ์ศรีในและบ้านไทพาน ด้วยเหตุผลที่คนบ้านเชียงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีหลักฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของคนยุคนั้นให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เป็นอย่างดี คณะกรรมการมรดกโลกได้ร่วมกันตกลงยอมรับให้ขึ้นบัญชี “แหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียง” ไว้เป็นมรดกโลก เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 359 ของโลก เมื่อปีพ.ศ. 2535
ส่วนโบราณวัตถุเก่าแก่ที่สุดในพิพิธภัณธ์แห่งนี้ คือ ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ และโบราณวัตถุจากแหล่งบ้านเชียง ในช่วงยุคสำริดและยุคโลหะ หรืออาจจะเก่าแก่ย้อนไปได้ถึงช่วงยุคหินใหม่ มีอายุกว่า 5,000 ปี จากการขุดค้นได้เผยให้เห็นว่าบ้านเชียงเป็นชุมชนขนาดใหญ่และมีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุราว 5,600-1,800 ปี เป็นสังคมเกษตรกรรม มีประเพณีการฝังศพที่นิยมฝังสิ่งของอุทิศร่วมกับศพ เช่น ภาชนะดินเผาที่ผลิตอย่างประณีต และเครื่องประดับต่าง ๆ เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ตั้งอยู่ที่ ม.13 ถ.สุทธิพงษ์ ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี 41320 โทร. 042-235040
อันดับ 5 พิพิธภัณฑสถานวัดคลองท่อม จ.กระบี่
พิพิธภัณฑสถานคลองท่อม ก่อตั้งขึ้นโดย พระครูอาทรสังวรกิจ (พระสวาส กนฺตสงฺวโร) (นามสกุลเดิม เอี่ยวน้อย) อดีตเจ้าอาวาสวัดคลองท่อม เจ้าคณะอำเภอคลองท่อมและอำเภอเกาะลันตา ได้รวบรวมลูกปัดโบราณแบบต่าง ๆ รวมทั้งโบราณวัตถุอื่น ๆ ที่พบในควนลูกปัดหลังวัดคลองท่อม มาเก็บรักษาไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑสถานพระครูอาทรสังวรกิจ” เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาศึกษาและอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าของแผ่นดินไว้ไม่ให้สูญหายไป ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พิพิธภัณฑสถานวัดคลองท่อม” ต่อมาชาวบ้านได้นำโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่มีไว้ในครอบครองมาบริจาคเพิ่มเติม รวมทั้งบริจาคเงิน วัสดุ และอุปกรณ์ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เทศบาลตำบลคลองท่อมใต้ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองท่อมใต้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ นักวิชาการ และกรมศิลปากร ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือและร่วมสนับสนุนในการจัดแสดงโบราณวัตถุและการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บสะสมสิ่งของวัตถุโบราณจำนวนมาก ซึ่งขุดค้นพบได้ในบริเวณที่เรียกว่า “ควนลูกปัด” อันเป็นเนินดินหลังวัดคลองท่อม อาทิ เครื่องมือหิน เครื่องประดับซึ่งทำจากหินและดินเผา รูปสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกปัดอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของมนุษย์สมัยเมื่อ 5,000 ปีเศษมาแล้ว ลูกปัดหน้าคน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นรูป “พระสุริยเทพ” แก้วหลอมและเศษแก้วหลายสี ตราประทับที่จารึกด้วยอักษรปัลลวะ กำไล แหวน ขวานหินขนาดและรูปร่างต่าง ๆ เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานวัดคลองท่อม ตั้งอยู่ที่ วัดคลองท่อม ม.2 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ 81120 โทร. 075-699223 ต่อ 105, 111
อันดับ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ตั้งอยู่ภายในเขตเมืองเก่ากำแพงเพชร ระหว่างโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมกับพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชรเฉลิมพระเกียรติ (เรือนไทย) ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระธาตุ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร กรมศิลปากรจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานประจำแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพื่อเก็บรวบรวม สงวนรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีภายในเขตจังหวัดกำแพงเพชร เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการโบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปกรรมท้องถิ่นของจังหวัดกำแพงเพชร โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2510 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2514 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น เป็นผู้แทนพระองค์
เมื่อแรกสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร มีอาคารทรงไทยประยุกต์สองชั้น ก่ออิฐถือปูนเพียงหลังเดียว ต่อมาได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมอีก 3 หลัง โดยมีทางเชื่อมระหว่างอาคาร แต่ละหลังโดยรอบ ใน พ.ศ. 2552 ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวรในส่วนครึ่งแรกและได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมใน พ.ศ. 2556 เพื่อทำการปรับปรุงนิทรรศการในส่วนครึ่งหลัง
งบประมาณปี พ.ศ. 2552-2556 ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารทุกหลัง ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกำแพงเพชร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเน้นสื่อจัดแสดงให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์สัมผัสหน้าจอ หุ่นจำลอง ฯลฯ นอกเหนือจากการจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาสำหรับผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัยทุกระดับการศึกษา รวมทั้งเป็นหน่วยงานสำคัญซึ่งทำหน้าที่อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติให้คงอยู่สืบไป
เนื่องจากจังหวัดกำแพงเพชรมีแหล่งโบราณคดีซึ่งปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มชนและพัฒนาการทางวัฒนธรรมนับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กำหนดอายุอยู่ที่ราว 6,000-1,500 ปีมาแล้ว ดังนั้น โบราณวัตถุเก่าแก่ที่สุดที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จะมีอายุประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ราวสมัยยุคหินใหม่ กำหนดอายุประมาณ 6,000-2,000 ปีมาแล้ว อาทิ ขวานหินขัด ซึ่งเป็นเครื่องมือหรืออาวุธที่ใช้ในการสับ ตัด ฟัน หรือผ่า ทำจากหินกะเทาะให้เกิดคมและมีรูปร่างต่าง ๆ บางครั้งมีการขัดผิวจนเรียบ หินลับ ภาชนะดินเผา ลูกปัดหิน กำไลหิน ลูกกลิ้งดินเผา ลูกกระสุนดินเผา พบที่แหล่งโบราณคดีเขากะล่อน อ.ขาณุวรลักษบุรี และขวานหินขัด ภาชนะดินเผา แวดินเผา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปั่นด้าย ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักเส้นใย มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม หรือทรงคล้ายกรวยตัด หรือลูกคิดเจาะรูตรงกึ่งกลางผ่านตลอด ลูกกระสุนดินเผา ผนังเตาถลุงเหล็ก เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดหินคาร์เนเลียน พบที่แหล่งโบราณคดีมอเสือตบ อ.โกสัมพีนคร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร ตั้งอยู่ที่ 120 ถ.ปิ่นดำริห์ ต.ในเมือง อ.เมืองกำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร 62000 โทร. 055-711570
อันดับ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส (ภัทรศีลสังวร) จ.สงขลา
วัดมัชฌิมาวาส สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นวัดราษฎร์ สร้างโดยนางศรีจันทร์ นั่นจึงทำให้ชาวบ้านมักเรียกว่าแห่งนี้ว่า “วัดยายศรีจันทร์” หรืออีกชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกคือ “วัดกลาง” ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2431 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงเปลี่ยนชื่อวัดกลางเป็น “วัดมัชฌิมาวาส” ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ยกฐานะของวัดเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้น เกิดขึ้นจากความใส่ใจและสนใจในการรักษาเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เริ่มจากพระราชศีลสังวร (ช่วง อตฺถเวที) ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร ซึ่งเป็นผู้มีความสนใจทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเป็นอันมาก ได้เก็บรวมรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในเขตอำเภอสทิงพระและเขตอำเภอใกล้เคียง และที่มีผู้นำมาถวายตั้งแต่ครั้งก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นำมาจัดแสดงที่อาคารไม้หลังอาคารฤาษีดัดตน และจัดตั้งเป็นห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ของวัดมัชฌิมาวาส โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเป็นครั้งแรกในงานวันวิสาขบูชา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 ถือเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งแรกในจังหวัดสงขลา
จากนั้นในปี พ.ศ. 2496 พระราชศีลสังวร (ช่วง อตฺถเวที) ได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารศาลาการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์หลังใหม่แทนที่อาคารหลังเดิมที่ชำรุด และได้เรียกชื่อว่า ภัทรศีล์พิพิธภัณฑ์ และรับการยกฐานะให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุฯ เมื่อ พ.ศ. 2504 มีชื่อเรียกในทางราชการ ว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภัทรศีลสังวร” หรือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส”
โบราณวัตถุที่จัดแสดงอยู่ภายใน เป็นวัตถุที่พบจากชุมชนโบราณทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีร่องรอยของกลุ่มชนอยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ จนถึงยุคโลหะ โดยพบหลักฐานเป็นเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะขวานหิน มีทั้งขวานกะเทาะจากยุคหินกลาง ที่มีอายุราว 8,000 ปีมาแล้ว และขวานหินขัดของยุคหินใหม่ที่มีอายุราว 4,000 ปีมาแล้ว โดยขวานหินขัดของทางภาคใต้นี้ มีทั้งขนาดสั้นแบบที่พบโดยทั่วไปในราชอาณาจักร กับขนาดยาว อันเป็นลักษณะโดยเฉพาะของทางใต้ จึงสันนิษฐานว่าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อาจมีการจัดแสดงหรือเก็บรักษาเครื่องมือหินจากยุคหินกลาง ที่มีอายุราว 8,000-4,000 ปีเอาไว้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส ตั้งอยู่ใน บริเวณวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร 222 ถ.ไทรบุรี ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา 90000 โทร. 074-311728
อันดับ 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จ.ภูเก็ต
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดภูเก็ต ของกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ส่วนราชการ เอกชน และองค์กรของประชาชนในท้องถิ่น กรมศิลปากรจึงได้มอบให้นายอุดม สกุลพาณิช ออกแบบโดยดัดแปลงรูปแบบมาจากเรือนไทยพื้นถิ่นภาคใต้ จากลักษณะอาคารที่มีความโดดเด่นและเป็นเรือนพื้นถิ่นประยุกต์ทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ได้รับรางวัล Gold Medal ซึ่งเป็นรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารที่ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมจากสมาคมสถาปนิกสยาม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2532
โบราณวัตถุชิ้นเก่าแก่ที่สุดที่จัดแสดงภายใน คือ ภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ ภาชนะดินเผาทรงชามก้นสอบ และภาชนะดินเผาทรงชามก้นแบน พบจากการสำรวจแหล่งโบราณคดีถ้ำเขาลังตัง จ.กระบี่ อายุอยู่ที่ราว ๆ 6,500-3,000 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีภาชนะดินเผาอีกหลายแบบที่ประเมินอายุอยู่ในช่วงเดียวกัน คือ ภาชนะดินเผาก้นกลม มีลักษณะเป็นหม้อปากผาย มีลายขูดขีดทั้งใบ และภาชนะดินเผาทรงชามก้นแบน ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ พบที่เขาถ้ำเขาปินะ จ.ตรัง รวมถึงชิ้นส่วนภาชนะดินเผาหม้อสามขา ซึ่งพบจากการสำรวจทางโบราณคดีที่ถ้ำต้นมะขาม เขาปินะ จ.ตรัง เช่นเดียวกัน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ตั้งอยู่ที่ 217/4 ม.3 ถ.ศรีสุนทร ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต 83110 โทร. 076-379895-7
อันดับ 1 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน จ.เชียงราย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน ก่อตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2500 เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำแหล่งโบราณคดีเมืองเชียงแสน ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาและจัดแสดง โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้จากการสำรวจ ขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานในเขตเมืองโบราณเชียงแสน ตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ ในเขตจังหวัดเชียงราย สู่สาธารณชน โดยเป็นหน่วยงานในกำกับของกรมศิลปากร
การจัดแสดงภายใน มุ่งเน้นการนำเสนอหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวกับการตั้งหลักแหล่งของชุมชน ตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ อาทิ เครื่องมือหินกะเทาะ และเครื่องมือหินขัด ที่พบในบริเวณริมแม่น้ำโขง มีอายุราว 13,000-1,000 B.C. ซึ่งแยกออกเป็นสังคมล่าสัตว์ และสังคมเกษตรกรรม จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา จำนวนมาก เช่น พระพุทธรูป ชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นประดับศาสนสถาน และศิลาจารึกที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษ 21-22 พื้นที่การจัดแสดงช่วงหลัง นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองเชียงแสนและใกล้เคียง เช่น ชาวไทยวน ไทลื้อ อาข่า และเมี่ยน เป็นต้น
ดังนั้น โบราณวัตถุที่เก่าแก่ที่สุดที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ คือเครื่องมือหินกะเทาะและเครื่องมือหินขัดจากบริเวณริมแม่น้ำโขง ที่มีอายุราว 13,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อเทียบกับปัจจุบัน จะมีอายุมากกว่า 15,000 ปี ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน ตั้งอยู่ที่ 702 ม.3 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 57150 โทร. 053-777102





























