Home Inspiration My Dear มีเดีย เป็นคนธรรมดานั้นดีที่สุดแล้ว

เป็นคนธรรมดานั้นดีที่สุดแล้ว

“ธรรมดาโลกไม่จำ” น่าจะได้ยินกันบ่อยใช่ไหมคะสำหรับสังคมยุคนี้ เป็นวลีที่สะท้อนค่านิยมของสังคมปัจจุบันที่หลายคนคิดว่าต้องมีความต่าง มีความพิเศษเท่านั้นถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต ยิ่งในช่วงหลังการเลี้ยงลูกให้กลายเป็น Somebody หรือคนพิเศษในบ้าน แต่พอออกนอกบ้านกลับต้องรู้ความจริงว่าความพิเศษดังกล่าวนั้นคนอื่นๆก็มีทำให้เป็นได้แค่ Ordinary หรือคนธรรมดาทั่วไป เป็นความจริงที่หลายคนรับไม่ได้ ทำให้เกิดความต้องการที่จะเป็นคนพิเศษกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ทุกวันนี้ถ้าคุณ เดินเข้าร้านกาแฟ ก็จะได้ยินคนนั่งคุยโอ้อวดความสามารถหน้าที่การงานกันเสียงดัง ไปนั่งกินข้าวก็จะเจอคนโต๊ะข้างๆที่สามารถร่ายความรอบรู้ของตนเองเผื่อแผ่มาให้หูเราได้ยิน แม้กระทั่งเข้าสู่โลกโซเชียล ก็จะเจอคนที่โพสต์ภาพความสำเร็จบ้าง โพสต์ภาพข้าวของเครื่องใช้ราคาแพง โพสต์ภาพการเดินทางไปต่างประเทศ เพราะความรู้สึกที่ได้โชว์นั้นทำให้พวกเขารู้สึกว่าพิเศษกว่าคนทั่วไป

อันที่จริงแล้วถ้าเรามองกันในมุมกลับ หากทุกคนคิดว่าการเป็นคนพิเศษ มีความสามารถที่ทำให้สังคมหันมามอง นั้นดีกว่าการเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจคือความสำเร็จในชีวิต ก็เท่ากับว่าสังคมจะเต็มไปด้วยคนพิเศษ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วความพิเศษที่แท้จริงนั้นมีอยู่จริงหรือ ขณะที่การเป็นคนธรรมดา มีชีวิตแบบมองโลกในแง่จริง มีความสุขกับปัจจุบันจะเหนื่อยน้อยกว่าไหม

ที่คุยกันมาถึงบรรทัดนี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณหยุดความทะเยอทะยานหรือหยุดตามความฝันนะคะ แต่กำลังจะตั้งคำถามว่าความพิเศษที่คุณคิดว่ามีอยู่ในตัวเองนั้น เป็นความพิเศษที่เรียกว่าพรสวรรค์ หรือ เป็นความพิเศษที่คุณหลอกตัวเองว่าเป็นพรสวรรค์ และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกการมีความพิเศษในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดหรือทำให้โลกจำ เพราะคนบนโลกนั้นความจำสั้นกับเรื่องราวของคนอื่น แต่คนที่รักคุณต่างหากที่จะจำคุณได้ไม่ว่าคุณจะพิเศษหรือธรรมดาเพียงใด

ผู้เขียนเองมีรุ่นพี่ ที่บอกเสมอว่าตนเองเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่วิธีการใช้ชีวิตของเขานั้นน่าจะทำให้คนที่คิดว่าตนเองเป็นคนพิเศษให้รู้สึกอิจฉาไม่น้อย รุ่นพี่ท่านนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยดังระดับประเทศ เมื่อเรียนจบเขาทำสิ่งที่ตั้งใจไว้คือเริ่มเดินทาง การเดินทางของเขามีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการเป็นคนธรรมดาของเขาทำให้การเดินทางแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อทำงานได้เงินมาก้อนหนึ่ง ก็จะเกิดการเดินทางขึ้นและเขาใช้ชีวิตเช่นนี้เรื่อยมาโดยไม่ได้สนใจว่า สมาร์ทโฟนจะออกรุ่นอะไรใหม่ รถยนต์ยี่ห้อไหนจะทำให้สาวเหลียวได้ หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นทางการเมืองใครจะอยู่ในสีอะไร ซึ่งเขาพูดถึงเรื่องเหล่านี้ว่า “เรื่องพวกนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แกอย่าไปใส่อารมณ์อะไรกับมันมากนัก”

การเดินทางของรุ่นพี่ท่านนี้ ผู้เขียนมักได้รับข่าวคราวเสมอ ในช่วงเวลาที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยาน และความต้องการเป็นคนพิเศษของตนเอง รุ่นพี่ท่านนี้ส่งโปสการ์ด มาจาก มาชู ปิกชู ในวันที่กำลังต่อสู้กับความเหนื่อยล้าภายใน รุ่นพี่ท่านนี้ส่งอีเมล์มาจากเนปาล และในวันที่กำลังสร้างความมั่นคงในชีวิตตามที่ถูกทำให้เชื่อ รุ่นพี่ท่านนี้ส่งข้อความผ่าน MSN บอกว่า “พี่มีโฮมเพจเป็นบ้าน” เมื่อถึงวันที่หลายคนบอกว่าผู้เขียนมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่าทำไมภายในยังรู้สึกว่างเปล่า รุ่นพี่ท่านนี้เดินทางไปมาแล้วเกือบทั่วโลกพร้อมเรื่องเล่าผ่าน Blog ที่มีคนตามอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เราได้นัดเจอกันในร้านกาแฟ คำถามแรกสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ถูกถามจากคนที่บอกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาคือ “เมื่อไรแกจะได้ไปมาชู ปิกชู” จนถึงตอนนี้ ผู้เขียนเองก็ยังให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ