Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง I, Tonya – ชีวิตบัดซบของ “ทอนย่า”

I, Tonya – ชีวิตบัดซบของ “ทอนย่า”

หากคุณเคยอ่านบทความจำพวกประวัตินักกีฬาดังของโลกนี้ คงเห็นได้ว่าส่วนใหญ่กว่าจะประสบความสำเร็จเป็นดาวค้างฟ้าของวงการ ล้วนผ่านวันเวลาแย่ๆในอดีตกันมาเพียบเช่น ลิโอเนล เมสซี ยอดนักฟุตบอลที่ป่วยเป็นโรคฮอร์โมนการเจริญเติบโตบกพร่องจึงทำให้เขาตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่น, โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสมาดทะเล้นดีกรีมือ 1 โลก ก็เคยใช้ชีวิตในช่วงที่บ้านเกิดมีสงครามกลางเมือง แต่ก็มีบางคนที่ชีวิตบัดซบถึงขนาดเสียผู้เสียคน แม้จะมีพรสวรรค์ทางกีฬาขนาดไหนก็ตาม

“ทอนย่า ฮาร์ดดิง” นักสเก็ตน้ำแข็งหญิงชาวอเมริกัน คือหนึ่งในนั้น และคุณสามารถทำความรู้จักเธอแบบถึงกึ๋นได้ผ่านทางภาพยนตร์จอเงินที่ชื่อ “I, Tonya” ซึ่งการันตีความดีงามด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งล่าสุดทั้งหมด 3 สาขา

หนังสร้างจากเรื่องจริงของอดีตนักกีฬาสเก็ตน้ำแข็งหญิงจากพอร์ตแลนด์ เธอคือผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่สามารถทำท่า “ทริปเปิล แอ็กเซิล” (กระโดดหมุนตัว 3 รอบครึ่งกลางอากาศ) ได้ในการแข่งขันระดับประเทศ มีดีกรีแชมป์รายการต่างๆมากมาย และเป็นตัวแทนของทีมชาติสหรัฐอเมริกา ลงแข่งขัน โอลิมปิก ฤดูหนาว 2 ครั้ง (1992 / 1994)

ท่า triple axel ในตำนาน

ชีวิตของ ทอนย่า ฮาร์ดดิง ควรได้รับการยกย่อง-สรรเสริญจากคนทั้งชาติมากกว่านี้ หากเธอไม่ได้อยู่ท่ามกลางแวดล้อมอันย่ำแย่เช่น พ่อ-แม่ ที่หย่าร้างกัน, การเลี้ยงดูแบบดิบเถื่อนของมารดา, แฟนหนุ่มที่คุ้มดีคุ้มร้าย, กรรมการที่ไร้จรรยาบรรณ และที่สุดคือเรื่องอื้อฉาวเมื่อเธอถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันในการทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพที่กำลังเข้ามาชิงสปอตไลท์ไปจากเธอ

หนังเล่าเรื่องของ ทอนย่า ผ่านบทสัมภาษณ์ของคนรอบข้างเช่น ลาโวน่า คุณแม่จอมแสบ, เจฟฟ์ กิลลูลี่ แฟนหนุ่มอารมณ์แปรปรวน, ชอว์น เอ็คฮาร์ด บอดี้การ์ดสุดยียวน รวมถึงตัวเธอเอง ซึ่งก็มาในสไตล์ราโชมอนคือต่างคนต่างพูดความจริงในแบบของตน ไม่มีทางรู้ว่าคนไหนที่พูดจริง หรือแค่พูดเอาดีใส่ตัว (ทุกวันนี้ความจริงของคดีคืออะไร มีแต่พวกเขาที่รู้แก่ใจ) กระนั้น เคร็ก กิลเลสพี ผู้กำกับและทีมงานก็สรุปเรื่องราวที่พวกเขา “เชื่อว่าเป็นจริง” ออกมาคร่าวๆบนแผ่นฟิล์มแล้ว คนดูจะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่อง

เทียบกันระหว่างตัวจริงและนักแสดงในจอ

ถึงเป็นหนังชีวประวัติ แต่ข้อดีคือมันไม่ได้ถูกเล่าแบบสารคดีหรือพูดเรื่องการแข่งขันเท่าไหร่ เพราะหนังเน้นเจาะไปที่ชีวิตของ ทอนย่า และการสาดคำพูดใส่กันอย่างดุเดือดระหว่างตัวละครในเรื่อง ผสมพฤติกรรมชวนเหวอ พร้อมการตัดต่อภาพแสนเร้าใจ ทำให้ชมได้ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ขณะที่ภาคการแสดง มาร์โกต์ ร็อบบี ผู้สวมวิญญาณเป็น ทอนย่า เรื่องนี้เธอทุ่มสุดตัวเป็นทั้งหญิงสาวนักสเก็ตผู้น่ารักและคนคลั่งสติแตกได้ยอดเยี่ยม (แม้จะดูติดแอ็คติ้งจากบท ฮาร์ลีย์ ควินน์ เรื่อง Suicide Squad บ้าง) ส่วน อัลลิสัน แจนนี กับบทคุณแม่จอมเดือด ปากร้าย แจก F**k แทบทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็เล่นได้น่าหมั่นไส้ เหมาะสมแล้วที่ได้ชิงออสการ์ทั้งคู่ในบทนำหญิงและสมทบหญิง

ทอนย่า ตัวจริงกับ มาร์โกต์ ร็อบบี ในงานเปิดตัวหนัง

น่าเสียดายที่ตัวหนังไม่มีชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาสำคัญอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กระนั้นเนื้อหาที่เรานั่งชมตลอด 2 ชั่วโมง ก็มีคุณงามความดีชวนให้พูดถึง โดยเชื่อมั่นว่าผู้ชมหลายคนคงตั้งคำถามว่าอะไรที่ทำให้ ทอนย่า กลายเป็นคนชีวิตเหลวแหลก พังพินาศสวนทางกับพรสวรรค์บนลานน้ำแข็งได้ขนาดนี้ ซึ่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “สังคมรอบข้าง” ที่หล่อหลอมตัวเธอขึ้นมา

สมัยเด็กเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่บอกว่า “ถ้าอยากรู้ว่าคนๆนั้นเป็นอย่างไร ให้ดูจากสิ่งแวดล้อมที่เขาเติบโตมา” หรืออีกนัยหนึ่งคือ เด็กจะเป็นอย่างไร อยู่ที่การอบรมของผู้ปกครอง กรณีของ ทอนย่า ก็ชัดเจนว่าการที่เธอมีชีวิตล้มเหลว มาจากการเลี้ยงดูของแม่ที่ใช้อารมณ์นำหน้า, ครั้นโตเป็นสาว มีความรักกับแฟนหนุ่ม ก็ถูกลงไม้ลงมือจนเสียศูนย์ รวมถึงอาการสติแตกเมื่อเจอกรรมการกดคะแนนที่ควรได้ ด้วยเหตผลว่าเธอมีภาพลักษณ์เสื่อมเสียเกินกว่าจะยกย่องเชิดชูให้เป็นหน้าตาของประเทศ อันเป็นค่านิยมของสังคมอเมริกันขณะนั้น ทั้งที่ควรตัดสินนักกีฬาจากผลงาน-ความสามารถมากกว่า ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้กลายเป็นสิ่งที่ประกอบร่างให้ ทอนย่า เป็นอย่างที่ทุกคนได้ชมจนรู้สึกเห็นใจระคนสงสารไม่น้อย

I, Tonya และชีวิตจริงของเธอ คือภาพสะท้อนที่ทำให้เราเห็นว่า คนหนึ่งคนจะมีชีวิตเป็นอย่างไร ล้วนขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบข้างโดยแท้จริง…