Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง BLACK PANTHER – ฮีโร่ที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต้องร้องยี้

BLACK PANTHER – ฮีโร่ที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต้องร้องยี้

ถึงจะไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ตัวฮิตระดับ Worldwide เหมือนคนอื่นเช่น ไอรอน แมน, กัปตันอเมริกา, สไปเดอร์-แมน หรือ ธอร์ แต่เชื่อเหลือเกินว่า ณ ตอนนี้คนทั่วโลกคงไม่มีใครไม่รู้จักซูเปอร์ฮีโร่ผิวสี “แบล็ค แพนเธอร์” อีกแล้ว เพราะนอกจากเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีสเน่ห์ ยังสอดแทรกประเด็นสังคมชนิดที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำแห่งสหรัฐอเมริกา ตีตั๋วหนังไปดูแล้วคงรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว

ภายหลังการเสียชีวิตของกษัตริย์ทีชาก้า (จากเรื่อง Captian America – Civil War) ทีชาล่า บุตรชายผู้สวมวิญญาณ แบล็ค แพนเธอร์ จึงต้องรับหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ด้วยการขึ้นครองราชย์ในฐานะกษัตริย์คนใหม่ของ วากานด้า ประเทศสมมติที่ปิดตัวเองจากสังคมโลกมาหลายร้อยปี ทว่าการเป็นกษัตริย์ครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ คิลมองเกอร์ ศัตรูตัวฉกาจที่มีเบื้องหลังดำมืด ซึ่งเข้ามาท้าชิงบัลลังก์ของ วากานด้า และหวังก่อสงครามไปทั่วโลก

หากเทียบกับหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นในค่าย มาร์เวล แบล็ค แพนเธอร์ น่าจะมีเนื้อเรื่องที่ซีเรียสที่สุดเพราะหนังหยิบยกประเด็นการเมืองการปกครองในประเทศ รวมถึงการทำงานในฐานะของกษัตริย์คนใหม่ของ ทีชาล่า เป็นตัวเดินเรื่องหลัก กระนั้นมันก็ไม่ได้เครียดเกินไปเพราะยังมีสอดแทรกมุกตลกสไตล์ฮีโร่ มาร์เวล เข้ามาบ้าง และ สแตน ลี ปูชนียบุคคลแห่ง มาร์เวล ก็ยังออกมาสร้างสีสันในหนังฮีโร่ที่ตัวเองปลุกปั้นเหมือนเดิม

รายของนักแสดง เป็นอีกครั้งที่ต้องชื่นชมว่า มาร์เวล มีความพิถีพิถันในการเลือกตัวแสดงในบทต่างๆเพราะนอกจากนักแสดงส่วนใหญ่ในเรื่องจะเป็นคนผิวสีเกือบทั้งหมด แต่ละคนก็ขับเสน่ห์ออกมาได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะ แชดวิค โบสแมน (แบล็ค แพนเธอร์) ที่แสดงได้ดีทั้งในฐานะฮีโร่และกษัตริย์มือใหม่ที่ยังมีความกังวลใจกับบทบาทผู้นำประเทศ, ลูปิต้า ยองโก้ หลังจากพากย์เสียงตัวละครมาหลายเรื่องทั้ง The Jungle Book และ Star Wars 2 ภาคล่าสุด คราวนี้ได้โชว์ความสามารถเต็มๆกับบทบาทสายลับอิสระและคนรักของกษัตริย์แห่งวากานด้า

ทว่าที่ต้องปรบมือเป็นพิเศษคือการแสดงของ ไมเคิล บี จอร์แดน กับบท คิลมองเกอร์ ก่อนหน้านี้เขาถูกวิจารณ์เละเทะกับหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องก่อน Fantastic Four (ซึ่ง มาร์เวล ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการทำหนังเรื่องนี้) จนชื่อเสียงและความนิยมป่นปี้ทั้งที่เคยถูกยกย่องให้เป็นดาวรุ่งมากฝีมือคนหนึ่งของฮอลลีวูด แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาแก้มือได้ในเรื่องนี้และกวาดเสียงชื่นชมไปทั่ว ทั้งสีหน้า แววตา มาดผู้ร้ายออกมาก เสียอย่างเดียวที่หนังไม่ได้ให้เวลากับตัวละครนี้มากนักเพราะต้องไปโฟกัสกับบทของพระเอกเป็นพิเศษ ทำให้ปูมหลังของ คิลมองเกอร์ ไม่ได้รับการปูพื้นที่หนักแน่นพอจนทำให้เรารู้สึกเห็นใจกับความเจ็บปวดของเขา

ถึงจะเป็นหนังเพื่อความบันเทิงแต่ท้ายที่สุด แบล็ค แพนเธอร์ ก็ยังสอดแทรกประเด็นการเมืองและสังคมเข้ามาแบบเนียนๆ โดยเฉพาะเรื่องของการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง วากานด้า กับนานาประเทศในโลก ซึ่งก่อนหน้านี้กษัตริย์ใดๆก็ตามที่ปกครอง วากานด้า ต่างรักษาธรรมเนียมปิดบังตนเองจากสังคมโลกมาหลายร้อยปีเพราะกลัวว่าคนจากประเทศอื่นจะมาช่วงชิงสมบัติและวิทยาการที่พวกเขามี (ในที่นี้หมายถึง ไวเบรเนี่ยม แร่ผลิตอาวุธที่ทนทานที่สุดในโลกของฮีโร่) ไปใช้ในทางที่ผิด ทว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป ทีชาล่า ก็จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนให้โลกรู้ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราทุกคนแม้ต่างเชื้อชาติและสีผิวก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

“คนฉลาดสร้างสะพาน ส่วนคนโง่สร้างกำแพง” คือประโยคที่กษัตริย์ ทีชาล่า แนะนำต่อชาวโลกที่ไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนของประเทศวากานด้าให้ทุกคนรู้จักในช่วงท้ายเรื่อง และประโยคนั้นก็ดูจะเป็นการเหน็บแนม โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำจอมโวแห่ง สหรัฐอเมริกา เจ้าของนโยบาย “อเมริกัน เฟิร์ส” อเมริกันชนต้องมาก่อนแบบแสบสันต์ไม่น้อย ทำนองว่าโลกเราจะพัฒนาได้หากเรารู้จักการอยู่ร่วมกัน มากกว่ากีดกันผู้อื่น

ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างถิ่นฐาน ต่างผิวสี แต่ทั้งหมดนั้นก็คือโลกใบเดียวกัน…