เพราะรักคำเดียว เราถึงได้รู้จัก “บาส” สุรเดช

“ผมอยากทำงานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก พอได้ทำ เราอยากอยู่ไปจนแก่เลยครับ” เป็นคำตอบชนิดที่ไม่ต้องมีการแต่งเติมให้สวยหรูของเด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่ครั้งหนึ่งเล่นกีฬาปิงปองจนได้แข่งในระดับกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ถึงขนาดที่เว็บไซต์ดังอย่าง dek-d.com เคยจัดอันดับให้เป็นนักกีฬาสายคิวต์ (น่ารัก) หากวันนี้ชีวิตนักกีฬาปิงปองเขาได้ทำจนถึงที่สุดแล้ว และเด็กหนุ่มนักกีฬาสายคิวต์ ได้เปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่วงการบันเทิง และชื่อ “บาส” สุรเดช พินิวัตร์ ในฐานะผู้รับบท “วาโย” จากซีรี่ย์ดัง “เดือนเกี้ยวเดือน” ทำให้ “น้องบาส” กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเติมความฝันที่เขาหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตในวงการนี้ในฐานะนักแสดงอาชีพไปจนแก่เลยทีเดียว

วันนี้ Tonkit360 ไม่ได้จะพาคุณผู้อ่านมารู้จักน้องเขาให้มากขึ้น แต่จะพาคุณมาสัมผัสความน่ารักของ “น้องบาส” ผ่านตัวอักษร ถ้อยความของเด็กหนุ่มที่ไม่เคยใส่จริตของความเป็นดารา ยังคงวางตัวเป็นคนทำงานคนหนึ่ง ความน่ารักของเขาถูกพูดถึงแบบปากต่อปาก จากกองละคร จากแฟนคลับ หรือแม้กระทั่งนักเขียนของ Tonkit 360 ที่ไปรอสัมภาษณ์ ซึ่งในวันดังกล่าว ที่แม้ “น้องบาส” จะไม่ค่อยสบาย และต้องเดินสายโปรโมทงานแต่การพูดคุยกับเรา “น้องบาส” ยังตอบคำถามที่ผ่านกระบวนคิดมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำตอบในคำถามสุดท้ายที่ Tonkit360 เชื่อว่าคุณผู้อ่านที่กำลังมีฝัน จะได้รับกำลังใจกันอย่างถ้วนหน้าเลยทีเดียว

เดือนมีนาคมนี้คุณกำลังจะมีอายุครบ 19 ปีแต่ต้องรับผิดชอบงานเหมือนผู้ใหญ่ คุณคิดว่าหนักเกินตัวไปไหม

บาส : ทุกอย่างที่เลือกทำเราชอบอยู่แล้ว เพราะผมอยากอยู่ในวงการบันเทิง การได้ทำอะไรหลายๆ อย่างเป็นสิ่งที่ดีครับ ทั้งได้เต้น ได้ร้อง ได้แสดง เป็นเรื่องที่ดีมาก และการได้อยู่ในวงการบันเทิง พูดตรงๆ ว่ามันเป็นอาชีพที่แบ่งเบาภาระครอบครัวได้ เราก็อยากจะทำอะไรที่แบ่งเบาทางบ้าน ช่วยดูแลทางบ้านได้ ตอนนี้ผมก็ดูแลทุกคนในครอบครัว

คุณบอกว่าได้ทำในสิ่งที่ชอบ แสดงว่าการทำงานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่คุณฝันมาตลอด

บาส : ตอนเด็กๆ เคยคิดอยากเป็นนักแสดง แต่เราคิดว่าเราเป็นไม่ได้ เราอ้วน คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่พอโตขึ้นมาเราก็ยังอยากเป็นนักแสดง ก็ต้องไปออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก แล้วผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสด้วย ผมดีใจมากที่มีวันนี้ เพราะเราก็ไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสนี้มาก่อน

คุณได้รับบท “วาโย” ใน “เดือนเกี้ยวเดือน” เวลานั้นคาดหวังไหมว่าผลงานจะเปรี้ยงข้ามประเทศขนาดนี้  

บาส : ไม่เคยคิดเลยครับ แค่คิดว่าได้เล่นละคร ได้มีงานทำก็ดีสำหรับผมมากๆ แล้ว

“วาโย” คือตัวละครที่มาจากนิยายสาย Y (ชายรักชาย)เวลานั้นเมื่อคุณรู้ตัวว่าจะได้แสดงบทนี้รู้สึกหนักใจไหม

บาส : ตอนเล่นก็ตามความรู้สึกเลยครับ คิดแบบไหนก็เล่นแบบนั้น การแสดงมันก็ยาก เรามือใหม่ ผมพยายามคิดตาม แต่อีกอย่างที่เป็นข้อดีคือละครเรื่องเล่นกับผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผมก็คลุกคลีกับผู้ชายอยู่แล้ว เพราะเพื่อนๆ ก็มีแต่ผู้ชาย อยู่โรงเรียนชายล้วน ก็เลยไม่ค่อยเขิน ที่สำคัญก่อนแสดงก็มีการ workshop ด้วยครับ

ความสำเร็จของคุณเรียกได้ว่า ถาโถมเข้ามาชนิดที่เชื่อว่าคุณเองก็ตั้งตัวไม่ทัน นอกจากละครแล้วยังมีผลงานที่ประเทศจีนด้วย ถึงเวลานี้รู้สึกกดดันไหม

บาส : ไม่กดดันครับ เราคิดว่านี่คืออีกขั้นหนึ่งที่เราได้ทำ จากที่อยู่เมืองไทยแล้วเราได้ไปจีน ผมถือว่ามันคือการก้าวไปอีกขั้น แล้วก็ดีใจเพราะเราจะได้มีชื่อเสียงในหลายๆ ด้าน และได้ทำเพื่อประเทศไทยด้วยเพราะเราเป็นนักแสดงของไทยแล้วได้ไปทำงานที่ประเทศจีน ก็ถือเป็นความภูมิใจครับ คือแค่ซีรี่ย์ในไทยผมยังไม่คิดว่าจะดังขนาดนี้เลย แล้วนี่เราได้ไปจีน สำหรับผมเกินคาดมากๆ จากวันที่ไม่มีอะไรเลย อยู่เชียงใหม่ใช้เงินพ่อแม่ไปวันๆ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะมากครับ

ก้าวแรกของคุณถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม อนาคตต่อจากนี้คุณวางแผนไว้อย่างไร 

บาส : ผมอยากทำงานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก พอได้ทำ เราอยากอยู่ไปจนแก่เลยครับ อยากเดินบนเส้นทางนี้ไปเรื่อยๆ อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด วงการบันเทิงเป็นงานที่ผมรัก ถือเป็นเส้นทางที่เลือกแล้ว และทุ่มเทให้กับมัน ส่วนตอนนี้มีเรื่องที่เพิ่มในการพัฒนาตัวเองคือเรื่องการดูแลตัวเอง หาเวลาออกกำลังกาย

ที่ผ่านมาคุณเล่นปิงปอง คุณก็ไปจนสุดความสามารถของตนเอง พอคุณมาเป็นนักแสดงคุณทุ่มเต็มที่ แสดงว่าคุณเป็นคนเต็มร้อยกับทุกเรื่อง

บาส : สิ่งที่ผมเลือกมีทั้งผลดีและผลเสีย ถ้าเราทำไม่สำเร็จมันก็จะเสียหมดเลย ผมก็เลยต้องจริงจังและต้องทำให้สำเร็จ ต้องทุ่มเทกับมันที่สุด ผลงานถึงจะออกมาให้เราได้ภูมิใจแบบนี้

ครอบครัวให้ความสนับสนุนกับการทำงานในวงการบันเทิงไหม

บาส : ตอนแรกไม่มีใครเห็นด้วยเลย เพราะผมไม่ใช่คนหน้าตาดีหรือหล่อ ไม่ได้หุ่นดีเหมือนคนอื่น ตอนแรกแม่ก็ไม่เห็นด้วย คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความจริงคนหน้าตาดีมีเยอะมาก คนเก่งๆ ก็เยอะมาก แล้วเราต้องมาแข่งกับคนอีกตั้งกี่คนในประเทศ ตัวผมเองคิดว่าแทบไม่มีทางเป็นไปได้ ตอนแรกแม่ก็เลยไม่สนับสนุน แต่ผมอยากมาแคส เลยเอาเงินเก็บซื้อตั๋วเครื่องบินมากรุงเทพฯ ซึ่งพอเราประสบความสำเร็จ ครอบครัวก็ดีใจที่ผมเลือก คือผมเป็นคนที่อยากทำอะไรก็จะทำให้ได้ ซึ่งแม่ก็ดีใจมากที่ครั้งนี้ไม่ผิดหวัง เพราะครั้งที่แล้วตอนเป็นนักกีฬาปิงปองมันผิดหวัง เขาก็บอกว่า “ทำได้แล้วนะลูก”

คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้เราได้มายืนอยู่ตรงนี้ ทั้งๆ ที่ต้องแข่งขันกับคนมากมาย

บาส : ผมว่าเป็นเรื่องของความมุ่งมั่นและดวงครับ ที่ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ผมไม่เคยคิดว่าจะมีคนมารักมาปลื้มผมขนาดนี้ เพราะอย่างที่บอกว่าผมรู้สึกว่าผมเป็นเด็กอ้วน ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง เลยไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาชอบมารัก แต่พอมี ก็เกินคาดเลย ชีวิตมีแต่อะไรที่เกินคาด จริงๆ ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาส คอยซัพพอร์ตเด็กตัวอ้วนๆ ตลอดมา ขอบคุณผู้ใหญ่ และแม่ๆ แฟนคลับทุกคนเลย ที่ช่วยซัพพอร์ต ช่วยดัน และช่วยให้เด็กคนนี้ได้เดินบนเส้นทางที่ตัวเองรัก ในวงการบันเทิง

อยากฝากอะไรถึงคนวัยเดียวกับคุณที่มีความฝัน แต่ยังรู้สึกลังเลอยู่

บาส : ถ้าคุณชอบอะไร ให้ทบทวนกับตัวเองว่าชอบจริงไหม ถ้าชอบจริงๆ ก็ลุยเลย เชื่อผม อย่าทิ้งโอกาส การที่เราจะทำอะไรสักครั้ง มันมีผู้คนมากมายทำอยู่เช่นกัน ถ้าเราอยากทำจริงๆ ให้เริ่มเลย ให้ทำเลย เพราะถ้าเราเริ่มช้า เราอาจจะเสียโอกาสนี้ไปให้กับคนอื่น และขอให้เต็มที่กับสิ่งที่ทำ ถ้ามันเป็นสิ่งที่เรารัก ถึงสุดท้ายจะผิดหวัง มันก็จะยังเป็นสิ่งที่เรารักอยู่ดี อย่ายอมแพ้ ต่อสู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ เหมือนผมนี่ล่ะครับ

ผมเชื่อว่าโอกาสมีให้สำหรับคนที่ต่อสู้เสมอ ถึงจะเหนื่อยฟรีก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ต้องเริ่มจากลงมือทำ ถ้าสมมติว่าวันพรุ่งนี้โลกแตกสิ่งที่เราจะทำก็คือสิ่งที่เราอยากทำที่สุดเพราะพรุ่งนี้ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องคิดว่าพรุ่งนี้โลกแตก เราจะได้ลงมือทำสิ่งที่เราชอบ ส่วนผลจะเป็นยังไง ก็ต้องขึ้นอยู่กับความทุ่มเทครับ