ว่ากันว่าหนุ่มสาวในยุค “มิลเลเนียน” นั้นชื่นชอบที่จะเป็นเจ้านายตนเอง หาหนทางทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่าจะไปเป็นลูกจ้างตามบริษัท และมองว่าการนั่งทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันในออฟฟิศเป็นเรื่องล้าสมัย และหลายคนใช้ประโยคสำเร็จรูปที่ว่า “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ไม่ต้องเรียนจบก็เป็นเจ้าของกิจการพันล้านได้” เอาดีๆนะ ซัคเกอร์เบิร์กเรียนหนังสือเก่งนะ เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการทำมันไม่มีให้ค้นหาในมหาวิทยาลัยและพอออกมาค้นหาเอง ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี ขนาดปัจจุบันประสบความสำเร็จแล้ว ยังมีคนตั้งคำถามกับสิ่งที่ ซัคเกอร์เบิร์ก สร้างว่าเป็น ประโยชน์ หรือ เป็นยาพิษ ต่อสังคมยุคใหม่
ทีนี้มาดูกันว่า เป็นลูกจ้างไม่คูลล์ จริงหรือ คนรุ่นมิลเลเนียมควรจะเป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่เรียนจบเลยหรือไม่ มาดูกัน
1. การเป็นลูกจ้างทำให้คุณได้ฝึกวินัยในการทำงาน
ทำงานเก่ง ไม่เก่ง ก็เรื่องหนึ่ง แต่ต่อให้เก่งแค่ไหนแต่ไม่มีวินัยในการทำงาน นัดหมายไม่เคยมาตรงเวลา เข้างานสายตลอด ส่งงานไม่เคยตรงกำหนด คงไม่มีนายจ้างที่ไหนประทับใจ และเหนืออื่นใดต่อให้ไปเป็นฟรีแลนซ์ คงไม่มีใครจ้าง เพราะชีวิตจริงนั้น งานคือผลผลิตสำคัญที่จะทำให้คนทำงานอยู่รอด ดังนั้นการเป็นลูกจ้างประจำจะทำให้คุณเรียนรู้วินัยในการทำงานเริ่มตั้งแต่ การเดินทางมาทำงานไปจนถึงการเข้าร่วมประชุม เหล่านี้จะสั่งสมแบบที่คุณไม่รู้ และวันหนึ่งเมื่อคิดว่าพร้อมจะออกไปเป็นเจ้านายตัวเอง คุณก็จะรู้ว่าต้องวางแผนอย่างไร
2. การเป็นลูกจ้างจะทำให้คุณเรียนรู้การวางแผนทางการเงิน
ตลอดทั้ง 20 ปีของการเรียนคงมีน้อยรายที่ไม่แบเงินของพ่อแม่ พอมาทำงานประจำคือการบริหารเงินของตนเองอย่างแท้จริง เงินเดือนที่ออกตรงกันทุกเดือน จะทำให้คุณรู้ว่าคุณจะต้อง ใช้จ่ายเดือนละเท่าไร และ เก็บไว้เท่าไรเพื่อลงทุนในอนาคต ในทางกลับกันเมื่อคุณออกไปเป็นนายตัวเอง คุณจะรู้ว่าแต่ละเดือนคุณจะต้องมีรายได้เท่าไรถึงจะพอครอบคลุมรายจ่าย และนั่นทำให้คุณต้องกระตุ้นตัวเองอยู่ตลอดเวลาเมื่อเป็นนายตัวเอง เพราะมิเช่นนั้นแล้วสิ้นเดือนเงินมันจะไม่ออกมาจากเอทีเอ็มแบบอัตโนมัตินะซิ
3. เป็นลูกจ้างมืออาชีพ ก็มีโอกาสเป็นผู้บริหารองค์กรได้
มีผู้บริหารองค์กรใหญ่หลายแห่งที่ เติบโตมาจากตำแหน่งพนักงานระดับปฏิบัติการ หรือที่ชอบเรียกกันว่าลูกหม้อองค์กร แต่เป็นกว่าจะถึงตำแหน่งนี้ได้คุณก็ต้องพัฒนาตนเองไม่ได้น้อยไปกว่าการเป็นเจ้าของกิจการของตนเองเลย เพราะนอกจากความรู้ความสามารถแล้ว วิสัยทัศน์ และ ทัศนคติในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ใช่ทุกคนที่อยู่นาน แล้วจะได้เป็นผู้บริหาร การเป็นผู้บริหารองค์กร หมายถึงได้มีส่วนตัดสินใจในอนาคตขององค์กร ถ้าคุณประสบความสำเร็จนั่นหมายความคุณอาจไม่มีคำว่าเกษียณอายุ เพราะมีอีกหลายบริษัทที่ต้องการที่ปรึกษา ที่มีความสามารถเฉพาะทาง
4. ขอเป็นนายตัวเอง จะผิดมากไหม
ไม่ผิดเลย ที่จะอยากเป็นเจ้าของกิจการ เพียงแต่การลงทุนมีความเสี่ยงไง เมื่อคิดแบบนั้นจงเริ่มด้วยการหาประสบการณ์จากงานประจำ เรียนรู้ และ พัฒนาตนเอง เมื่อถึงเวลาที่คิดว่าพร้อม ก็ลงมือและแน่นอนว่า 3 ปีแรกคือการทำงาน 365 วันตลอดสามปี คือความจริงเสียยิ่งกว่าจริง ถ้าคุณผ่านสามปีแรกไปได้ คุณจะได้ไปต่อในขั้นที่สองคือการผ่านจุด 7 ปีในระหว่างนั้น คุณต้องผจญกับคลื่นลมของความเปลี่ยนแปลง ที่ต้องทำให้คุณปรับตัวตลอดเวลา เรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางคลื่นลมแรง
สิ่งหนึ่งในการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในประเทศนี้ คือการบริหารจัดการเรื่องบัญชี การเงิน ภาษี และถ้าให้ครบมือจริงๆ ต้องมี ฝ่ายกฎหมายทีคุณสามารถยกหูปรึกษาได้ตลอดเวลา ทั้งหมดคือสิ่งสำคัญพอกับเงินลงทุน ที่จำเป็นต้องบริหารสภาพคล่องให้เกิดขึ้นให้ได้หลังผ่านช่วงเวลาสามปี ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งเท่านั้นทีคุณต้องเจอ
ถ้าวาดภาพสวยหรูว่า จะทำงานเป็นเจ้านายตนเอง แล้วนั่งจิบกาแฟตอนเช้า ไปประชุมตอนบ่าย ดินเนอร์หรู กับลูกค้าตอนเย็น บอกเลยว่ามันไม่มีอยู่จริง ความจริงก็คือ เจ้าของกิจการที่ต้องต่อสู้ในปัจจุบัน ต่างต้องกินข้าวกล่องหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น






























