
I only know one truth: It’s time for the Jedi… to end. ประโยคของ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ที่บอกกับสาวน้อย “เรย์” มันไม่ได้แค่เตือนตัวเอกของเรื่อง แต่ดูเหมือนคำพูดดังกล่าวจะสะท้อนเข้าไปในใจของคนดูอย่างเรา ที่ดูสตาร์สวอร์ มาตั้งแต่อายุ 11 และยังคอยตามมาจนป่านนี้ให้รู้สึกว่า “อดีตมันควรจะจบไปได้แล้ว หวลไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์” นี่คือบทสรุปและจะเป็นการเจอเพื่อนเก่าเป็นครั้งสุดท้าย ถึงเวลาที่พวกเราต้องตื่นจากอดีต เพื่อเดินไปข้างหน้าเสียที
หลายคนที่ไปดูเรื่องนี้เชื่อว่าอยู่ในสถานะเดียวกับผู้เขียน คือเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอนที่มีการประกาศสร้างภาคต่อ เราก็รู้สึกตื่นเต้นกันไม่น้อย เพราะจากภาค Return of the Jedi ยังมีอีกหลายอย่างที่เป็นคำถามอยู่ในใจ เรายังอยากเห็นเจ้าหญิงเลอา ลุค สกายวอล์คเกอร์ ฮาน โซโล หรือ ดาร์ธเวเดอร์ ให้กลับมาทวนความทรงจำในอดีต แต่สำหรับ สตาร์สวอร์ 8 เมื่อได้ดูจนจบ เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกว่า “นี่คือบทสรุปและจะเป็นการเจอเพื่อนเก่าเป็นครั้งสุดท้าย ถึงเวลาที่พวกเราต้องตื่นจากอดีต เพื่อเดินไปข้างหน้าเสียที”
สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เหมือนเราได้เห็นตัวละครที่โตขึ้นมาพร้อมกัน และอยู่ปัจจุบันก็อยู่ในห้วงวัยเดียวกัน เป็นห้วงวัยที่เราเริ่มมองเห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต จนทำให้เป็นเราในปัจจุบัน บางคนยอมรับได้ก็แก้ไขตัวเองทัน บางคนยอมรับไม่ได้ก็ตกลงไปในทะเลใจกันตามระเบียบ
เรื่องราวที่สะท้อนมาจาก The Last Jedi อีกหนึ่งเรื่องที่ชัดเป็นอย่างยิ่ง คือคำเตือนถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดความเป็นตัวกูของกู และมีเสียงกระซิบให้คนที่ดูรู้ตัวกันว่า วิญญานขบถ อยู่ในหัวใจของทุกคนเพียงแต่รอวันที่จะถูกปลุกให้ตื่นเท่านั้น
เราต่างอยู่ในยุคสมัยที่เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คนที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ ยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆในอดีต ตื่นขึ้นมาอีกทีโลกหมุนไปเร็วกว่าเดิมก็รับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เหมือนไดอะล็อค ที่ลุค สกายวอล์คเกอร์ พูดกับเรย์ กับความรู้สึกภายในต่อคำว่า “Legend” ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน
ขณะที่เรื่องราวในสังคมนั้น หลายคนเริ่มพูดคำว่า “อยู่ให้เป็น” หรือ “อยู่ๆกันไป” ทำให้ทุกคนเริ่มเพิกเฉยกับสิ่งที่ผิด และ มีหลายคนฉวยเวลานี้ทำสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นเรื่องที่ถูก เพราะเห็นว่าไม่มีใครกล้าคัดค้าน เหมือนดังเช่นที่กลุ่มต่อต้านจักรวรรดิ์ ที่มีอยู่ทั่วแกแลคซี่ แต่กลับเพิกเฉยต่อการขอความช่วยเหลือของ เจ้าหญิงเลอา
ประโยคหนึ่งของเจ้าหญิงเลอา ที่พูดอย่าท้อใจถึงไฟแห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ของกลุ่มขบถได้มอดไหม้ไปแล้วนั้น มันเหมือนสิ่งที่คนในยุคเรากำลังรู้สึก เราต่างรู้กันดีว่าสังคมที่เราอยู่นั้นไม่ปกติ แต่เราทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เราอยู่โดยไม่คิดถึงคำว่า ‘ความหวัง’ เพราะเราไม่รู้ว่าจะสร้าง ‘ความหวัง’ ขึ้นมาได้อย่างไร”
สิ่งที่หลายคนทำได้ดีที่สุดในเวลานี้ คือนั่งมองสถานการณ์ ด้วยความอดทน แล้วรอคอยว่าสักวันหนึ่ง วิญญานขบถ จะเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง และความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยคนในยุคสตาร์สวอร์ ภาคหนึ่งถึงแปด หากแต่เป็นคนในยุคสตาร์สวอร์ส ภาคต่อจากนี้ ที่น่าจะนำเอาความสมดุลกลับคืนสู่สังคม
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ





























