จั่วหัวแบบนี้อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า DIE TOMORROW เป็นหนังสยองขวัญ แต่ความจริงแล้วหนังเรื่องนี้ไม่มีฉากแหวะ เลือดสาด เพียงแต่เป็นหนังที่ชักชวนคนดูทุกคนมานั่งจับเข่าคุยกันถึงเรื่องของ “ความตาย” ที่เราควรพึงตระหนักไว้บ้างว่ามันอาจเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้
ถึงจะมีสถานะเป็นหนังนอกกระแส แต่ด้วยหนังตัวอย่าง และทีมนักแสดงที่แข็งแรงมากๆ ก็สร้างความสนอกสนใจต่อคนดูวงกว้างไม่น้อยถึงขั้นเพิ่มรอบฉายในโรงภาพยนตร์ได้ต่อเนื่องจากสัปดาห์แรกที่มีแค่วันละ 2-3 รอบ ขณะที่ชื่อของ ผกก.อย่าง นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ (เจ้าของผลงาน Marry is Happy, Marry is Happy และ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย / ห้ามพัก / ห้ามรักหมอ) ฝีไม้ลายมือน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ว่านี่ไม่ใช่หนังทำแบบสุกเอาเผากิน แต่จะชอบหรือไม่นั้นลองพิจารณากันอีกที
หนังแบ่งเรื่องราวออกเป็น 6 พาร์ท โดยแต่ละพาร์ทจะนำเสนอเหตุการณ์ “1 วันก่อนตาย” ของตัวละครที่อยู่ในเรื่อง ซึ่งมีการอ้างอิงจากเรื่องจริงในอดีตว่าคนนี้ตายเพราะเมาแล้วขับ, เสาไฟล้มทับ, โดดตึกตาย, นอนไหลตาย ฯลฯ เราจะไม่ได้เห็นฉากการตายของแต่ละคน แต่สิ่งที่เราจะได้เห็นคือก่อนทุกคนจะตาย พวกเขาล้วนแต่ใช้ชีวิตทำกิจวัตรธรรมดาๆของตัวเองเท่านั้น นั่นจึงเป็นที่มาของธีมหนังที่ว่า “1 วันก่อนตาย ก็คือวันธรรมดาปกติทั่วไป”
หนังค่อนข้างดูยากและเรียกร้องสมาธิสูงมาก เพราะทั้งเรื่องมีแต่ฉากพูดคุย ไดอะล็อกยาวๆ ถ้าไม่ตั้งใจฟังนี่จะตามเรื่องไม่ทันเลย ขณะที่การถ่ายแบบลองเทคไม่มีตัดต่อ แช่ภาพไว้นานๆกว่า 95% ซึ่งไม่ค่อยมีหนังเรื่องไหนทำกัน บวกกับจังหวะของหนังที่นิ่งเงียบชวนอึดอัด ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่เมื่อหนังฉายจบแล้วจะทำให้คนที่ตีตั๋วไปดูในโรงรู้สึกทั้งรักและชัง คนที่ชอบก็ชอบมาก คนที่เกลียดก็เกลียดไปเลย จะว่าไปมันก็เป็นหนังที่กึ่งๆ Documentary (สารคดี) เหมือนกัน และหากคุณตั้งใจดู ซึมซับสารที่ ผกก.ต้องการนำเสนอ ก็จะทำให้ฉุกคิดได้ว่าความตายแม่งอยู่ใกล้ตัวเราจริงๆว่ะ
เราชอบคิดเสมอว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว ประมาณว่า โอ้ย…ฉันน่ะไม่ตายง่ายๆหรอก ร่างกายฟิตเปรี๊ยะ ปึ๋งปั๋งดึ๋งดั๋งขนาดนี้ ยังทำอะไรได้อีกเยอะ แต่มนุษย์เราเมื่อใช้ชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง (เช่นเมื่ออายุขึ้นเลข 3 ไปแล้ว) จะเริ่มรู้สึกว่าความตายมันเข้าใกล้เราทีละนิด เช่นเราจะเห็นคนรอบตัวล้มหายตายจากกันไป อาจเป็นญาติผู้ใหญ่ พี่น้องที่เคยมีเวลาอยู่ด้วยกัน หรือดารา นักร้อง นักแสดง คนที่เราหลงใหลในอดีต และความจริงอีกอย่างคือเราอาจเพิ่งพบเจอกับเขาไม่นาน แต่วันถัดมาเขาก็ด่วนจากไปแบบไม่มีสัญญาณบอกกล่าว
ตัวผู้เขียนไม่ได้อินกับเรื่องความตายมากนัก (แต่ตอนที่ เชสเตอร์ เบนนิงตัน นักร้องนำ Linkin Park ผูกคอตายเมื่อเดือนกรกฏาคมก็ร้องไห้แบบเป็นวรรคเป็นเวร) กระนั้นก็เข้าใจ “สาร” ของหนังที่นำเสนอพอสมควรว่าจงพึงตระหนักสิ่งเหล่านี้ไว้บ้าง เพราะอยู่ๆเอ็งจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ และหนังก็คอยบิวด์ตลอดด้วยเกร็ดน่าสนใจที่ว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปนั้นมีคนตายเกิดขึ้นเสมอไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของโลก
อีกสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ประเด็นเรื่องคือบรรดานักแสดงวัยรุ่นในเรื่องที่ปล่อยของกันแบบไม่ยั้งมือและมีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะ เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ ที่ผู้เขียนมองว่าเธอยกสถานะตัวเองจากดาราขวัญใจวัยรุ่นธรรมดาๆ มาเป็นนักแสดงขายฝีมือแบบไม่มีข้อกังขา พาร์ทที่เธอเล่นแทบไม่มีบทพูดเลย แต่การแสดงสีหน้า ท่าทาง สอดคล้องกับบทที่เธอรับอย่างเป็นธรรมชาติ และตอนของเธอก็ถือว่าดีที่สุดของหนังโดยรวมทั้งหมด
ไม่ใช่หนังที่ดูสนุกหรือมอบความสุขให้หลังเดินออกจากโรง แต่เป็นหนังที่ดูจบแล้วมีคำถามกลับมาว่า ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าหรือยัง? ฉะนั้นแล้วก็ระวังตัวเอาไว้หน่อย อยากทำอะไรก็รีบทำเสีย ก่อนจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกต่อไป






























