Home Work & Living Living ความเชื่อบนท้องถนน ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนหงุดหงิดเกินบรรยาย

ความเชื่อบนท้องถนน ที่ทำให้คนใช้รถใช้ถนนหงุดหงิดเกินบรรยาย

คนทุกคนจำเป็นต้องใช้รถใช้ถนนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือขนส่งมวลชนสาธารณะอย่างรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ลำพังแค่รถติดอย่างเดียวก็ชวนอารมณ์เดือดพอแรงแล้ว แต่เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า มันมี “ความเชื่อ” บางอย่าง ที่เป็นประสบการณ์ร่วมของคนใช้รถใช้ถนน อันก่อให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด เครียด หรือรู้สึกว่า “โลกกำลังเล่นตลกกับเราอยู่” ที่จริง หลายเรื่องสามารถอธิบายได้ด้วยจิตวิทยาและความน่าจะเป็น ถึงอย่างนั้น หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยและจริงจังขนาดที่ตั้งเป็นทฤษฎีเลยทีเดียว บทความนี้คัดมาหลัก ๆ 10 ความเชื่อ มาลองดูกันดีกว่าว่าเราท่านมีประสบการณ์บนท้องถนนเช่นนี้ร่วมกันหรือไม่

1. ความเชื่อ “เจอไฟแดงแรก = เจอไฟแดงทั้งวัน”

มาเริ่มกันที่ความเชื่อแรก หากออกจากบ้านมาแล้วเจอไฟแดงตั้งแต่แยกแรก วันนั้นเราจะเจอไฟแดงยาว ๆ ทั้งเส้นทาง เหมือนกับว่าเราถูกล็อกชะตาไว้แล้ว! ว่าวันนี้เราคือ “ผู้ถูกเลือกให้รอ!” ซึ่งในเชิงจิตวิทยา เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองเจอเรื่องไม่ได้ดั่งใจตั้งแต่ก้าวแรกที่พ้นประตูบ้าน (อย่างทางแยกจราจรแยกแรก ก็เจอไฟแดงเบรกความแรงซะแล้ว!) สมองของเราจะเข้าสู่โหมดเฝ้าระวังความซวย ทันที ยิ่งถ้าไปต่อและเจอไฟแดงอีกแยกและอีกแยกไปเรื่อย ๆ สมองเราจะเริ่มนับและจดจ่อกับไฟแดงถัดไปอย่างไม่ตั้งใจ นั่นทำให้เกิด confirmation bias (อคติในการยืนยัน) ขึ้น จนเรารู้สึกว่าตัวเองเจอไฟแดงต่อเนื่องตลอดการเดินทาง จากนั้นมันจะตามมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด และเกิดทัศนคติที่ว่าอะไร ๆ ในวันนี้จะไม่ราบรื่นตามมาด้วย ซึ่งกลายเป็นความรู้สึกว่า “วันนี้ดวงไม่ดีเลย” ได้เลยด้วยซ้ำ

แล้วถ้ามองในเชิงเหตุผลล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น? ที่จริง ความเชื่อนี้เป็นเรื่องของจังหวะเวลาล้วน ๆ ถนนหลายสายในเมืองจะตั้งสัญญาณไฟจราจรแบบเป็นรอบ และบางเส้นจะตั้งระบบแบบ green wave (ไฟเขียวต่อเนื่อง) ถ้าเราเข้าจังหวะถูก ก็ไม่มีปัญหาอะไร วิ่งต่อได้ยาว ๆ แต่ถ้าในแยกแรกนี้ เราไปถึงในช่วงตอนปลายของไฟเขียวและโดนไฟแดงเปิดใส่หน้า แปลว่าเราช้ากว่าจังหวะของไฟเขียวไปหนึ่งจังหวะ และนั่นทำให้แยกถัด ๆ ไป เราก็มีโอกาสเจอไฟแดงต่อเนื่องได้จริง ด้วยการเจอโดมิโนของเวลา ที่เมื่อเสียเวลาติดไฟแดงไปหนึ่งแยก จังหวะที่รถเราจะไปถึงแยกถัดไปก็จะถูกเลื่อนตามไปด้วย และมันก็อาจจะเป็นช่วงปลายของไฟเขียวและกำลังจะเปิดแดงพอดีอีกตามเคย

นั่นทำให้ในความรู้สึก (ที่เริ่มหัวร้อน) กลายเป็นว่าเราต้องจอดติดไฟแดงมันทุกแยกตลอดเส้นทาง และการที่สมองเราเลือกที่จะจำสิ่งที่รู้สึกติดใจ (หงุดหงิดจากการเจอไฟแดง) การเจอไฟแดงติด ๆ กันก็ดันทำให้เราจำแม่น ต่อให้ไปต่อแล้วเจอผ่านไฟเขียวมาได้ สมองกลับมองข้ามไป แล้วเลือกที่จะสรุปว่าตัวเอง “เจอไฟแดง” ทั้งวันนั่นเอง!

2. ความเชื่อ “ไฟเขียวมันเกลียดอะไรเรา (วะ)”

ต่อเนื่องและตีคู่มากับความเชื่อแรก ก็คือความเชื่อที่ว่า ไฟเขียวมันเกลียดเราหรือเปล่า? นี่แหละ เรียกว่าเป็นอารมณ์ร่วมของผู้ใช้รถใช้ถนนในเมืองใหญ่เลยก็ว่าได้ จนบางคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ toxic ระหว่างเรากับไฟเขียวป้ะเนี่ย! เหมือนโดนเท โดนทิ้งไว้กลางทาง เมื่อตะกี๊ยังรักกันดีอยู่เลยนะ เราที่เห็นไฟเขียวอยู่ไกล ๆ ก็ดีใจ วันนี้รอด! ในหัวคิดไว้แล้วว่าทันแน่ ๆ แต่ทำไมพอเจอรถเราปุ๊บ มันเปลี่ยนเป็นไฟแดงปั๊บจนต้องเบรกหัวทิ่ม ทั้งที่อีกแค่อึดใจเดียวก็จะพ้นแยกแล้วแท้ ๆ เสียงในหัวทำงานทันทีว่าที่มัน “แดงต่อหน้าต่อตาเรา” เพราะรอให้รถเรามาถึงหรือยังไง แล้วก็เลยรู้สึกว่าฉันเหมือนคนโชคร้าย (ที่โดนสาปไว้ ให้พบแต่ผิดหวัง∼เพลงมา!) ขึ้นมาทันที

แล้วความจริงคืออะไร? คือจังหวะที่เราไปถึงนั้น ไฟเขียวมันเปิดมาสักพักแล้ว นั่นทำให้เราเจอช่วงปลายของไฟเขียวโดยไม่รู้ตัว เราเห็นว่ามันยังเขียวอยู่นั่นแหละ แต่จริง ๆ มันเหลืออีกไม่กี่วินาที ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ในสมองเรามันก็ลุ้นอยู่ลึก ๆ ว่ามันจะแดงต่อหน้าต่อตาเราไหม เหมือนคาดเดาอยู่เล่น ๆ ในหัวว่าเดี๋ยวมันต้องแดงแน่ ๆ ก็จะยิ่งเร่งความเร็วเพื่อให้ทัน ไฟเขียวที่ยังดูนิ่งสงบจนเราตายใจ ในเชิงจิตวิทยา มันคือ Gambler’s Fallacy หรือความเชื่อผิด ๆ ของนักพนัน ที่ทำให้เราคิดว่า “เขียวแล้ว เขียวอยู่ ก็ต้องเขียวต่อให้เราสิ” โดยที่ลืมไปว่ายิ่งมันเขียวนานเท่าไร โอกาสที่มันจะกลายเป็นแดงก็ยิ่งใกล้เข้ามามากขึ้นเท่านั้น เลยกลายเป็นว่าเรายิ่งวิ่งเข้าไปชนช่วงเปลี่ยนไฟบ่อยขึ้น ก็ดันทำให้จังหวะเวลามันพอดีกันเป๊ะไปอีก

และเมื่อมันแดงต่อหน้าจริง ๆ ก็กลายเป็นการยืนยันสิ่งที่เราคิดอยู่ไปโดยปริยาย ว่าฉันคือคนที่ถูกสาปให้โดนไฟเขียวเกลียด! บวกกับการที่มีอารมณ์เข้ามาเป็นตัวขยายความรู้สึก แบบว่ารีบเร่งเครื่องให้ผ่านแยก ใกล้แล้ว อีกนิดเดียว ทว่าดันเจอไฟแดงสาดใส่หน้า สมองก็เลยตีฟูว่า “จงใจแน่ ๆ” จังหวะเสียเปรียบแบบนี้ทำให้สมองเราจำได้แม่นกว่าปกติ กลายเป็น negativity bias หรืออคติเชิงลบไป ทั้งที่จริง ๆ เราก็ผ่านไฟเขียวมาได้สบาย ๆ ตั้งหลายแยก เพียงแต่สมองไม่จำเท่านั้นเอง เป็นเรื่องปกติมากที่สมองจะจำเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกโชคร้าย

3. ความเชื่อ “เลนที่เลือกช้าที่สุดเสมอ”

นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นความเชื่อที่ทำลายความมั่นใจของคนขับรถมากที่สุดเลยก็ว่าได้ มันมักจะมาควบคู่กับความเชื่อที่ว่า “เลนข้าง ๆ เร็วกว่าเสมอ” และนี่แหละที่เป็นหลุดพราง มันคือกับดัก! เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราเห็นว่าเลนข้าง ๆ มันเร็วดีแฮะ ขยับได้ลื่นไหลดีจริง ๆ เราก็จะตัดสินใจเปิดไฟเลี้ยวเพื่อแทรกเข้าไปในเลนนั้น และทันทีที่เราเปลี่ยนเลน แจ็กพ็อต!!! หยุดนิ่ง ติดแหง็ก ไปไม่ได้ อยากจะร้องไห้ และเลนนี้ก็จะกลายเป็นเลนที่ช้าที่สุดทันที ส่วนเลนเก่าที่เราเพิ่งย้ายมาก็จะค่อย ๆ ไหลและพุ่งฉิว! เสียงในหัวก็จะมาว่า “เอ้า…เมื่อกี๊มันยังช้าอยู่เลยนะ? ที่มันประชดกันใช่ไหมเนี่ย!”

เอาล่ะ มาดูสิ่งที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สมองเรามักจะไม่โฟกัสเลนตัวเอง แต่โฟกัสเลนที่เราไม่ได้อยู่ตลอดเวลา ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกเท่ ๆ ด้วยนะว่า The Other Lane Phenomenon (ปรากฏการณ์เลนข้าง ๆ เร็วกว่า) และเมื่อเราเปลี่ยนเลนมาแล้ว เราก็จะหันกลับไปโฟกัสกับเลนเดิมที่เพิ่งจากมามากเป็นพิเศษ เพราะหลังจากที่เราตัดสินใจเลือกเลนใหม่แล้ว สมองจะคอยจับจุดหาหลักฐานว่ามันผิด เมื่อเลนที่เราย้ายมาใหม่หยุดนิ่งว่าเจ็บแล้ว เลนเก่าที่เราเพิ่งย้ายมาดันขยับ ก็ยิ่งทำให้เจ็บแบบทวีคูณไปอีก ด้วยความที่สมองจะจำภาพตอนที่เราโดนแซง (ช่วงที่เสียเปรียบ) ได้แม่นยำกว่าตอนที่เรากำลังได้เคลื่อนไปข้างหน้า (ไม่ได้สังเกต) ถึงขั้นที่นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Lane Switching Regret (ความเสียใจจากการเปลี่ยนเลน) กันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนเลน มันทำให้ช้าลงจริง เพราะเราจะเสียเวลารอจังหวะเปลี่ยน รอคันหลังเปิดทางให้ แถมยังต้องเบรกและเร่งใหม่ด้วย ที่สำคัญ เลนต่าง ๆ บนถนน มันมีอุปสรรคซ่อนเร้นซ่อนอยู่ ที่อาจเป็นปัจจัยให้รถในเลนนั้นช้าลงเสมอ เลนซ้ายสุด มักจะเจอรถเมล์เข้าป้าย เจอรถเลี้ยวเข้า-เลี้ยวออกจากซอย แม้กระทั่งเจอรถจอดซื้อกับข้าวข้างทาง จอดส่งน้ำแข็ง เลนขวาสุด มักจะเจอรถแช่ขวา ไม่ก็เจอรถที่จอดรอกลับรถ (แบบไม่มีเลนแยกเฉพาะ) ส่วนเลนกลาง ก็มักจะเป็นเลนที่หลบภัยของพวกที่ลังเล ก็จะมีการขับช้ากว่าปกติ นั่นทำให้ไม่ว่าเราจะย้ายไปเลนไหน ก็จะเจอแจ็กพอตของเลนนั้นเป็นของขวัญเสมอ นอกจากนี้ มันยังเกี่ยวกับ “สมการความเร็วสัมพัทธ์” ที่ว่าความเร็วของเลนที่เลือก มักจะแปรผกผันกับความต้องการที่จะไปให้ถึงที่หมาย ทำให้ยิ่งเรารีบมากเท่าไร เลนที่เลือกก็จะยิ่งดูเหมือนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับเต่าเดินข้ามถนนเท่านั้น!

4. ความเชื่อ “รถติดปริศนา ข้างหน้ามีเรื่องแน่ ๆ แต่พอหลุด เอ๊ะ! ไม่มีอะไรเลยนี่หว่า!”

ความเชื่อสุดคลาสสิกที่คนใช้รถใช้ถนนทุกคนต้องเคยร้องสบถในใจ (หรือออกเสียง) เคยไหม? ติดแหง็กอยู่ที่เดิมเป็นชั่วโมง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเริ่มคาดเดาแล้วว่าข้างหน้าต้องมีเรื่องแน่ ๆ เลยมันถึงได้ติดบรมขนาดนี้ อุบัติเหตุ? รถจอดเสีย? ทำถนน? หรือมีด่าน! แต่พอรถเริ่มขยับและหลุดจะเวิ้งนรกนั้นมาได้ กลับพบว่า “ไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีรถเสีย ไม่มีการทำถนน ไม่มีด่าน ไม่มีอะไรเลย! โล่งเฉย” เอ้า! แล้วเมื่อกี๊คืออะไรล่ะ ทำไมทุกอย่างมันหายไปเฉย ๆ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย คำถามก็คือ “แล้วเมื่อกี๊มันติดอะไร (วะ)?” เรางง ทุกคนงง

ปริศนาธรรมบนท้องถนนเช่นนี้มีชื่อเรียกว่า Phantom Traffic Jam และมันคือโมเมนต์ที่เราคุ้นเคยกันดี โดยมีตัวการที่อธิบายได้ตามหลักจิตวิทยาจราจรด้วย นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “คลื่นเบรก (Shockwave)” มันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเบรก แค่รถคันเดียว (คันแรก) แตะเบรกกะทันหันหนึ่งครั้ง อาจจะด้วยมีน้องหมาจรวิ่งตัดหน้าหรือแค่เปลี่ยนเลนกะทันหัน รถคันหลังก็จะต้องเบรกตามเพื่อไม่ให้ชนท้าย คันหลัง (คันที่สอง) ว่าเบรกแรงแล้ว คันถัดไปยิ่งเบรกหัวทิ่มไปอีก จนถึงคันที่ 50 รถก็ต้องหยุดแบบนิ่งสนิท เพราะมันเกิดการเบรกต่อเป็นทอด ๆ ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ กลายเป็นคลื่นความช้าที่ไหลย้อนกลับมา จนกลายเป็นอัมพาตสะสมอยู่ท้ายแถว ทั้งที่ไม่มีสิ่งกีดขวางจริง ๆ (ก็คันต้นเหตุที่เบรกกะทันหันสลายตัวไปแล้ว ขับไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้)

อาจพูดได้ว่ารถติดในลักษณะนี้ ไม่ได้ติดเพราะข้างหน้ามีเหตุอะไร แต่ติดเพราะพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ต้องเข้าใจว่าในการเบรกนั้น มนุษย์มีความหน่วง คนขับไม่ได้ตอบสนองทันที เมื่อเห็นคันหน้าเบรก ก็จะใช้เวลาอีกเล็กน้อย ประมาณ 0.5-1 วินาที กว่าจะเหยียบเบรก เมื่อความหน่วงนี้สะสม มันก็จะกลายเป็นรถติด แถมเจอคนขับบางคนที่เบรกแรง เร่งแรง ทำให้การไหลของรถมันไม่ราบรื่น หรืออาจเกิดจากการเกิดสภาพคอขวดชั่วคราว อย่างการเปลี่ยนเลน การขึ้นเนิน แม้กระทั่งการชะลอดูข้างทาง (Rubbernecking Effect ข้างหน้าที่เคยมี แต่พอเราไปถึงมันหายไปแล้ว แค่มีอะไรอีกฝั่งแล้วคนขับชะลอดู ก็ทำให้ความเร็วเฉลี่ยลดลงจนรถสะสม) ถึงจะแค่ไม่กี่วินาที แต่มันทำให้ความคล่องตัวของถนนลดลง และเกิดรถติดสะสมได้ เป็นปริศนาให้คันข้างหลังอย่างเรานึกสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะสาเหตุมันหายไปแล้ว

5. ความเชื่อ “ฉันกำลังจะเลี้ยว พวกแกมาจากไหนกันนักหนาเนี่ย”

ความเชื่อนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่ารถมันออกลูกออกหลานได้งั้นเหรอ หรือมันงอกขึ้นมาจากถนน ทั้งที่ตอนชะลอมองเมื่อกี๊ออกจะโล่ง ในหัวกะไว้แล้วว่าไปได้ แต่พอขยับจะเลี้ยวออกจากซอยหรือกลับรถ รถมันมาจากไหนเป็นขบวน! พากันแห่มาขวางทางเลี้ยว ทำให้เราต้องเบรกค้าง และแน่นอนว่าตามมาด้วยความหงุดหงิดทันที ยิ่งถ้าเจอความกดดันแบบมีรถหลังหรือรถทางตรงบีบแตรใส่ด้วยแล้วล่ะก็ รับรองว่าความดันโลหิตพุ่งสูงแน่นอน

สิ่งที่เกิดขึ้นและมีคำอธิบายแบบเป็นเหตุเป็นผลก็คือ ธรรมชาติของการจราจรมันมาเป็นคลื่น มันไม่ได้มาทีละคัน ช่วงหนึ่งมันจะโล่งจริง และช่วงถัดมามันก็จะยกขบวนกันมาติด ๆ กันเป็นชุด บวกกับการที่เราประเมินความเร็วของรถที่อยู่ไกล ๆ ต่ำไป มันดูเหมือนยังมีเวลา แต่จริง ๆ มันมาเร็วกว่าที่คิด จนโผล่มาถึงเราเร็วกว่าที่คาด แล้วเราดันไปเจอจังหวะก่อนคลื่นมาพอดีอีก ก็กลายเป็นว่าเราเลี้ยวไปไม่ทันเพราะเจอกองทัพรถ หรือในบริเวณนั้นอาจมีจุดอับสายตาที่ทำให้เรามองเห็นรถที่กำลังมาไม่ดีเท่าที่ควร เช่น รถใหญ่บัง โค้ง หรือสิ่งกีดขวาง เมื่อถึงจังหวะที่จะเลี้ยวจริงก็เลยรู้สึกเหมือนรถเยอะแยะมันโผล่มาจากไหนไม่รู้ทั้งที่เมื่อกี๊ยังไม่เห็น โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ที่ชอบโผล่มาจากจุดบอดแบบไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อลับ ๆ ที่เชื่อกันว่า “ไฟเลี้ยวคือปุ่มเรียกศัตรู” ด้วยนะ คือตามฟังก์ชัน ไฟเลี้ยวมีไว้บอกทิศทางว่าเรากำลังจะย้ายรถไปทางไหน แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันดันเป็นสัญญาณที่กระตุ้นสัญชาตญาณนักแข่งของรถคันข้างหลังซะงั้น! ลองสังเกตดูสิว่าในบางครั้งที่เปิดไฟเลี้ยวปุ๊บ รถคันที่เคยทิ้งห่างออกไป 2-3 ช่วงรถ จู่ ๆ ก็รีบเหยียบคันเร่งขึ้นมาปิดช่องทันที! เราเลยต้องชะลอเพื่อให้ฝูงรถที่เกิดกลัวการโดนคุกคามพื้นที่ไหลผ่านไปให้หมดก่อน กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน

6. ความเชื่อ “วันรีบที่สุด รถติดที่สุด”

นี่คือปรากฏการณ์ประหลาดแห่งจักรวาลที่คนใช้รถใช้ถนนทุกคนน่าจะเคยประสบพบเจอเหมือน ๆ กัน ในวันที่เรารีบมาก ๆ (อาจจะตื่นสาย) หรือในวันที่มีนัดสำคัญที่สายไม่ได้เด็ดขาด (และอาจจะเผื่อเวลาไว้แล้ว) เราจะพบเจอกับอุปสรรคแบบสาหัสสากรรจ์ชนิดที่ไม่เคยเจอในวันปกติ เหมือนทุกคนบนท้องถนนพร้อมใจกันทำเรื่องท้าทายความอดทนในการรอ เหมือนโลกตั้งใจถ่วงเรา เช่น เจอรถขยะกำลังเก็บขยะอย่างใจเย็นในซอยแคบ ๆ เจอรถบรรทุกสองคันขับขนานกันสองเลนด้วยความเร็ว 40 กม./ชม. ฝนตกหนักแบบที่ร้อยวันพันปีมันไม่เห็นตก ไม่ก็เกิดอะไรบางอย่างที่ทำให้รถติดหนักจนต้องหยุมหัวตัวเองพร้อมกับกรีดร้องดัง ๆ ทุกอย่างดูตั้งใจช้าลงพร้อมกัน จนทำให้เกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นวันนี้ (วะ)?”

ความเชื่อนี้สอดคล้องกับความรู้สึก “ยิ่งรีบยิ่งช้า” เป็นภาวะที่ทำให้เรารู้สึกว่าอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกว่าควบคุมมันไม่ได้ ในเชิงจิตวิทยาอธิบายว่า เวลาที่เราไม่รีบ สมองเราจะผ่อนคลาย เราจะไม่ค่อยโฟกัสกับเวลาว่ามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ทว่าในวันที่เรารีบ สมองจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดเฝ้าระวังขั้นสุด เกิดเป็นความเครียดที่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันช้า เพราะเราจะโฟกัสกับเวลาแทบจะทุกวินาทีด้วยความ “กลัวไม่ทัน” ทำให้ความรู้สึกต่อเวลาของเรามันยืดออกไป รถติด 2 นาทีปกติ เรากลับทรมานเหมือนติดอยู่ตรงนี้มา 10 นาทีแล้วในวันที่รีบ และเราจะเริ่มสังเกตเห็นทุกอุปสรรคเล็ก ๆ ที่ปกติมองผ่านไป นอกจากนี้ ความกดดันยังอาจทำให้เราเริ่มต้นขยับไม่เป็นจังหวะด้วย ความลนลานในการหาหนทางที่คาดเดาเอาเองว่าอาจเร็วกว่า อย่างทางลัดที่ตัวเองไม่คุ้นชินหรือเปลี่ยนเลนบ่อย ๆ อาจกลายเป็นจังหวะที่สร้างความเสียหายได้เพิ่มขึ้น ความตะกุกตะกักที่เกิดขึ้นนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันช้ากว่าเดิม

ไม่เพียงเท่านั้น สถานการณ์เช่นนี้ยังอาจเกิดจากตัวเราเองที่กังวลจนประเมินเวลาในการเดินทางแย่ลง ในวันที่ไม่รีบ เราจะไม่ใส่ใจกับเวลา แค่ดำเนินกิจวัตรตามปกติ แต่ในวันที่รีบ มันทำให้เราต้องคำนวณเวลาล่วงหน้า ซึ่งบางทีมันอาจเป๊ะเกินไป พอมีอุปสรรคเข้ามาแทรกนิดหน่อยก็สามารถขยายเป็นปัญหาใหญ่ได้ทันที แล้วอุปสรรคเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่ในวันปกติมันก็อาจจะมี แต่เราไม่รีบเลยไม่รู้สึก แต่พอเราพะวักพะวนอยู่กับเวลา เลยมีผลกระทบเต็ม ๆ เราจะเริ่มตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบ เช่น ทำไมคันหน้าไม่ขับเร็วกว่านี้! หรือไฟแดงนี้จะนานไปถึงไหน! เหตุผลก็คือ ความอดทนของเรามันลดลงจนเป็น 0 ไปแล้ว และในบางครั้ง มันเป็นวันสำคัญที่เรารีบเป็นพิเศษ แต่มันไม่ใช่แค่เราที่รีบ ยิ่งถ้ามันคือวันที่มีเหตุการณ์ร่วมกัน อย่างวันที่ฝนตกหนักตอนเช้า หรือเช้าวันจันทร์แรกของเดือน มันคือช่วงเวลามหาชนที่ทำให้ทุกคนพร้อมใจมารวมตัวอยู่บนถนนกับเรา อ่อ! แล้วสมองคนเราเนี่ยจำเรื่องแย่ ๆ ดีมาก วันที่รีบแต่รถไม่ติด ไม่จำ ทว่าวันที่รีบและรถติดหนัก กลับจำฝังใจ เลยกลายเป็นแพตเทิร์นในความรู้สึกว่ามันเป็นแบบนี้ทุกครั้งเลย!

7. ความเชื่อ “ใกล้จะถึงที่หมายแล้ว…แล้วมันติดอะไรล่ะเนี่ย!”

นี่คือบททดสอบความอดทนด่านสุดท้ายที่ทำให้หัวร้อนที่สุด! ถ้าตลอดทั้งเส้นทางของเรามันราบรื่นมาตลอด ก็เหมือนชีวิตมันเรียบง่ายเกินไป อีกแค่อึดใจเดียวจะถึงที่หมาย แต่…มันเริ่มมีเค้าลางของการชะลอ จากที่ทำความเร็วได้ปกติเริ่มมีเบรกและเปลี่ยนเป็นค่อย ๆ ไหล จากนั้นก็ติดหนักแบบหยุดนิ่งสนิทอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเฉย เหมือนมีอะไรมาดึงรั้งเราไว้ไม่ให้ไปถึงที่หมาย มันยิ่งทำให้เรามีน้ำโหจนแทบจะฟิวส์ขาดเลยใช่ไหมล่ะ ไอ้ความใกล้แต่ไกลแบบนี้ ในทางจิตวิทยาและฟิสิกส์จราจรก็มีคำอธิบายอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ใช่ความบังเอิญก็คือ มันคือกำแพงเชิงกายภาพของผังเมือง ที่บริเวณที่ใกล้ที่หมาย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, ออฟฟิศ, ห้าง, โรงเรียน มักจะเป็นจุดรวมกระแสจราจร จากถนนสายหลักเข้าสู่สายรอง ทำให้มีสภาพเป็นจุดรวมคอขวด ที่รถทุกคันพยายามจะเบียดแย่งกันเข้าเลนซ้ายเพื่อเลี้ยวเข้าอาคาร มีจุดจอดรด มีคนข้ามถนน มีรถจอดข้างทาง หรือรอจังหวะรถออกจากซอยพอดี ทำให้ความคล่องตัวหายไปโดยธรรมชาติ เพราะต้องไม่ลืมว่าที่หมายเหล่านี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่มันคือจุดที่ทุกคนก็กำลังจะถึงเหมือนกันในโซนเดียวกัน เมื่อระบบถนนไม่ได้ออกแบบมาให้ทุกคนไหลเข้าไปยังจุดเดียวพร้อมกัน มันเลยกลายเป็นจุดคอขวดไป นอกจากนี้ยังอาจมีพฤติกรรมชะลอก่อนถึง ที่คนขับจะเริ่มมองหาทางเข้า มองหาที่จอด หรือชะลอเพื่อเตรียมเลี้ยว ทำให้ความคล่องตัวสะดุด หรืออาจจะเป็นทางลัดทำพิษ ทุกคนที่ใช้แอปฯ ดูสภาพการจราจรก็จะเห็นเส้นทางลัดสีเขียวนั้นเหมือนกัน ถ้าทุกคนที่เห็นแห่ไปใช้ทางลัดแคบ ๆ นั้นเหมือนกันอีก ก็เลยจบเห่ไปตาม ๆ กัน

และอีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ ความรู้สึกของเราในทางจิตวิทยานี่แหละ! ทฤษฎีทางจิตวิทยาบอกว่า “ยิ่งเราใกล้เป้าหมายมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความกระตือรือร้น (และหงุดหงิด) มากขึ้นเท่านั้น” พูดง่าย ๆ ก็คือ ในช่วงก่อนถึง เรามาแบบสบาย ๆ ตลอดเส้นทาง เราก็คาดหวังว่ามันกำลังจะจบแล้ว แต่พอมันไม่จบ แล้วมีอะไรมาขวางจังหวะนี้เพียงนิดเดียว ความหงุดหงิดจะพุ่งแรงกว่าปกติ เพราะเราชิงปิดสวิตช์ความอดทนไปล่วงหน้าแล้วนั่นเอง แหงล่ะ! ก็ไม่เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเป็นผู้ประสบภัยทั้งที่ใกล้ถึงที่หมายแล้วนี่นา ลองนึกภาพดูสิว่า เราขับมาฉลุย 20 กิโลเมตรใน 20 นาทีแท้ ๆ แต่มาติด 500 เมตรสุดท้ายนาน 20 นาที เป็นใครก็หัวร้อนทั้งนั้นแหละ

8. ความเชื่อ “รถมาทุกสาย ยกเว้นสายที่รอ”

สามความเชื่อต่อจากนี้ จะเป็นความเชื่อแถม ๆ ของคนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวและต้องเดินทางโดยอาศัยรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ เริ่มกันที่กฎศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ของป้ายรถเมล์ นั่นคือ ยืนรอรถสายนี้มา 20-30 นาทีแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือความว่างเปล่า แต่ที่ผ่านหน้าไปนับสิบคันคือ “ทุกสาย ยกเว้นสายที่กำลังรอ” แล้วบางทีนะ บางสายมาติด ๆ กัน 2-3 คันด้วยซ้ำ ส่วนสายที่เรารออยู่นั้นหายไปเฉย เหมือนมีหลุมดำดูดมันไป เหมือนมันไม่วิ่งอีกแล้ว ทำให้เราต้องยืนแกร่วรอแล้วรอเล่าอยู่เป็นเวลานานเป็นประจำ

และ…ที่น่าโมโหสุด ๆ ก็คือ ทันทีที่เราถอดใจไม่รอแล้ว เช่น ตัดสินใจเรียกรถผ่านแอปฯ เปลี่ยนใจรอสายอื่น (ที่เห็นอยู่เมื่อกี๊ว่าสาย A มาถี่ยิบเลย งั้นขึ้นสาย A แทนละกัน แต่เดี๋ยวสาย A มันก็จะหายไป) เดินหนีไปหาซื้ออะไรกินแถว ๆ นั้น หรือแม้แต่เผลอทำอย่างอื่นที่ละสายตาไปจากการจดจ่ออยู่ที่ถนน มันจะปรากฏตัวทันที! และมาแบบพุ่งผ่านหน้าไปอย่างกับรถแข่งที่วิ่งอยู่บนแทร็กเซอร์กิต หาใช่รถประจำทางขนส่งมวลชน มาแบบจอดแล้วปิดประตูใส่หน้าในจังหวะที่เรากำลังเผลอ หรือมาในจังหวะที่เรารอจนหมดความอดทน และตัดสินใจเดินหนีไปทำอย่างอื่น พอเห็นว่ามาก็วิ่งกลับมา ทว่ามาขึ้นรถไม่ทัน ด้วยประการฉะนี้ (เหตุการณ์พัง ๆ สมองจดจำได้ดีนักแล)

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ติงนังของรถเมล์ไทยก็คือ ความถี่รถแต่ละสายไม่เท่ากัน รถแต่ละสายมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน สายไหนมีรถเยอะก็ปล่อยถี่ สายไหนมีรถน้อยก็นาน ๆ ปล่อยที บางทีต้องรอให้คันเก่าไป-กลับให้ครบรอบ เพื่อวนกลับมาวิ่งรอบใหม่ มันก็เลยเป็นเรื่องธรรมชาติที่สายอื่น (ที่อาจมีรถมากกว่า) จะวิ่งถี่กว่า โอกาสที่เห็นบ่อยกว่า เราเลยรู้สึกว่ามันมีแต่สายอื่น หากมองในทางคณิตศาสตร์ ถ้ามีรถเมล์ผ่านป้ายนี้ 10 สาย ทว่าเรารออยู่แค่สายเดียว เชิงสถิติ โอกาสที่รถคันถัดไปที่จะเข้าป้ายจะ “ไม่ใช่” สายที่เรารอ คือ 90% เลยทีเดียว เราก็เลยรู้สึกว่าทำไมสายอื่นมันเยอะจัง ทั้งที่จริง ๆ มันแค่เป็นผลรวมของสายที่เราไม่ต้องการนั่นเอง ยิ่งถ้าสมองโฟกัสผิดจุดด้วยล่ะก็ มันจะเกิดปรากฏการณ์ที่รถที่ใช่ ยังไม่มาสักที! แต่รถที่ไม่ใช่ เห็นแล้วนับทุกคัน

นอกจากนี้ ต้องเข้าใจว่ารถเมล์ไม่ได้มาห่างกันเท่ากันเป๊ะทุกคัน เราอาจเดินไปถึงป้ายในช่วงที่รถสาย A เพิ่งผ่านไปเมื่อกี๊ (และเมื่อกี๊อาจเป็นช่วงที่รถสาย A มาถี่ ๆ เป็นขบวนจนจบไปชุดหนึ่งแล้ว ประมาณว่าคันแรกช้าเพราะรับคนเยอะ คันหลังที่ตามมาไม่ค่อยมีคนโบก จึงวิ่งผ่านป้ายได้ยาว ๆ จนไล่ทัน ก็เลยมาติด ๆ กัน คนอื่นที่รอรถสาย B อยู่ ก็จะเห็นว่าสาย A มันมาติด ๆ กัน 2-3 คัน) นั่นทำให้รถสาย A คันต่อไปที่กำลังมาเป็นช่วงที่เว้นระยะห่างนานแบบหายไปช่วงหนึ่ง ด้วยอาจเจอรถติด อาจเจอมวลชนเยอะกว่าคันก่อนหน้า เลยต้องจอดรับ-ส่งถี่ ๆ และนานกว่าปกติ เลยทำให้เรากลายเป็นคนที่เจอช่วงช่องว่างที่นานที่สุด ต้องยืนรอจนขาแข็ง

9. ความเชื่อ “รถที่ฉันไม่ขึ้น โล่งเชียวนะแก”

ความเชื่อต่อไปที่คุ้นเคยกันดีของคนที่ใช้บริการรถประจำทางก็คือ “คันที่ฉันไม่ขึ้น/ไม่มีฉันเนี่ย โล่งไปป่ะแก!!!” จนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่าเราพลาดอะไรไปวะ? หรืออาจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมฉันถึงต้องเป็นคนที่ตัดสินใจผิดพลาดตลอดเลยนะ ก็มันจริงไหมล่ะ! สมมติว่าปกติเราขึ้นรถสาย A เป็นประจำ แต่วันนี้มีธุระต้องออกนอกเส้นทางไปขึ้นสาย B รถสาย A ที่มาจอดตรงหน้าเรามันจะโล่งจนน่านั่ง (แต่วันนี้ไม่ขึ้นไง เลยเหมือนพลาด แถมมันยังหลอกหลอนเพราะมันขัดกับชุดข้อมูลเดิมที่เรามี ว่ามันต้องแน่นเสมอ พอมันโล่งเลยกลายเป็นเหตุการณ์ผิดปกติ) ส่วนสาย B ที่ปกติไม่ขึ้น ทุกทีเห็นมันมาจอดตรงหน้าก็โล่งดีมาโดยตลอด พอวันนี้ต้องใช้บริการ อื้อหือ! คนเป็นแสน! ทีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร คือถ้าเราขึ้นสาย A ตามปกติแล้วมันแน่น ก็คือมันปกติ (เหนื่อยเหมือนเดิม) แต่วันนี้ไม่ขึ้นแล้วมันโล่ง สมองจะบันทึกสิ่งที่พลาดหรือความล้มเหลวในการตัดสินใจได้รุนแรงมาก

ในอีกกรณี รถสาย A ที่ขึ้นประจำนี่แหละ แต่เราเห็นว่ามันมาติดกัน 2-3 คัน คันแรกที่เข้าป้าย รถอาจจะมีคนยืนบ้างแต่ไม่ได้แน่น เราก็คาดหวังว่าคันที่ตามมาข้างหลังน่าจะโล่งกว่า ชนิดที่มีที่ให้นั่ง เราก็เลยไม่ขึ้นคันแรกแล้วปล่อยไป เพื่อรอขึ้นคันใหม่ที่ตามมา ปรากฏว่าแจ็กพอต! คันนี้ไม่ใช่แค่ไม่โล่ง แต่ยังเบียดมากันแน่นเอี๊ยดชนิดที่แค่เห็นก็สิ้นหวังแล้วว่าจะเบียดขึ้นไปยังไง แล้วพอเห็นแบบนี้ก็ใจมันก็เสียแล้วไง คิดว่าถ้ารอคันต่อไปจะเจอหนักกว่านี้ไหมนะ เลยตัดสินใจขึ้นคันนี้แหละ เอาล่ะ! เดาออกใช่ไหมว่าฉากต่อไปคืออะไร คันที่ตามมาอีกคันคือโล่งแบบตะโกน! โล่งจนเตะฟุตบอลได้ นี่ยังไม่นับการเปรียบเทียบกับสาย B สาย C ที่วิ่งผ่านไปแบบหายใจสะดวกสุด ๆ ด้วยนะ ทีนี้เริ่มเอามือก่ายหน้าผากแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าทำไมชีวิตเรามันถึงได้ชีช้ำขนาดนี้!

ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งคิดว่าเราโชคร้าย (ก็โชคร้ายจริงแหละแค่อย่าไปคิด!) บางทีมันอาจมีอะไรมากกว่านั้นก็ได้ คำอธิบายก็คือ ในทางจิตวิทยา สมองคนเรามักจะจดจ่ออยู่กับสิ่งเราไม่ได้หรือไม่ได้เลือกมากกว่าสิ่งที่มีอยู่เสมอ ชวนคิดกับรถสาย A สายดีสายเดิม ที่คันแรกเราไม่เลือกเพราะมีคนยืน แม้ว่ามันจะไม่แน่น ทว่าเราคิดว่าไม่มีที่นั่ง คันที่สองตามมา เราเห็นว่ามันแน่น ขณะเดียวกันเราก็ยังเสียใจที่ปล่อยคันแรกไป และเริ่มกลัวว่าอีกคันที่ตามมาจะหนักข้อกว่านี้ เราเลยตัดสินใจขึ้นคันที่สอง ปรากฏว่าคันที่สามที่ตามมาและผ่านหน้าไป (ก็คันข้างหน้ากวาดคนไปหมดแล้ว ไม่มีคนโบก เลยวิ่งแซงได้) ดันโล่งเฉย สมองเรามันบันทึกภาพความสบายนั้นมาเปรียบเทียบกับความลำบากของตัวเองในตอนนี้ทันที ยิ่งเห็นความสบายของคนอื่นก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ เพราะเอามาเปรียบเทียบกับตัวเอง ตามมาด้วยความเจ็บใจ ปล่อยคันไม่แน่น = เจ็บ, เลือกผิดคัน = เจ็บ, เห็นคันว่าง = เจ็บ, อยู่คันแน่น = เจ็บแบบตะโกน!

นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายอื่นอีก เช่น มุมมองหลอกตา ก็ประมาณว่าคันที่เราไม่ได้ขึ้น มันเห็นภาพรวมทั้งคันจากด้านนอก แต่พอเป็นคันที่เราอยู่ข้างใน เรารู้สึกถึงความแออัดเต็ม ๆ ทั้งที่จริง ๆ คันที่เราเห็นว่าโล่งนั้น มันอาจเป็นที่ว่างปลอมก็ได้ เพราะเวลาเรามองจากข้างนอกรถที่กำลังวิ่งผ่าน เราจะเห็นแค่พื้นที่ตรงกลางที่ไม่มีคนยืน แต่เรามองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ (ที่นั่งเต็ม) หรือคนที่ยืนอัดกันอยู่ตรงประตูหลัง สรุปก็คือ มันอาจเป็นแค่ภาพลวงทางสายตาที่สมองเราสร้างขึ้นมาตอกย้ำความซวยของตัวเองก็ได้ หรือธรรมชาติของรถเมล์ที่จังหวะคนขึ้น-ลงจะไม่เท่ากัน คันที่ปล่อยคนลงกับคันที่เพิ่งรับคนเพิ่ม คันที่ดูโล่งอาจจะเพิ่งปล่อยคนลง โดยที่เพิ่งผ่านช่วงที่แน่นสุด ๆ มาแล้ว เรามาเห็นแค่ปลายทางที่มันโล่ง ส่วนคันที่โล่งมาตลอดเพิ่งจะมาแน่นจากการรับคน เพราะอาจมีการตัดหน้ากันมาในช่วงที่รถขาดระยะนานเกินไป ทำให้มีคนสะสมที่ป้าย พอคันแรกมาถึง มันเลยต้องกวาดคนทั้งหมดเข้าไปจนแน่นเอี๊ยด ส่วนคันที่ตามมาติด ๆ เนื่องจากไล่ทันกัน คันแรกรับคนไปหมดแล้ว คันที่สองที่เราเห็นเลยโล่งเชียว!

10. ความเชื่อ “ลงสิบคน (เฮ้อ! ค่อยพอมีที่หายใจ) แต่…ขึ้นใหม่ร้อยคน”

และความเชื่อสุดท้าย คือโศกนาฏกรรมระดับตำนานของสายยืนเบียดในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือแม้แต่เรือก็ตาม เมื่อเราเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยที่ต้องเบียดเสียดกันอยู่บนยายพาหนะชนิดนั้นแบบหายใจแทบไม่ออก พอรถ/เรือ จะเข้าป้าย/สถานี แปลว่าต้องมีคนลงแน่ ๆ ที่ลงจริงก็อาจจะ 5-10 คน มันทำให้เรารู้สึกว่า “เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว โล่งขึ้นแล้ว” ทันใดนั้นเอง! ความหวังที่ถูกจุดประกายขึ้นมาเพียง 3 วินาทีก็หายไปในพริบตา เมื่อพบว่ามีคนขึ้นใหม่จำนวนมากกว่าที่ลงไปเมื่อกี๊เสียอีก แบบที่มันก็แน่นกว่าเดิมสิเฮ้ย! จะร้องไห้! แล้วที่น่าแปลกคืออะไรรู้ไหม ปกติแล้วตามหลักฟิสิกส์ สสารต้องการที่ว่าง แต่บนยานพาหนะขนส่งมวลชนในเมืองไทยเนี่ย สสารสามารถบีบอัดและขยายตัวได้ไร้ขีดจำกัด! อย่างกับมีคาถาขยายพื้นที่ Capacious Extremis! แบบในแฮร์รี่ พอตเตอร์ เลยล่ะ

ทีนี้มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น ที่พื้นที่ที่ (เพิ่ง) ว่างเพียงเล็กน้อยบนยานพาหนะขนส่งมวลชนบ้านเราจากการที่คนลงไป 3 คน ถึงมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ดูดเอา 20 คนขึ้นมา มันเกิดจากการความต้องการที่จะรีบไปให้ถึงที่หมายโดยเร็ว แต่ระบบเวลาของการเดินทางมันไม่แน่นอน (โดยเฉพาะรถเมล์) ตอนเช้า คนรีบไปทำงาน ตอนเย็น คนอยากรีบกลับบ้านพักผ่อน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พฤติกรรม “ยัดได้ก็ยัด” เบียด ๆ กันเข้าไปหน่อย เพื่อน ๆ จะได้ไปทำงาน/กลับบ้านเหมือนกัน เมื่อรถมา คนที่รอก็คาดหวังโอกาสขึ้นอยู่แล้ว เพราะไม่รู้ว่าคันหน้ามันจะมาเมื่อไร ต้องรออีกนานแค่ไหน ทุกคนอยากรีบเดินทางให้ถึงที่หมายกันทั้งนั้น ผลก็คือ ความจุทางกายภาพของยานพาหนะ ≠ ความจุทางพฤติกรรม (ความจุจริง)

ก็นะ! ขนส่งมวลชนในบ้านเรามันค่อนข้างคาดเดาไม่ได้จริง ๆ ในช่วงเร่งด่วน ดีมานด์สูงเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้ามีเหตุให้ดีมานด์สะสม เช่น รถมาช้า/ขาดช่วง คนจะสะสมที่ป้ายจำนวนมาก นั่นทำให้พอมีรถมา คนก็จะแห่กันเบียดขึ้นไปในทุกป้ายที่รถจอด คนลงมีไม่กี่คน ในขณะที่คนที่ขึ้นกลายเป็นสต๊อกที่สะสมไปเรื่อย ๆ คนจำนวนไม่น้อยนั่งยาว โดยเฉพาะรถเมล์ที่นั่งยาวมันคุ้มราคาเดินทางมากกว่า คนจึงพยายามเลือกสายรถที่สามารถเดินทางได้ยาว ๆ ต่อเดียว ถ้ามีคนกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก รถก็จะต้องสต๊อกคนทั้งหมดนี้ไปตลอดเส้นทางด้วย ที่สำคัญ การขึ้น-ลงของคนในแต่ละป้ายมันไม่สมดุลอยู่แล้ว บางป้ายเป็นจุดปล่อยคน บางป้ายเป็นจุดรับคน ถ้าเจอป้ายที่รับคนหนัก ๆ คนขึ้นเยอะกว่าคนลงก็เป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ในทางจิตวิทยา เราเห็นการลงชัด แต่ประเมินการขึ้นต่ำ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราเห็นคนลงต่อหน้า มันนับได้ แต่คนขึ้นทยอยขึ้นหลายจังหวะ ดูเหมือนไม่เยอะ ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นแน่นกว่าเดิม และการที่มันแน่นขนาดนั้น เมื่อเห็นว่ามีคนลง สมองเราจะมีความหวังว่ามันจะโล่งขึ้นแล้ว (ถึงจะแค่นิดเดียวก็ตาม) เริ่มมีความหวังว่าจะได้นั่ง ได้จับเสา หรืออย่างน้อยก็หายใจคล่องหน่อย แต่กลไกของขนส่งมวลชน คือใครก็ใช้บริการได้ เมื่อมีคนพยายามยัดตัวขึ้นมาเพิ่มความแน่น ความหวังที่พอจะได้มีที่หายใจมันก็พังลงอย่างแรง ด้วยลักษณะของการขึ้นใหม่ โดยเฉพาะป้ายที่เป็นจุดรับคน มีคนลงน้อยกว่า มีคนขึ้นเยอะกว่า มันจะเกิดแรงดันมหาศาลจากข้างนอก ที่ดันฝูงชนเข้าสู่ที่ว่างนั้น แล้วแต่ละคนที่ขึ้นมาใหม่ก็มาพร้อมสัมภาระอย่างกระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ เป้ ถุงแกง ด้านในจะมีการจัดเรียงโมเลกุลของสสารใหม่ คนจะขยับเข้าไปทับที่ที่เพิ่งว่าง แล้วก็มีคนใหม่ขึ้นมาเสียบแทนที่เดิมที่เราเพิ่งจากมาทันที สุดท้าย เราก็แค่เปลี่ยนจากเบียดกับคนนี้ไปเบียดกับอีกคน ทั้งที่ขยับจากพิกัดเดิมไปแค่ 5 เซนติเมตรเท่านั้น

ความเชื่อเหล่านี้ อาจดูเป็นเรื่องตลก แต่ก็เกิดขึ้นจริงในความรู้สึกของคนที่เจอมันอยู่บ่อย ๆ เพียงแต่หาคำอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่สำคัญ หลายความเชื่อไม่ใช่แค่ความเชื่อที่เกิดจากการคิดไปเอง แต่มันมีหลักการที่อธิบายได้ว่าทำไมมันจึงเป็นแบบนี้!