ออกทริปเที่ยวกับเพื่อนสนิท ทำไมกลับมาเลิกคบกันเฉยเลย!

ใกล้เทศกาลวันหยุดยาวแบบนี้ หลายคนคงวางแผนไปเที่ยวปีใหม่กับแก๊งเพื่อนกันใช่ไหม อาจจะเป็นการชวนกันไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศด้วยกัน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนที่สนิทกันที่อยากจะไปเที่ยวหรือไปใช้เวลาร่วมกันในช่วงเวลาสุดแสนพิเศษแบบนี้ อย่างไรก็ดี กลับมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ดันมีประสบการณ์สุดแย่จากการที่ไปเที่ยวกับเพื่อน อาจเป็นการทะเลาะกันระหว่างทริป เผชิญหน้ากับสร้างบรรรยากาศอึมครึมจนทริปเที่ยวกร่อย หรือภายนอกอาจจะดูปกติกันดี แต่ภายในเริ่มสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป แล้วพอกลับมาจากทริปเที่ยว ต่างคนก็ค่อย ๆ เฟดหายไปจากชีวิตกันและกัน ท้ายที่สุดก็คือไปถึงจุดที่เลิกคบกันเลยก็มี!

ก็ใครจะไปคิดกันล่ะว่าแค่การไปเที่ยวกับเพื่อน มันจะเป็นบททดสอบที่ท้าทายมิตรภาพระหว่างกันได้ขนาดนี้ เพราะคงไม่มีคาดคิดหรอกว่าการที่คนเราจะไปออกทริปเที่ยวสนุก ๆ กับเพื่อนฝูง มันอาจจะลงเอยด้วยการ “เสียเพื่อนสนิท” ไปโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ด้วยเพราะอะไรถึงทำให้การออกทริปไปเที่ยวกับเพื่อน ทำให้เหล่าบรรดาเพื่อนรักเลิกคบกันมานักต่อนักแล้ว

ใกล้ชิดกันเกินไปจนไม่มีเวลาแยกย้ายไป reset อารมณ์

ชีวิตปกติธรรมดาของคนที่เป็นเพื่อนกัน ก็คือพบเจอกันระหว่างวัน จากนั้นก็แยกย้ายบ้านใครบ้านมัน ถ้ามีอารมณ์หงุดหงิดนิดหน่อย พอถึงบ้าน ได้พัก ได้นอนสักตื่น เดี๋ยวก็ลืมแล้ว แต่การไปเที่ยวทำให้เราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา เผลอ ๆ ก็นอนด้วยกันเพราะมันประหยัดกว่า แล้วสิ่งสำคัญก็คือการไปเที่ยว มันคือการที่เราทุ่มเทเวลาทั้งวันไปกับการเดินทาง มันมีความเหนื่อย ความล้า ความอ่อนไหวที่คุกรุ่นอยู่ในใจแต่ละคนอยู่แล้ว พอร่างกายหมดแรง อารมณ์ก็ไม่มั่นคง แถมยังไม่มีเวลาส่วนตัว ไม่มีพื้นที่หายใจให้ปลีกตัวไปอยู่คนเดียวเพื่อชาร์จพลัง ความขุ่นเคืองก็จะถูกเก็บสะสมไว้ และพร้อมจะระเบิดออกมาแม้กับเรื่องเล็กน้อย

ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน แต่ดันไม่มีใครพูดตรง ๆ

เมื่อตัดสินใจไปเที่ยวด้วยกัน ต่างคนต่างก็คิดว่า “นี่คือทริปในฝัน” แต่น้อยคนที่จะสื่อสารให้ชัดเจนแต่แรกว่าเป้าหมายหลัก “ของตัวเอง” ในทริปนี้คืออะไร เราจึงมักคิดไปเองว่าเพื่อนน่าจะรู้ว่าเราต้องการอะไร หรือคิดแทนเพื่อนว่าแผนเที่ยวนี้เพื่อนน่าจะโอเค เช่น เราอาจมีเป้าหมายเพื่อพักผ่อน ชาร์จพลังเงียบ ๆ ในที่ที่สงบและสวยงาม แต่เพื่อนอาจมีเป้าหมายเพื่อไปชอปปิง ไปนั่งร้านอาหารร้านดังตามรีวิว แล้วถ่ายรูปสวย ๆ โพสต์ลงโซเชียลมีเดียก็ได้ พอเป้าหมายไม่ตรงกัน มันจะมีคนที่ถูกดึงให้ไปตามเส้นทางของอีกฝ่ายโดยไม่เต็มใจ จนไม่ได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ ทั้งยังเกรงใจเพื่อนจนไม่กล้าปฏิเสธหรือขอในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จากนั้นก็เริ่มเก็บความอึดอัดไว้แล้วมาระเบิดทีหลัง

ไลฟ์สไตล์และรสนิยมการเที่ยวที่แตกต่างกัน

การเป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีนิสัยหรือรสนิยมในการเที่ยวเหมือนกัน มันไม่ใช่การเดินห้าง การไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ต่างคนก็มีสไตล์การเที่ยวในแบบของตัวเอง แล้วไหนจะไลฟ์สไตล์ส่วนตัวอีก คนหนึ่งตื่นเช้าอีกคนตื่นสาย พอคนหนึ่งตื่นก็ทำเพื่อนตื่นตาม เพื่อนนอนไม่พอ หงุดหงิดง่าย หรือแค่เวลาตื่นไม่ตรงกันก็กลายเป็นปัญหา เพื่อนตื่นสายกว่าที่วางแผนไว้ ทำให้แผนการเที่ยวในวันนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนกะทันหัน และทุกกิจกรรมก็จะกลายเป็นความขัดแย้ง หรือถ้าคนหนึ่งตรงเวลาเป๊ะ แต่อีกคนสายตลอด การต้องรอเพื่อนซ้ำ ๆ ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งรีบ ก็ทำให้ความอดทนลดลง ถ้าไม่เคยคุยกันหรือตกลงกันก่อน ก็เตรียมรับมือกับสงครามประสาทได้เลย

เรื่องเงิน ตัวจุดชนวนระเบิดในทุกความสัมพันธ์

เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่พี่น้องคลานตามกันมายังตัดขาดไม่เผาผี แล้วนับประสาอะไรกับเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกัน แต่ละคนจะมีระดับความประหยัด ความฟุ่มเฟือยไม่เท่ากัน คนหนึ่งอาจคิดว่ามาเที่ยวทั้งทีก็ต้องจัดหนักจัดเต็ม ฉันทำงานเก็บเงินมาเป็นปี ๆ ก็เพื่อการนี้ แต่อีกคนอาจจะแค่อยากเที่ยว ทว่างบที่มีมันไม่ได้มากพอจะฟุ้งเฟ้อตามใจชอบได้ จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ไม่ยุติธรรม” ขึ้น ทำไมฉันต้องจ่ายแพงตามเธอ? หรือทำไมฉันต้องประหยัดเกินเหตุ? ไหนจะปัญหาเรื่องการจ่ายเงินย่อย ๆ อย่างใครออกเงินก่อน ใครต้องทวง ใครลืมคืน ใครหารเยอะกว่าน้อยกว่า ที่นี่ฉันไม่ได้อยากมาทำไมต้องหาร พอมันแตะเส้นของความไม่เป็นธรรม ก็เกิดความไม่พอใจ

ตัวตนจริง ๆ ของแต่ละคน คือสิ่งที่เพื่อนไม่รู้ในระดับผิวเผิน

ในทุก ๆ การเดินทางจะมีความเครียดแฝงอยู่เสมอ อาจจะหลงทาง อากาศแย่ หิวไส้กิ่วแต่ยังตกลงเรื่องร้านอาหารกันไม่ได้ หรือแม้แต่ความไม่เป็นระเบียบของเพื่อนแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มันขัดใจ อย่างการรื้อของในกระเป๋าออกมาวางเกลื่อนกลาด ใช้ห้องน้ำนาน หรือนอนแบบไม่ปิดไฟ มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่สบอารมณ์ได้ทั้งนั้น และเมื่อคนเราเหนื่อยหรือหงุดหงิด ก็อาจจะเริ่มแสดงตัวตนด้านที่ไม่น่ารักออกมา เช่น หงุดหงิดใส่ ทำหน้าตึงแต่พอถามว่าเป็นอะไรก็บอกเปล่า บางทีก็ทำหูทวนลมถามอะไรก็ไม่พูดไม่จา โยนความผิด หรือบ่นไม่หยุด ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมที่เราอาจไม่เคยเห็นด้านนี้ของกันและกันในสถานการณ์ปกติ แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกัน “ตัวตนจริง” ของแต่ละคนก็ถูกปล่อยออกมาชนกัน

ความเป็นทีมที่ไม่มีตั้งแต่แรก

การไปเที่ยวกับเพื่อนอาจจะเป็นการไปกันแค่สองคนฉันกับเธอหรือไปกันเป็นกลุ่ม มันจึงเป็นธรรมดาที่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ถูกตั้งให้เป็นผู้นำของทริปโดยไม่ได้ตั้งใจ ให้เป็นคนที่คอยประสานนู่นนี่นั่นหรือวางแผนทริปเที่ยว และด้วยความที่ไว้ใจกันเกินไป พอเพื่อนถามว่าจะไปที่ไหนบ้างหรือจะไปกินอะไรกันดี ก็โยนคำตอบมาแบบ “อะไรก็ได้ เธอจัดการเลย” เพื่อนก็เลยตัดสินใจแทนให้ แต่พอถึงเวลาหน้างานจริง ๆ ดันไม่ชอบสิ่งที่เพื่อนเลือก ก็จะเริ่มโยนกันไปมา คนหนึ่งก็หงุดหงิดที่ว่าตอนขอความคิดเห็นก็ไม่ให้ ไม่ช่วยวางแผน พอตัดสินใจแทนก็ไม่พอใจ อีกคนก็โมโหที่เพื่อนเลือกอะไรไม่เข้าท่า ไม่โดนใจ คิดแล้วแต่ไม่เอามาถามความพอใจก่อนว่าโอเคไหม สุดท้ายก็ตีกัน

ความสนิท ทำให้ขาดความเกรงใจ

คนเราน่ะนะยิ่งสนิทกันมากเท่าไร ความเกรงใจก็มีน้อยลงเท่านั้น สังเกตง่าย ๆ ว่าเรามักจะใจเย็น ควบคุมอารมณ์กับคนที่ไม่ค่อยสนิท แต่จะหัวร้อน ใส่อารมณ์กับคนใกล้ตัวเป็นประจำ และเพราะคำว่า “สนิท” นี่แหละที่ทำให้คนบางคนพูดอะไรออกมาโดยไม่กรองหรือทำอะไรโดยไม่คิด ไม่คำนึงว่ามันจะแสลงหูคนฟังหรือทำให้คนอื่นไม่พอใจ ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือการพูดแซวเล่นโดยไม่อ่านสถานการณ์ คิดว่าเพื่อนจะขำแต่เพื่อนไม่ขำ การพูดที่ไม่รักษาน้ำใจ หรือเผลอใช้น้ำเสียงไม่ดีตอนที่ตัวเองหงุดหงิดแล้วคิดว่าเพื่อนจะเข้าใจ แต่ในสถานการณ์ที่ทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมด เรื่องมันยิ่งแย่ เมื่อเห็นว่าเพื่อนคนนี้ไม่มีความเกรงใจกันเลย ก็อย่าร่วมทางกันอีกเลยดีกว่า

การไปเที่ยวกับเพื่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนในทริปควรจะสนุกและได้รับความสุขเหมือนกัน แต่ในเมื่อปัญหาหลาย ๆ อย่างข้างต้นทำให้ใครคนหนึ่ง (หรือทุกคน) ในทริปรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรู้สึกในด้านลบมากกว่าด้านบวกจากทริปนี้ มันก็จะตามมาด้วยการผิดใจกันจนเลิกคบค้าสมาคมกันไป ซึ่งทางแก้ในกรณีแบบนี้ มีแค่ทางเดียวคือ ต้อง “สื่อสาร” กันให้ดี ๆ ต้องคุยละเอียดมากขึ้นถึงรายละเอียดในทริปว่าจะอะไรยังไง และที่สำคัญคือ เมื่อกล้าพูดว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน “การยอมรับความต่าง” ของกันและกันให้ได้ตั้งแต่ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันเป็นเรื่องจำเป็น อย่างน้อยก็ยังมีเวลาตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้กับทริปนี้