เมื่อมีการสูญเสียอย่างการเสียชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน คนรู้จักทั่วไป หรือแม้แต่การสูญเสียระดับประเทศของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สิ่งที่มักตามมาในช่วงของการทำพิธีหรือพระราชพิธีก็คือ “การไว้ทุกข์” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำกันทั่ว ๆ ไปเป็นปกติเมื่อมีการสูญเสียอยู่แล้ว โดย “ธรรมเนียมในการไว้ทุกข์” เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งมารยาททางสังคมและรากวัฒนธรรมไทย ที่แสดงออกถึง “ความอาลัยและความเคารพต่อผู้ล่วงลับ” ซึ่งยังคงถือเป็นมารยาทสำคัญที่คนไทยให้ความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน
การไว้ทุกข์ คืออะไร
การไว้ทุกข์ คือ การแสดงความเศร้า ความอาลัย และความเคารพต่อผู้ล่วงลับ โดยใช้ “การแต่งกาย สีเสื้อผ้า กิริยา วาจา และการดำเนินชีวิต” ในการแสดงออกถึงความสงบ สุภาพ สำรวม และให้เกียรติแก่ผู้ตายและครอบครัวของผู้ตาย ในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย
จุดเริ่มต้นของการไว้ทุกข์ คาดว่าน่าจะมีที่มาจากความโศกเศร้าเสียใจและความอาลัยอาวรณ์ของเหล่าญาติ ๆ ต่อผู้ตาย ที่แสดงออกถึงความรู้สึกทุกข์จากการสูญเสียและมีการทำตัวให้แปลกไปจากปกติในช่วงที่ยังทำใจยอมรับการจากไปไม่ได้ เช่น การร้องไห้รำพัน การไม่แต่งตัวจัดจ้าน ไม่หวีผม ฯลฯ จากพฤติกรรมรูปแบบซ้ำ ๆ ของมนุษย์ที่มักแสดงออกคล้าย ๆ เมื่อเกิดความสูญเสีย ก็เริ่มกลายเป็นแบบแผนที่ทำสืบต่อกันมา เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม และพัฒนากลายเป็นประเพณี
อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ ไม่ใช่ธรรมเนียมเฉพาะของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นธรรมเนียมสากลที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ เป็นการแสดงออกถึงมารยาททางสังคม อันเป็นคุณลักษณะอันพึงมีของสุภาพชนและผู้มีอารยะ โดย “สีดำ” ถือเป็นในการแต่งกายไว้ทุกข์ที่มีความเป็นทางการสากลและสุภาพมากที่สุด
ธรรมเนียมโบราณในการไว้ทุกข์ในสังคมไทย
ข้อมูลจากรายการไทยศึกษา จัดทำโดยสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางช่อง YouTube: Chula Radio Plus ผู้ดำเนินรายการคือ อ.วราภรณ์ จิวชัยศักดิ์ สถาบันไทยศึกษา และวิทยากร ผศ.ดร.ดินาร์ บุญธรรม ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ของคนไทย ว่าช่วงเวลาของการไว้ทุกข์ 1 ปีตามประกาศจากทางรัฐบาล แต่โบราณเรียกว่า “การไว้ทุกข์ใหญ่” หรือมีภาษาที่เรียกกันแต่โบราณว่า “การเข้าทุกข์ใหญ่” ซึ่งจะคู่กับการออกทุกข์ เมื่อครบกำหนดเวลา
ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ในสังคมไทยแต่โบราณนั้น จริง ๆ แล้วตามคติโบราณมีเสื้อผ้าสีเดียวคือ “สีขาว” โดยจะเรียกว่า การนุ่งห่มเครื่องขาว เป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของไทยที่มีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ซึ่งการเข้าทุกข์ใหญ่ด้วยเครื่องขาว โอกาสที่เห็นได้ชัดและปรากฏอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยนั้น จะทำกันในวาระที่พระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต และจะเข้าทุกข์ใหญ่กันตลอดระยะเวลาของพระราชพิธีพระบรมศพ ตั้งแต่วันแรกที่เสด็จสวรรคต ไปจนถึงจบงานพระเมรุ หรืองานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีการออกกฎหมายให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ข้าราชการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าทุกข์ด้วยเครื่องขาว
นอกจากนี้ ยังมีธรรมเนียม (ซึ่งเป็นพระราชกำหนดกฎหมาย) ที่กำหนดให้ราษฎรทั่วไปทั้งหญิงและชายต้องโกนศีรษะ ไว้ทุกข์ร่วมด้วย ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจากคติพราหมณ์ในอินเดีย เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสูงสุดของมหาชนที่พึงแสดงออกต่อพระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่มีสถานะสูงสุดตามโครงสร้างทางสังคมในยุคโบราณ โดยการเข้าทุกข์ด้วยเครื่องขาวในงานพระบรมศพนี้ เป็นธรรมเนียมที่ทำสืบมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์
อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานที่ปรากฏในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พบว่าหลักการเข้าทุกข์ด้วยเครื่องขาว น่าจะเป็นธรรมเนียมสำหรับเฉพาะผู้น้อยไว้ทุกข์ผู้ใหญ่ หรือก็คือผู้ที่มีศักดิ์ต่ำกว่าหรือมีอายุน้อยกว่าผู้ตาย แต่ในกรณีที่ผู้มีศักดิ์สูงกว่าหรือมีอายุมากกว่าผู้ตาย จะไม่จำเป็นต้องแต่งสีขาวเพื่อไว้ทุกข์ แต่ไม่พบหลักฐานว่ากำหนดให้ใช้เสื้อผ้าสีอะไรเป็นสีเฉพาะ
ความเข้าใจดังกล่าว เกิดขึ้นขึ้นปลายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อพระราชธิดาที่ทรงรักมากสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเครื่องขาวเพื่อไว้ทุกข์ให้พระราชธิดา และเสด็จออกในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพด้วยเครื่องขาวเช่นกัน โดยทรงออกพระโอษฐ์ว่า “ลูกคนนี้รักมากต้องแต่งขาวให้” จนเป็นธรรมเนียมสืบมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระราชธิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ทรงเครื่องขาวเสด็จออกในการบำเพ็ญพระราชกุศลและในงานพระเมรุ
การไว้ทุกข์ในยุคเปลี่ยนผ่าน สู่ “สีดำ” ในการไว้ทุกข์สมัยใหม่
ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ของคนไทยจากสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ประเทศสยามรับอารยธรรมและวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ “สีดำ” กลายเป็นสีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการไว้ทุกข์ของคนไทย และต่อการแต่งกายไปในพิธีศพของคนไทย โดยมีหลักฐานว่า “สีดำ” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตก ได้เข้ามามีบทบาทในงานศพ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สยามประเทศเปิดรับคติและธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างมาจากตะวันตก
ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะพบว่าสีดำ ไม่ใช่สีเดียวที่ใช้สำหรับไว้ทุกข์ โดยเฉพาะการไว้ทุกข์ของหลวง ทว่าสีขาวยังคงเป็นสีหลักในการใช้ไว้ทุกข์หรือการเข้าทุกข์ใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต ก็ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ราษฎรทั้งหลาย แต่งกายไว้ทุกข์ด้วยสีขาว เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้เจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ธรรมเนียมการโกนศีรษะก็ยังมีอยู่
แต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริและออกเป็นประกาศ ว่าหากถึงงานพระบรมศพของพระองค์เอง ให้ยกเลิกธรรมเนียมการโกนศีรษะไว้ทุกข์ของราษฎร เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน สะท้อนให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดของแผ่นดินในช่วงนั้นทรงเริ่มเข้าพระทัยและเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชน เพราะเราติดต่อกับประเทศตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยทรงปรับรูปแบบการไว้ทุกข์ในงานพระบรมศพหลายอย่าง รวมถึงเรื่องสีไว้ทุกข์
ซึ่ง “สีขาว” ยังคงเป็นสีที่กำหนดให้ใช้ในการไว้ทุกข์พระเจ้าแผ่นดิน หรือผู้น้อย (ผู้มีศักดิ์ต่ำกว่า ผู้มีอายุน้อยกว่า) แต่งไว้ทุกข์ให้ผู้ตาย “สีดำ” เข้ามามีบทบาทในฐานะที่ผู้ใหญ่ (ผู้มีศักดิ์สูงกว่า ผู้มีอายุมากกว่า) แต่งไว้ทุกข์ให้ผู้ตาย และนอกเหนือจากนั้น ยังมีสีม่วง สีน้ำเงิน สีน้ำตาล และสีเทานกพิราบ 4 สีนี้เป็นที่นิยมสำหรับการไว้ทุกข์ของผู้ที่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์หรือเกี่ยวดองกับผู้ตาย แต่จะต้องไปงานศพผู้ตาย โดยเฉพาะ “สีม่วง” เป็นสีสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติกับผู้ตาย แต่มีสถานะเสมือนลูกน้องหรือผู้รับใช้ ธรรมเนียมดังกล่าวถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงสมัยที่สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ยุครัฐนิยม ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก
เมื่อสยามประเทศเปลี่ยนผ่านมาเป็นประเทศไทย และเข้าสู่ยุครัฐนิยม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปรับคตินิยมเรื่องต่าง ๆ ในประเทศไทยให้มีความทันสมัยและมีอารยะมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการแต่งกาย “สีดำ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลของการไว้ทุกข์ ถูกผลักดันให้เป็นสีหลักที่ใช้ในการไว้ทุกข์และการไปงานศพอย่างเป็นทางการ ธรรมเนียมการแต่งขาวเพื่อไว้ทุกข์ครั้งสุดท้าย เข้าใจว่าเกิดขึ้นเมื่องานพระราชพิธีพระศพ คือเมื่อครั้งสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งสิ้นพระชนม์ในช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้น ความนิยมในการใช้สีขาวสำหรับไว้ทุกข์ก็เปลี่ยนไปตามรัฐนิยมของรัฐบาล การไปงานศพสำหรับผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว หรือสำหรับข้าราชการ สีเดียวที่แต่งคือสีดำ และสีเดียวสำหรับไว้ทุกข์ก็คือสีดำ ส่วนสีขาว จะใช้เป็นสีการแต่งกายสำหรับผู้เยาว์หรือเด็ก ๆ สวมใส่เมื่อไปงานศพหรือไว้ทุกข์ ส่วนสีอื่น ๆ อย่างสีม่วง สีน้ำเงิน สีน้ำตาล และสีเทา ยังคงนิยมเป็นสีไว้ทุกข์อยู่ แต่ไม่ใช่สีไว้ทุกข์ที่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความนิยมในการไว้ทุกข์ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีสีอื่น ๆ ที่อนุโลมให้สวมใส่ได้สำหรับไว้ทุกข์ ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นสีดำเท่านั้น
ปัจจุบัน การไว้ทุกข์ระดับประเทศ เมื่อมีการสูญเสียบุคคลสำคัญของแผ่นดิน และมีงานพระราชพิธี จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการประกาศ (หรือขอความร่วมมือ) ให้ประชาชนทั่วประเทศไว้ทุกข์ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำหรือสีสุภาพ งดจัดงานรื่นเริง และลดโทนสีของสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อถวายความอาลัย
ข้อปฏิบัติในปัจจุบันและมารยาททางสังคม
เนื่องจากการแต่งกายไว้ทุกข์ไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นธรรมเนียมสากลที่ถือปฏิบัติกันทั่วโลก โดยใช้สีดำสำหรับแต่งกายไว้ทุกข์ที่มีความเป็นทางการและมีความสุภาพมากที่สุด การแต่งกายไว้ทุกข์ ยังเป็นการแสดงออกถึงมารยาททางสังคมของสุภาพชนและผู้มีอารยะที่พึงกระทำ แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดว่าการไว้ทุกข์ของประชาชนทั่วไปเป็นการขอความร่วมมือ ไม่ได้มีการบังคับ ไม่ได้มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่จะไม่แต่ง แต่ทั้งนี้ผู้คนก็ควรตระหนักถึงกาลเทศะควบคู่ไปกับสิทธิส่วนบุคคลด้วย เพราะการคำนึงถึงกาลเทศะ ความเหมาะควรตามเวลาและสถานที่ คือมารยาททางสังคมที่สากลโลกถือปฏิบัติ
ในปัจจุบัน ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ได้ปรับเปลี่ยนเป็นการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำเป็นหลัก ตามค่านิยมจากตะวันตก และตามระเบียบที่รัฐบาลประกาศใช้ในแต่ละยุคสมัย โดย “สีดำ” ถือเป็นสีเดียวที่ใช้สำหรับการไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการในสถานที่ราชการ และในเขตพระราชฐาน ทว่าสำหรับบุคคลทั่วไป เสื้อผ้าสีขาว, สีเทา, สีน้ำเงินเข้ม, หรือเขียวเข้มหม่น ๆ ก็ยังอนุโลมให้แต่งได้ รวมถึงการติดโบว์ดำเพื่อไว้ทุกข์ ก็เป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยผ่อนคลายสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหาเสื้อผ้าสีดำได้ หรือผู้ที่ต้องสวมเครื่องแบบขององค์กร รวมถึงผู้ที่ไม่ควรแต่งกายไว้ทุกข์ ซึ่งก็คือสุภาพสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ตามธรรมเนียมเดิมถือว่าไม่ควรแต่งชุดดำเพื่อไว้ทุกข์
การขอความร่วมมือให้ไว้ทุกข์ = วิถีประชาที่คนทั่วไปให้ความร่วมมือปฏิบัติตาม
ตามแนวคิดสังคมวิทยา การอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นสังคม จะมีสิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างทางสังคม” ซึ่งเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่มีระเบียบแบบแผนร่วมกัน มีองค์ประกอบหลักคือกลุ่มสังคม สถาบันทางสังคม และสถานภาพและบทบาท โครงสร้างนี้จะกำหนดพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของสมาชิกในสังคม เพื่อให้สังคมมีความเป็นระเบียบและมั่นคง โดยจะมี “การจัดระเบียบทางสังคม” เป็นกระบวนการที่สร้างกฎเกณฑ์และแบบแผนให้สมาชิกยึดถือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ
การจัดระเบียบทางสังคม จะมีองค์ประกอบคือ “บรรทัดฐานทางสังคม” ซึ่งเป็นระเบียบแบบแผนพฤติกรรม กฎเกณฑ์ หรือคตินิยมที่สังคมกําหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางให้บุคคลยึดถือและปฏิบัติ และจะมี “การควบคุมทางสังคม” ที่เป็นกระบวนการทางสังคมในการจัดระเบียบพฤติกรรมมนุษย์หรือสมาชิกในสังคม ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยการจูงใจหรือการลงโทษ การควบคุมทางสังคมนี้จะแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงระดับที่เข้มงวด และมีสภาพบังคับทางกฎหมาย
บทเรียนในวิชาสังคมศึกษาสมัยมัธยม บรรทัดฐานทางสังคม จะประกอบด้วย “วิถีประชา” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปในสังคมปฏิบัติ หรือเป็นการปฏิบัติที่ทำเป็นประจำจนเกิดความเคยชิน “จารีต” เป็นแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับศีลธรรม และ “กฎหมาย” ซึ่งเป็นระเบียบให้ทุกคนต้องทำตาม เมื่อมีบุคคลไม่ทำตามบรรทัดฐานทางสังคม คนผู้นั้นจะถูกลงโทษตามกลไกการควบคุมทางสังคม หากละเมิดวิถีประชา มักจะถูกตำหนิ นินทา หรือต่อว่าเท่านั้น และไม่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงทางศีลธรรม หากละเมิดจารีต มักจะถูกต่อต้าน ถูกประณามอย่างรุนแรง การไม่คบค้าสมาคมด้วย หรือถูกขับไล่ออกจากชุมชน และหากละเมิดกฎหมาย จะได้รับโทษตามกฎหมายของรัฐ
อย่างไรก็ดี ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ของประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์สูญเสียครั้งสำคัญของแผ่นดิน ที่ทางรัฐบาลออกประกาศด้วยคำว่า “ขอความร่วมมือ” ไม่ใช่การบังคับว่าจะต้องทำตาม การที่คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามตามกาลเทศะ อาจถือเป็นบรรทัดฐานขั้น “วิถีประชา” ที่คนทั่วไปในสังคมยินดีให้ความร่วมมือหรือปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกขอความร่วมมือ ดังนั้น เมื่อหากมีคน “ไม่ปฏิบัติตาม” มันก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงทางศีลธรรมแต่อย่างใด หากคนกลุ่มนี้จะถูกลงโทษเรื่องที่ปฏิบัติตัวไม่ถูกกาลเทศะ หรือละเลยมารยาททางสังคม การลงโทษตามกลไกการควบคุมทางสังคมมักจะเป็นการถูกตำหนิ นินทา หรือถูกต่อว่าเท่านั้น ไม่ควรจะรุนแรงไปมากกว่านี้
แต่ปัจจุบัน เรื่องมันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะความผิดกาลเทศะ หรือผิดมารยาททางสังคม ที่ควรจะถูกลงโทษแค่การติฉินนินทาตามกลไกทางสังคม มันได้ก้าวข้ามเส้นบาง ๆ ระหว่างการควบคุมทางสังคมไปสู่ความรุนแรงในทางจิตวิทยา จากแค่ “คำติฉินนินทา” กลายเป็น “การล่าแม่มด” ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึง “พลังของการตัดสินโดยสังคม” เมื่อคนหมู่มากใช้ “มาตรฐานส่วนตัว” หรือ “ค่านิยมของกลุ่ม” เป็นเครื่องมือกดทับผู้อื่น
สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ เมื่อเราอยู่รวมกันเป็นสังคม มันมีกลไกมากมายที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมคนในสังคม นี่เป็นเรื่องปกติและธรรมดามาก ๆ การทำอะไรสวนกระแสสังคม หรือสวนทางแนวปฏิบัติที่คนทั่วไปในสังคมปฏิบัติ ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะตามหลักมารยาทสากล สิทธิส่วนบุคคลจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการมีมารยาททางสังคมและรู้จักกาลเทศะ เมื่อละเมิด ก็จะเจอกับคำติฉินนินทา “คำพูดของคน” จะทำหน้าที่เหมือนกฎที่ไม่ได้เขียนไว้ ใครทำผิดขนบ หรือใช้ชีวิตต่างจากบรรทัดฐาน จะถูก “นินทา” ซึ่งในระดับนี้ยังเป็นเพียงแรงกดดันทางสังคม เพื่อให้กลับเข้าสู่กรอบเดิมของชุมชน และมันจะทำหน้าที่เหมือน “กลไกควบคุมพฤติกรรม” มากกว่าจะเป็นการลงโทษ
แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถ้ามันข้ามเส้นไปสู่ “การล่าแม่มด” ผลที่ตามมาจะรุนแรงกว่ามาก
ระวัง! จากคำติฉินนินทา สู่การล่าแม่มด
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดีย ทำให้เสียงนินทาไม่ได้จำกัดอยู่ในวงเล็ก ๆ อีกต่อไป เพราะมันสามารถขยายเป็นไฟลามทุ่งของการตัดสินหมู่ได้อย่างรวดเร็ว จึงเกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า “ล่าแม่มด” ขึ้น
ความหมายเดิมของการล่าแม่มด เริ่มมาจากยุโรปยุคกลาง ที่ “แม่มด” คือสัญลักษณ์ของคนที่คิดต่าง หรือถูกมองว่าเป็นภัยต่อศาสนา สังคมที่ไม่เห็นด้วย จึงลงมือ “ทำลาย” เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองและกำจัดสิ่งที่เห็นว่าไม่เข้าพวก เมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดในยุคปัจจุบัน ที่ใครก็ตามที่ “ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ” อย่างเช่นการไม่ร่วมแต่งกายไว้ทุกข์ ใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด ในขณะเดียวกันกับที่คนเกินครึ่งของสังคมให้ความร่วมมือ คนผู้นั้นจะถูกลงโทษในลักษณะของการทำลายชื่อเสียง การขับออกจากสังคม หรือการประณามอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ในความเป็นจริง การไม่ทำตามบรรทัดฐานขั้นวิถีประชา แค่โดนติฉินนินทาก็เพียงพอแล้ว
หรือถ้าเข้าใจในหลักสิทธิส่วนบุคคล ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปใส่ใจอะไรมากมายกับการที่คนอื่นเขาจะทำหรือไม่ทำ มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ใครใคร่ทำทำ ใครใคร่ไม่ทำก็ไม่ทำ เพราะท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีกฎหมายบังคับ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เลือกที่จะไม่ทำตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมปฏิบัติ ก็จะอ้างถึงสิทธิส่วนบุคคลอย่างเดียวไม่ได้เช่นกัน ตามแนวคิดสังคมวิทยา ถ้าเข้าใจในสิทธิส่วนบุคคล ก็ต้องเข้าใจถึงโครงสร้างทางสังคม การจัดระเบียบทางสังคม บรรทัดฐานทางสังคม การควบคุมทางสังคม รวมถึงมารยาททางสังคมด้วย ว่าถ้าปฏิบัติตนผิดจากที่สังคมปฏิบัติ การจะถูกตำหนิ นินทา หรือต่อว่า มันเป็นไปตามกลไกปกติทางสังคม หากไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่ถูกล่าแม่มด
เพราะในบริบทของสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คนที่แสดงทำตัวนอกกรอบ มักถูกมองว่าเป็นผู้ที่ก่อความวุ่นวายในการอยู่อย่างสันติ และการ “ละเมิดวิถีประชา” ก็จะถูกซุบซิบนินทาไปตามระเบียบ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในสังคมที่ห้ามไม่ได้ แต่ถ้าการลงโทษมันเกินขอบเขตจากคำติเตียนเพียงเล็กน้อย ไปสู่การรุมประณาม การทำให้อับอาย หรือถูกตัดขาดจากชุมชน นี่จะกลายเป็นจุดที่ “สังคมเริ่มล่าแม่มดโดยไม่รู้ตัว” เพราะเสียงของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมมันล้ำเส้นจาก “การตักเตือน” ไปเป็น “การทำลาย”
เพราะทั้งเป้าหมาย วิธีการ พลังขับเคลื่อน และผลลัพธ์ ของ “ติฉินนินทา” กับ “ล่าแม่มด” มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง “ติฉินนินทา” มักมีเป้าหมายเพื่อควบคุมพฤติกรรม หวังผลให้ผู้ที่ถูกตำหนิปรับปรุงตัว มักใช้วิธีการพูดต่อ ๆ กัน ตักเตือน โดยมีพลังขับเคลื่อนเป็นเรื่องของค่านิยมในสังคม หรือความเหมาะควรตามกาลเทศะที่คนในสังคมถือปฏิบัติตามกัน
แต่ “ล่าแม่มด” จะมีเป้าหมายเพื่อทำลายตัวตน หวังผลให้ผู้ถูกล่าเสียชื่อ เสียอาชีพ หรือหมดอนาคต ใช้วิธีการประณามรุนแรง รุมด่า ขุดคุ้ยเรื่องอื่นมาด่า เพราะพลังในขับเคลื่อนคือความโกรธ ความกลัว ความสะใจ จากความเห็นต่างมากกว่า เพราะฉะนั้น จึงควรระมัดระวังในการลงโทษคนที่เห็นต่าง หรือเห็นไม่พ้องกับสังคมของคนส่วนใหญ่ อย่าให้มันไปถึงขั้นของการล่าแม่มด เพื่อหวังแค่สะใจที่ได้กำจัดคนที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน





























