หลายคนอาจเคยได้ยิน “สินค้า GI” หรือเคยเห็นสินค้าที่มี “ตราสัญลักษณ์ GI” ติดไว้บนผลิตภัณฑ์ของชุมชนกันมาบ้างใช่ไหม ด้วยความที่มันปรากฏอยู่บนสินค้าจากท้องถิ่น ทำให้คนส่วนใหญ่มักคิดว่า สินค้า GI ก็เป็นแค่ “ของดีประจำจังหวัด” ทั่วไป มันก็เหมือน ๆ กับ OTOP นั่นแหละ แต่จริง ๆ แล้ว สินค้า GI มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจกว่านั้น และมันไม่ใช่แค่ของดีประจำถิ่นทั่ว ๆ ไปด้วย แต่มันคือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” รูปแบบหนึ่งที่ให้สิทธิทางกฎหมายของชุมชน สร้างกลไกเศรษฐกิจ และผลักดัน Soft Power ยกระดับเป็นแบรนด์ระดับโลกผ่านเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับ “ถิ่นกำเนิด” และ “จิตวิญญาณของพื้นที่”
สินค้า GI คืออะไร
สินค้า GI คือสินค้าที่มีตรา “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)“ ติดไว้บนสินค้า โดยตรา GI ที่ว่านี้เป็นตราที่บ่งบอกว่าสินค้านี้เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ มีชื่อเสียง หรือมีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตในแหล่งภูมิศาสตร์นั้น ๆ เช่น ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ภูมิปัญญา เพื่อแสดงให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคได้ทราบถึงลักษณะสินค้าที่มาจากแหล่งกำเนิด เครื่องหมาย GI จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นแบรนด์ของท้องถิ่น พร้อมทั้งบ่งบอกถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า
ในประเทศไทย สินค้าที่จะใช้ตรา GI หรือตราสัญลักษณ์สิ่งที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (Thai Geographical Indication) ได้ จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนและรับรองจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะออกตราสัญลักษณ์นี้ให้แก่ผู้ผลิตสินค้าที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ โดยต้องปฏิบัติตามคู่มือและแผนการควบคุมนั้น ๆ
ดังนั้น สิ่งที่ทำให้สินค้า GI แตกต่างจากสินค้า OTOP คือ “สภาพภูมิศาสตร์” ของแหล่งที่มาของสินค้าที่ เลียนแบบไม่ได้ เพราะสินค้า GI จะมีความเฉพาะเจาะจงของแหล่งผลิต ต่อให้นำเอาเมล็ดพันธุ์ของพืชชนิดเดียวกันไปปลูกที่อื่น คุณภาพหรือคุณสมบัติก็จะไม่เหมือนเดิม หรือหากเป็นสินค้าประเภทงานหัตถกรรมและสินค้าอุตสาหกรรม วัสดุที่นำมาใช้ในการผลิต ตลอดจนฝีมือ ก็จะมีความเฉพาะตามสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่นั้น ๆ ที่ที่อื่นเลียนแบบไม่ได้ GI จึงเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าท้องถิ่น การันตีคุณภาพ และคุ้มครองแบรนด์ท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ตรา GI ไม่ใช่เครื่องหมายการค้า และไม่ใช่แค่สติกเกอร์แปะลงบนสินค้า ทว่าเป็น ทรัพย์สินทางปัญญา รูปแบบหนึ่งที่ “ซื้อขายไม่ได้” และ “โอนกรรมสิทธิ์ให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของไม่ได้” แต่ตกทอดถึงลูกหลานในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ เพราะในทางกฎหมาย GI คือ สิทธิร่วมของชุมชนในพื้นที่ที่กำหนด ไม่ใช่ทรัพย์สินของเอกชนรายเดียว ผู้ผลิตทุกรายในพื้นที่ผลิตสินค้าผ่านมาตรฐาน สามารถใช้ชื่อ GI ได้ และหากสินค้านี้ผลิตนอกพื้นที่ แม้จะรสชาติเหมือนกันก็ใช้ชื่อไม่ได้ อธิบายง่าย ๆ ก็คือ GI คือ “สิทธิทางภูมิศาสตร์” ไม่ใช่ “สิทธิทางการตลาดส่วนบุคคล”
ดังนั้น สิทธินี้จะเป็นของ “ชุมชน” นั้น ๆ ตราบใดที่ยังรักษามาตรฐานของสินค้าไว้ให้คงเดิม ลูกหลานในพื้นที่ก็จะมีแบรนด์ระดับโลกไว้ทำมาหากินไปตลอดกาล GI จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นให้มูลค่าสูงขึ้นได้หลายเท่าตัว เพราะมันผูกกับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญา “เฉพาะพื้นที่” จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่การเลือกตั้ง 2569 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่ทำนโยบายส่งเสริมสินค้า GI อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ทั้งที่สินค้า GI มีบทบาทค่อนข้างสูงต่อรายได้ของประเทศไทย และสามารถต่อยอดเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งได้
สินค้า GI ของประเทศไทย มีกี่รายการ
ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าประเทศไทยมีสินค้า GI 77 จังหวัด ที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวนทั้งหมด 252 รายการ
แยกเป็นกลุ่ม
- ข้าว 24 รายการ
- ประมง 16 รายการ
- พืช/ผัก/ผลไม้ 125 รายการ
- อาหาร 34 รายการ
- ผ้า 19 รายการ
- ไวน์-สุรา 3 รายการ
- ปศุสัตว์ 4 รายการ
- หัตถกรรม 27 รายการ
แบ่งตามภูมิภาค
- ภาคเหนือ 60 รายการ เช่น กาแฟดอยตุง (เชียงราย) ร่มบ่อสร้าง (เชียงใหม่) ข้าวแต๋นลำปาง (ลำปาง) ข้าวหอมมะลิพะเยา (พะเยา)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 55 รายการ เช่น ผ้าไหมปักธงชัย (นครราชสีมา) ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท (ขอนแก่น) เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง (อุดรธานี) ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ (เลย)
- ภาคกลาง 55 รายการ เช่น โอ่งมังกรราชบุรี (ราชบุรี) มะขามหวานเพชรบูรณ์ (เพชรบูรณ์) น้ำตาลโตนดเมืองเพชร (เพชรบุรี) เงาะทองผาภูมิ (กาญจนบุรี) ปลาสลิดดอนกำยาน (สุพรรณบุรี)
- ภาคตะวันออก 23 รายการ เช่น เครื่องจักสานพนัสนิคม (ชลบุรี) พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) ชมพู่คลองหาด (สระแก้ว) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา)
- ภาคใต้ 59 รายการ เช่น กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง (พัทลุง) ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ปลานิลสายน้ำไหลเบตง (ยะลา)
- กรุงเทพมหานคร ก็มีสินค้า GI เช่นกัน ได้แก่ ลิ้นจี่บางขุนเทียน ส้มบางมด และจำปีหนองแขม
สินค้า GI มีสถานะในระดับสากล และสินค้าไทยไปไกลระดับโลก
เพราะ GI คือหนึ่งในประเภทของ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ได้รับการยอมรับและคุ้มครองในระดับสากลทั่วโลก ดังนั้น สินค้า GI ของไทยที่แม้จะขึ้นทะเบียนในประเทศ ก็สามารถก้าวไปเป็นสินค้าและแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้ เนื่องจากมันไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพ แต่ยังมีเรื่องของกฎหมาย มาตรฐาน และการตลาด ที่เข้มข้นมากเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยน ชื่อพื้นที่ ให้กลายเป็น สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจระดับสากล โดย
- GI มีกรอบกฎหมายระดับโลก
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) ได้รับการรับรองในความตกลงของ องค์การการค้าโลก (WTO) ภายใต้ความตกลง TRIPS (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) ซึ่งหมายความว่าประเทศสมาชิก WTO ทุกประเทศ (รวมถึงไทย) ต้องมีกฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมาแอบอ้างชื่อสินค้าจากแหล่งกำเนิดที่เฉพาะเจาะจง ทว่าการคุ้มครองจะ “ไม่อัตโนมัติทั่วโลก” เหมือนลิขสิทธิ์อื่น ๆ การคุ้มครองจะต้องมีการจดทะเบียนในประเทศปลายทาง หรืออาศัยความตกลงทวิภาคี/พหุภาคี GI จึงไม่ใช่แนวคิดท้องถิ่น แต่เป็นกลไกทางทรัพย์สินทางปัญญาที่โลกยอมรับ
- ต้องมีการคุ้มครองในต่างประเทศ
GI จะก้าวไประดับโลกได้ เมื่อได้รับการรับรองในตลาดปลายทาง ซึ่งประเทศไทยมีสินค้า GI บางรายการที่จดทะเบียนในต่างประเทศแล้ว เช่น กาแฟดอยช้าง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เพราะการได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศ หมายความว่า “ชื่อนี้…ต้องที่นี้เท่านั้น” ช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าจากที่อื่นมา “สวมสิทธิ์” ชื่อเสียงของแหล่งผลิตดั้งเดิม ดังนั้น เมื่อมีการคุ้มครองในต่างประเทศ จะไม่มีใครใช้ชื่อเลียนแบบได้ ทำให้สามารถตั้งราคาในตลาดพรีเมียม เพิ่มมูลค่าการส่งออก และมีฐานกฎหมายรองรับการฟ้องร้อง กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยจะพาหัวหน้ากลุ่มชุมชนของสินค้าไปยื่นจดทะเบียนสินค้าที่สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศนั้น ๆ หรือมีการทำข้อตกลงทวิภาคี เพื่อทำสัญญาแลกเปลี่ยนกัน
- ต้องมี “เอกลักษณ์ที่พิสูจน์ (พลังของพื้นที่) ได้”
เพราะหัวใจของ GI ระดับโลกคือ ความแตกต่าง (จากพื้นที่อื่น ๆ) ที่ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภูมิประเทศ (ดิน น้ำ อากาศ) วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม คุณภาพที่สม่ำเสมอ หรือมีงานวิจัยที่รองรับคุณลักษณะเฉพาะ เพื่อพิสูจน์ได้ว่า “ที่อื่นทำไม่ได้” และมี “มีหนึ่งเดียวในโลก” โดย Terroir (เตรอ-วาร์) เป็นคำสากลที่โลกใช้ยอมรับสินค้า GI ซึ่งก็คือการพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า “ถ้าปลูกที่อื่น รสชาติแบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น”
- ต้องมีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด
GI ระดับโลกต้องมีคุณภาพเสถียร มีการควบคุมมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอระยะยาว เช่น มีสมาคมผู้ผลิตที่เข้มแข็ง มีระบบตรวจสอบคุณภาพ มีกติกาภายในชุมชน เพื่อให้แบรนด์มีความยั่งยืน หากคุณภาพตก ชื่อเสียงจะเสียหายทันที ดังนั้น จึงต้องมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เช่น ระบบ QR Code บนบรรจุภัณฑ์ที่สแกนแล้วรู้ทันทีว่า “ใครเป็นคนปลูก” “ปลูกที่พิกัดไหน” และ “เก็บเกี่ยวเมื่อไร” มาตรฐานนี้จะทำให้ห้างสรรพสินค้าพรีเมียมในต่างประเทศกล้าเอาสินค้าเราไปวางขาย เพราะมั่นใจได้ในความปลอดภัย
- เชื่อมกับการตลาดเชิงเรื่องเล่า
เพราะสินค้าระดับโลกไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขาย “ต้นกำเนิด” และ “ตำนาน” เช่น ประวัติศาสตร์พื้นที่ ภูมิปัญญาชุมชน ความหายาก และความยั่งยืน เพื่อให้เกิด “Soft Power”
- ต้องเข้าไปอยู่ในตลาดพรีเมียม ไม่ใช่แข่งราคาถูก
สินค้า GI ระดับโลกจะไม่แข่งเรื่องราคาถูก แต่จะแข่งกันที่คุณค่า ดังนั้น สินค้าจึงมักจะอยู่ในร้านเฉพาะทาง เป็นสินค้าที่ใช้ในโรงแรม/ร้านอาหารระดับสูง และมีการส่งออกในปริมาณควบคุม (เพื่อให้เป็นสินค้าที่ไม่ได้หาได้ทั่วไป)
- การสร้างระบบเศรษฐกิจครบวงจรรอบสินค้า
สินค้าระดับโลกไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร เทศกาลประจำพื้นที่ เป็นต้น
สินค้า GI กับบทบาทของเศรษฐกิจไทย
ในปัจจุบัน สินค้า GI ไม่ใช่แค่สติกเกอร์บนสินค้าอีกต่อไปแล้ว เพราะมันมีบทบาทค่อนข้างสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจไทยในระดับฐานรากของชุมชน และในภาพรวมของภาคการผลิต-การส่งออก เพราะ GI ไม่ได้แค่เพิ่มราคา แต่ยังเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” ได้ จากงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าเมื่อสินค้าได้รับตรา GI ทำให้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ความผันผวนด้านราคาลดลง ที่สำคัญคือ ผู้ผลิตก็มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางได้มากขึ้นด้วย มันจึงไม่ได้เพิ่มมูลค่าแค่ตัวเลขบนป้ายราคา แต่ยังเพิ่มความสามารถของชุมชนในการกำหนดคุณค่าของสินค้าเอง ในเชิงเศรษฐศาสตร์ GI จึงเป็นเครื่องมือสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ผ่านการรับรองแหล่งกำเนิด
1. สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
ช่วงต้นปี 2025 มีรายงานข่าวว่าสินค้า GI ที่มีอยู่ 216 รายการ (ในขณะนั้น) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 77,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตขึ้นจากปี 2023 มากกว่า 20,000 ล้านบาท จากนั้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 สินค้า GI ของไทยที่มีอยู่ 239 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาท และล่าสุดที่มีรายการสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมพุ่งทะลุกว่า 114,000 ล้านบาทไปแล้ว
2. เพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร/ผู้ผลิต
การที่รายได้จากสินค้า GI ไม่ได้จำกัดแค่ระดับชุมชน แต่เป็นตัวเลขที่นับรวมทั้งกลุ่มสินค้า เช่น ข้าว หมากผลไม้ กาแฟ ผ้า และหัตถกรรม ทำให้มีมูลค่าทางการตลาดที่จับต้องได้จริง และไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง แต่กระจายลงสู่เกษตรกรและผู้ผลิตในชุมชนโดยตรง นอกจากนี้ สินค้า GI เช่น ข้าวหอมมะลิหลายสายพันธุ์ สามารถสร้างรายได้สูงและเพิ่มราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัม หลังได้รับ GI ซึ่งช่วยหนุนรายได้เกษตรกรหลายแสนรายอย่างยั่งยืน และในหลายพื้นที่ การได้ GI ทำให้มาตรฐานการผลิตดีขึ้น ผู้ผลิตสามารถต่อรองราคาดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
3. ขับเคลื่อนการส่งออก เชื่อมโยงกับ Soft Power และส่งเสริมการท่องเที่ยว
สินค้า GI ไทย เช่น กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง และสับปะรดห้วยมุ่น ได้รับการรับรอง GI ในต่างประเทศ ทำให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดพรีเมียมและสร้างมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งการมี GI ในต่างประเทศ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ และเป็นจุดขายด้านคุณภาพจากแหล่งกำเนิดที่ตลาดระดับพรีเมียมให้ความสำคัญ นอกจากนี้ยังมีเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงคือ GI Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงภูมิศาสตร์ ที่ช่วยผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวชุมชนที่มีสินค้า GI เป็นตัวชูโรง ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม สร้างรายได้ให้โรงแรม โฮมสเตย์ และร้านอาหารในพื้นที่ โดย GI ถือเป็นเครื่องมือเชิง Soft Power ที่หลายประเทศใช้จริงจังมาก
4. ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าของสินค้าไทย
เพราะสินค้า GI ไม่ได้หยุดแค่การขายวัตถุดิบดิบ ๆ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การแปรรูป รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และการสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้โดดเด่นในตลาดโลกด้วย ปัจจุบันเรามีสินค้า GI มากถึง 252 รายการ และบางรายการได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศแล้ว ซึ่งหมายความว่าชื่อพื้นที่ของไทยสามารถสร้างรายได้ในตลาดโลก นอกจากนี้ ที่ผ่านมาภาครัฐก็มีนโยบายร่วมกับห้างค้าปลีก ร้านอาหารระดับพรีเมียม และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและมูลค่าเพิ่มให้สินค้า GI
5. เป็นกลไกสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความยั่งยืน
สินค้า GI เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่ให้คุณค่าทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม ช่วยรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น สนับสนุนชุมชน และลดแรงกดดันให้เกษตรกรขายสินค้าในราคาต่ำเกินไป สินค้า GI ของไทยหลายรายการกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก นั่นทำให้เราเห็นว่า GI ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในท้องถิ่น แต่เป็นเครื่องมือแข่งขันได้ในตลาดพรีเมียมระดับสากล เวลานี้ สินค้า GI จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมาย แต่เป็นเครื่องมือเชิงเศรษฐกิจในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับประเทศไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและสินค้าเชิงพรีเมียม ที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเรื่องคุณภาพและต้นกำเนิดที่ชัดเจน





























