เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเวลาประมาณ 06.30 น. การแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 60 ระหว่างนิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ กับ ซีแอตเทิล ซีฮอกส์ ที่สนาม Levi’s Stadium ในเมืองซานตา คลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เริ่มควอเตอร์แรกไปเป็นที่เรียบร้อย กว่าจะได้รู้ผลกันน่าจะช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันนี้ แม้ว่าจะมีข่าวผลการเลือกตั้งในเมืองไทยและที่ญี่ปุ่นชิงพื้นที่ข่าวส่วนใหญ่ แต่ผลการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งข่าวหลักที่สำนักข่าวทั้งหลายไม่สามารถทิ้งไปจากแลนดิ้งเพจได้
ความน่าสนใจของซูเปอร์โบวล์ไม่ได้มีแค่ในสนามการแข่งขัน เรื่องราวของ Half Time Show และโฆษณาที่ปรากฏในช่วงของการแข่งขัน กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ อย่างการแข่งขันช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบวล์ในปีนี้ ที่ฝ่ายจัดการแข่งขันเลือกเอาศิลปินชาวเปอร์โตริโก อย่าง Bad Bunny ที่เพิ่งคว้าอัลบั้มแห่งปีจากอัลบั้มที่เป็นภาษาสเปนทั้งหมดมาทำการแสดง แน่นอนว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง และท้ายที่สุด ศิลปินระดับตำนานอย่าง Kid Rock ลุกขึ้นมาเปิดการแสดง Half Time Show แบบคู่ขนาน ชนิดที่วัดเรตติ้งกันนาทีต่อนาทีไปเลย
เรื่องราวของ Bad Bunny และ Kid Rock ยังไม่ทันจางไปจากหน้าสื่อ โฆษณาตัวใหม่ของโค้ก หรือโคคา โคลา กลายเป็นไวรัลทันที เมื่อ BBDO ผู้สร้างหนังโฆษณาชิ้นนี้ให้กับ PepsiCo ภายใต้ชื่อเรื่องว่า The Choice โดยผู้กำกับหนังโฆษณาชื่อดังอย่าง Taika Waititi เลือกที่จะใช้หมีขั้วโลก มาเป็นนักแสดงในหนังโฆษณา ซึ่งคนทั่วไปรู้ดีว่าหมีขั้วโลก เปรียบเสมือนมาสคอตของโคคา โคล่า
ซึ่งการที่ Pepsi นำเอาหมีขั้วโลกมาใช้ในหนังโฆษณาของตนเอง และยังให้หมีขั้วโลกของ Pepsi ทำ Blind Test โดยมีกระป๋อง Pepsi และโคคา โคล่า วางเคียงกันพร้อมกับเพลงโฆษณาที่ใช้ เพลง I Want to Break Free ของวงควีนส์ เหมือนกับจะบอกว่าเจ้าหมีที่เป็นมาสคอตของโค้กมานาน ต้องการปลดพันธนาการจากความจำเจแบบเดิม ซึ่ง Storytelling ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้เอเยนซี่ของโค้ก ที่ก่อนหน้านี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักกับการใช้ AI สร้างภาพโฆษณาที่ดูขาดความคิดสร้างสรรค์และขาดความจริงใจกับผู้บริโภคในช่วงคริสมาสต์ที่ผ่านมา
สำหรับหนังโฆษณา The Choice ของ Pepsi นั้นไม่เพียงจะแสบ ๆ คัน ๆ แต่ในแง่โปรดักชั่นที่ BBDO เลือกใช้ CGI ในการทำงานมากกว่า AI ทำให้เห็นว่า งานโฆษณาหรืองานโปรดักชั่น ยังคงต้องใช้ Storytelling ที่แข็งแรง และโปรดักชั่นที่ทำให้สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนมากกว่า ยิ่งในยุคสมัยที่เหล่าเจ้าของแบรนด์หรือผู้บริหารคิดกันแค่ว่า AI สามารถ Generate โฆษณาให้ได้โดยใช้ต้นทุนต่ำ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นงานคุณภาพเดียวกับต้นทุนต่ำที่จ่ายไป ที่สำคัญผู้บริโภคในปัจจุบันฉลาดพอที่จะรู้ว่างานแบบไหนไม่ดูถูกสติปัญญาของพวกเขา
เสียงสะท้อนของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในซูเปอร์โบวล์ ทั้งการแสดงพักครึ่ง และโฆษณาของ Pepsi นั้น ทำให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปขนาดไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรู้สึกของคนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจน การที่ฝ่ายจัดการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ใช้ Bad Bunny ทำการแสดงในช่วงพักครึ่ง ส่งผลให้แฟนอเมริกันเกมอีกครึ่งหนึ่งรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับการเคารพ ขณะที่โฆษณาของ Pepsi ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าหนังโฆษณาที่กล้าจะลงทุนและมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ทำให้พวกเขารู้สึกสนใจที่จะติดตามมากกว่า แบรนด์ที่คิดแต่จะประหยัดเงินการตลาด ด้วยการใช้ AI
แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีวิวัฒนาการเพื่อทำให้มนุษย์ได้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความซับซ้อนของมนุษย์ ยังไม่มีเทคโนโลยีหรือ AI ตัวไหนเข้าใจได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ



























