
13 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมาผู้เขียนมีนัดหมายกับคุณหมอที่คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา เป็นการฟังผลตรวจหลังจากหนีหายไม่ยอมรับการรักษาอาการความดันโลหิตสุงอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเกือบ 5 ปี คนไข้ที่ชอบคิดว่าตนเองไม่เป็นอะไรก็ต้องมอบตัวกับคุณหมออยู่ดี เพราะความดันที่ขึ้นสูงจนทันตแพทย์ที่กำลังจะทำฟันต้องแนะนำว่าไปหาคุณหมอเพื่อรักษาระดับความดันก่อนจะดีกว่า
การกลับมาพบคุณหมอที่ศูนย์แพทย์อีกครั้ง นับว่าได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อยๆของศูนย์แพทย์ฯ ที่เมื่อแรกเริ่มนั้นเป็นคลินิกขนาดใหญ่มีอุปกรณ์ทันสมัย และตั้งอยู่ในเขตชุมชนใหญ่ ทำให้มี ผู้มารับการรักษาพยาบาลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดที่อาคารรองรับผู้ป่วยนั้นไม่ค่อยพอ จนกระทั่งศูนย์แพทย์ต้องสร้างอาคารใหม่เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เข้าทำการรักษา และแน่นอนว่าผู้เขียนได้มีโอกาสเห็นความเป็นไปในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนั้น
คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาในปัจจุบันนั้นตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างกับวัดพระราม 9 บนถนนประดิษมนูญธรรม (หรือที่ชอบเรียกกันว่าเลียบด่วน)และที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ากระทรวงการคลังกำหนดให้คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่วนพระองค์ดำเนินการในรูปของบริษัทเอกชน เป็นสถานพยาบาลของทางราชการ
ขณะเดียวกันศูนย์แพทย์พัฒนา ยังขึ้นชื่อเรื่องแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาจำนวนหนึ่งที่มาถวายการรักษาพระองค์ที่สวนจิตรลดานั้น ช่วงเว้นจากการเข้าเวรตามเสด็จหรือถวายการรักษา น่าจะมาช่วยเหลือราษฎรบริเวณนี้และชุมชนใกล้เคียงศูนย์แพทย์พัฒนา
จึงมีแพทย์ผู้รักษาส่วนหนึ่ง เป็นแพทย์ซึ่งเคยตามเสด็จหรือเคยถวายการรักษาส่วนพระองค์ และส่วนหนึ่งคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วโดยมีหลักการและเหตุผลของศูนย์แพทย์พัฒนาแห่งนี้คือ เป็นสถานที่ประกอบอาชีพสำหรับแพทย์โดยอิสระ เพื่อดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณ โดยมิต้องถูกเบียดเบียนโดยนายทุน
แต่ในเหตุผลดังกล่าวนั้น ศูนย์แพทย์พัฒนาต้องสามารถมีรายได้เพื่อดำเนินกิจการต่อไปได้ด้วยคือ ดำเนินการในรูปของบริษัทจำกัด ทำกิจการป้องกันและรักษาพยาบาล เพื่อชีวิตที่ดีทั้งผู้ให้และผู้รับริการ นำมาซึ่งการพัฒนาและขยายกิจการตามสมควร
แน่นอนว่าเมื่อการรักษาพยาบาลของคลินิกศูนย์แพทย์ฯ เป็นการรวมเอาแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว และ ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์หมอและการรักษาที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของแพทย์ทุกท่าน ชื่อเสียงของคลินิกศูนย์แพทย์ฯ จึงถูกบอกต่อกันแบบปากต่อปาก และแม้จะมีอาคารใหม่เพื่อรองรับผู้ป่วยให้เพิ่มมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพออยู่ดี
ในวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมาผู้เขียนเองนั่งมองผู้ป่วยที่มานั่งรอคิวกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าแล้วให้รู้สึกว่าการรักษาของที่นี่น่าจะเป็นความหวังให้กับผู้ป่วยได้อีกหลายราย จนกระทั่งถึงคิวตนเองเมื่อผู้ช่วยพยาบาลขานชื่อให้ไปนั่งรอหน้าห้องตรวจ เวลานั้นแอบหวังในใจว่าวันนี้คงเสร็จกระบวนการพบหมออย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อคุณหมอที่นัดไว้ต้องวิ่งออกจากห้องตรวจเพื่อไปดูคนไข้ฉุกเฉิน แน่นอนว่าใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาทีเมื่อคุณหมอมาถึง ก็รีบเข้าห้องตรวจแล้วเรียกให้ผู้เขียนเข้าห้องไปทันที
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณหมอต้องวิ่งจากห้องตรวจเพื่อไปดูคนไข้ฉุกเฉิน ผู้เขียนเองเคยเห็นมาแล้วสองถึงสามครั้ง หรือบางครั้งเข้าห้องตรวจเวลาเที่ยงเกือบบ่ายยังแอบเห็นข้าวกล่องวางอยู่หลังโต๊ะตรวจ ครั้งนี้เลยอดถามหมอไม่ได้ว่า “คุณหมอทำได้ยังไงวิ่งไปดูคนไข้ฉุกเฉินแล้วกลับมาตรวจคนไข้ที่รออีกเพียบหน้าห้องตรวจได้อีก” หมอที่กำลังวัดความดันคนไข้ที่ดื้อไม่กินยา และยกความเจ็บป่วยเป็นภาระให้กับหมอตอบผู้เขียน เบาๆว่า “ตอนที่ศูนย์แพทย์ฯเปิดใหม่ๆในหลวงบอกให้หมอทำที่นี่ให้ดี หมออยู่ที่นี่ตั้งแต่เริ่มเลยทีเดียว” พลันน้ำตาผู้เขียนก็ไหลอย่างไม่รู้ตัว
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























