ช่วงเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่า “เนติเซนชาวไทย” น่าจะจดจ่ออยู่กับข่าวสถานการณ์ชายแดนไทยกับประเทศใกล้เคียง ที่คุกรุ่นจนทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสียชีวิต และได้รับความเดือดร้อนจนกระทั่งต้องเดินทางมาพักอาศัยในศูนย์อพยพชั่วคราวภายในเขตตัวเมืองที่ปลอดภัย สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนมีโอกาสร่วมเดินทางไปกับทีมงานของ บริษัท อิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด โดย ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร บริษัทอิเดมิตสึ ที่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการเดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้กับหน่วยงานทหาร “กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23”
สำหรับผู้เขียนและทีมงาน เส้นทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์บนถนนสายที่ 24 เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย หากในครั้งนี้แม้จะอยู่บนถนนสายเดิม แต่ระหว่างทางนั้นกลับอึงอลไปด้วยข่าวสารทั้งจากสื่อกระแสหลักในเมืองไทย สื่อรัฐบาลทหารของประเทศคู่พิพาท ข้อคิดเห็นจากสื่อต่างประเทศ รวมไปถึงข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย ตั้งแต่ระดับนาโน (Nano) ไปจนถึงมาโคร (Macro)
ในขณะที่สื่ออิสระของไทยกำลังทำหน้าที่ตนเอง การสื่อสารของภาครัฐกลับช้ากว่าฝ่ายตรงข้ามหนึ่งก้าวเสมอ แม้กระทั่งเฟรชชี่ คณะนิเทศศาสตร์ ยังวิเคราะห์ได้ว่ารอบนี้การสื่อสารของภาครัฐไทยนั้นขาดการสื่อสารที่ชัดเจนและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรัฐบาลและกองทัพ ส่งผลให้เราเสียเปรียบในสงครามในการชิงพื้นที่สื่อ
แน่นอนว่ามีนักวิชาการหลายท่านออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่จนถึงปัจจุบัน คนไทยทุกคนยังไม่เห็นการปรับกระบวนการที่ชัดเจนจากทางภาครัฐในการให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ทั้งที่ในความเป็นจริง สงครามการข่าว คือสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการสู้รบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง แม้ในสนามรบอาจเสียเปรียบ หากในสนามข่าวยังคงความได้เปรียบ เรียกความสนใจได้จากชาวโลก จากที่ผิดจะกลายเป็นถูก และจากที่ถูกจะกลายเป็นผิดได้เช่นกัน
การลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ในครั้งนี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มาร่วมช่วยเหลือและสนับสนุนเหล่าทหารที่คอยปกป้องอธิปไตย เสียงจากพื้นที่จริงทำให้ได้รับรู้ว่ารอบนี้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะนอกจากจะต้องอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วนแล้ว ความช่วยเหลือจากภาครัฐยังคงเดินทางมาถึงช้ากว่าที่ควรจะเป็น มีแต่เพียงภาคเอกชนในท้องถิ่นที่ขยับได้เร็วกว่า ขณะที่การส่งข้อมูลข่าวสารจากในพื้นที่เพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก ยังคงต้องอยู่ในกรอบที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง
เขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกอึดอัดแทนพี่น้องในพื้นที่ชายแดน ทั้งศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี จันทบุรี และตราด เป็นอย่างมากค่ะ เพราะภาครัฐทำงานกันเหมือนไม่ได้วางกลยุทธ์ในการสื่อสารแม้แต่น้อย ไม่เห็นความสำคัญของการช่วงชิงพื้นที่สื่อ ซึ่งมีหัวใจสำคัญ 5 ข้อคือ 1. ยิ่งครองพื้นที่มาก = ยิ่งถูกจดจำมาก 2. ครองพื้นที่สื่อได้มากยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ 3. ตัดโอกาสที่คู่แข่งจะใช้ข้อมูลตรงกันข้ามโจมตี 4. ช่วยสร้างทิศทางข่าวให้กับสื่อสาธารณะ และ 5. หากช่วงชิงพื้นที่สื่อได้ก่อน โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงจะตามมา
ซึ่งกลยุทธ์การสื่อสารทั้ง 5 ข้อนี้ คือสิ่งที่เหล่านักการเมืองคุ้นเคยยิ่งกว่านักการตลาดด้วยประสบการณ์ที่พวกเขาฝึกความชำนาญมาจากสนามเลือกตั้ง หากเมื่อถึงช่วงวิกฤติแบบนี้ กลับเหมือนไม่คุ้นเคยกับกลยุทธ์ที่ตนเองเคยใช้ ได้แต่นึกสงสัยว่าเพราะขาดประสบการณ์ หรือเพราะ “ผลประโยชน์” ที่ค้ำคออยู่ เลยจำต้องทำงานแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ (ฮา)
แล้วพบกับใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ