เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างบุพการีและบรรดาลูกหลานที่เป็นทายาทนั้น เป็นเรื่องราวที่ชาวเน็ตอย่างเรา ๆ เห็นผ่านตากันมาแล้วหลายเหตุการณ์หลายกรณี หลายครั้งจบลงได้ด้วยความอะลุ่มอล่วย เพราะมันเป็นข้อพิพาทระหว่างคนในครอบครัวที่ได้ชื่อว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถจบได้ จนนำไปสู่การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้กฎหมายจัดการ
อย่างไรก็ตาม หากยังจำวิชาสังคมศึกษาที่เราเคยเรียนกันมาสมัยประถมหรือมัธยมได้ อาจจะคุ้นกับชื่อของ “คดีอุทลุม” ที่ระบุว่าตามกฎหมายของไทยนั้น “ผู้สืบสันดานไม่สามารถฟ้องบุพการีได้” แล้วถ้าในกรณีที่คนเป็นผู้สืบสันดานถูกกระทำการบางอย่างที่ผิดกฎหมายจากบุพการีแท้ ๆ ของตนเองล่ะ จะทำอย่างไรดี
เพราะสถานการณ์ของผู้ถูกกระทำ ที่อาจเป็นลูกหรือหลาน ซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบสันดานโดยสายเลือดของพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และทวด อาจไม่ได้เล็กน้อยเพียงแค่พ่อแม่หยิบเงินในกระเป๋าเงินของลูกไปใช้โดยไม่ขออนุญาตหลักร้อยบาท หรือถูกตีด้วยก้านมะยมเพื่ออบรมสั่งสอนก็ได้ แต่มันยังมีการกระทำอีกหลายอย่างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะทางแพ่งและทางอาญา เช่น พ่อแม่บางคนถือโอกาสที่มีตำแหน่งงานในบริษัทของลูก ยักยอกทรัพย์ไปมูลค่าหลายล้านบาทจนทำให้บริษัทของลูกเสียหาย หรือคดีที่พ่อแท้ ๆ ข่มขืนลูกสาวตั้งแต่เด็กจนตั้งครรภ์ ไหนจะคดีที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ทำร้ายร่างกายลูกจนลูกพิการหรือเสียชีวิตไปเลยก็มี แต่ผู้ถูกกระทำกลับไม่สามารถฟ้องผู้กระทำได้โดยตรง
ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังตระหนักรู้ถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่คนเป็นลูกถูกกระทำโดยพ่อแม่ รวมถึงอีกหลายประเด็นในบ้านที่เป็นที่ถกเถียงกันในสังคม จนเกิดเป็นประโยคที่ว่า “มีพ่อ (แม่) เมื่อพร้อม” หรือแม้กระทั่ง “ผู้ให้กำเนิด ไม่ประเสริฐเท่าผู้เลี้ยงดู” และ “กับคนบางคน ก็ไม่สมควรที่จะเป็นพ่อแม่ใคร” ในกรณีแบบนี้ ถ้าทายาทมีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายช่วยจัดการกับบุพการีของตนเองจริง ๆ จะมีวิธีไหนที่ทำได้บ้าง
เข้าใจ “คดีอุทลุม” คืออะไร
“คดีอุทลุม” พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า คดีที่บุคคลฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาไม่ได้
ต้องบอกว่า “คดีอุทลุม” นั้นเป็นกฎหมายเดิมของไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทย มีการพูดถึงคดีอุทลุม ว่าเป็นเรื่องผิดประเพณี ผิดธรรมะ นอกแบบ นอกทาง เช่น คดีอุทลุม คือคดีที่ลูกหลานฟ้องบุพการีของตนต่อศาล เรียกลูกหลานที่ฟ้องบุพการีของตนต่อศาลว่า คนอุทลุม เช่น ผู้ใดเปนคนอุทลุมหมีได้รู้คุณบิดามานดาปู่หญ้าตายาย แลมันมาฟ้องร้องให้เรียกบิดามานดาปู่ญ่าตายายมัน ท่านให้มีโทษทวนมันด้วยลวดหนังโดยฉกัน. (สามดวง)
เพราะตามธรรมเนียมจารีตประเพณีของไทย มีค่านิยมที่ว่าลูกหลานจะต้องมีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา รวมถึงบุพการีคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย ผู้ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณอย่างล้นเหลือ เป็นผู้ให้กำเนิด และเป็นผู้เลี้ยงดู ลูกหลานจึงต้องให้ความเคารเป็นอย่างสูง ดังนั้น การกระทำที่ไม่ดีต่อบิดามารดาและบุพการี จะถูกเรียกว่าเป็นคนเนรคุณ เพราะฉะนั้น ตามกฎหมายแต่โบราณ หากลูกหลานนำคดีมาฟ้องเพื่อเอาผิดบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย นอกจากศาลจะไม่รับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ผู้ฟ้องยังจะต้องถูกลงโทษเฆี่ยนตีไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ฐานเป็นผู้ไม่รู้คุณอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ตัวบทฎหมายสมัยปัจจุบัน ไม่ได้ใช้คำว่า “คดีอุทลุม” เหมือนกฎหมายตราสามดวงแล้ว แต่ข้อห้ามในลักษณะเดียวกันกับคดีอุทลุมนั้นยังมีอยู่ในปัจจุบัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1562 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาก็ตาม ผู้นั้นจะฟ้องบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย หรือทวดที่สืบสายโลหิตโดยตรงไม่ได้”
ใครบ้างที่ถูกจำกัดห้ามไม่ให้ฟ้องคดีอุทลุม และใครบ้างที่กฎหมายคุ้มครองในคดีอุทลุม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ระบุถึงผู้ที่ถูกจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุพการี คือ “ผู้สืบสันดาน” อันได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื่อ โดยจะต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น บุตรนอกกฎหมาย บุตรที่บิดามารดาไม่ได้สมรสกัน บุตรที่ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร บุตรที่ไม่ได้รับรองโดยพฤตินัยว่าเป็นบุตร ย่อมฟ้องบิดาได้ ไม่ถือเป็นคดีอุทลุม (แต่ฟ้องมารดาไม่ได้ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 ระบุว่า เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ถือเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงเพียงฝ่ายเดียว พูดง่าย ๆ ก็คือ บุตรที่เกิดขึ้นมานั้น ย่อมถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ)
ส่วนผู้ที่กฎหมายคุ้มครองไม่ให้ถูกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 กำหนดว่า “ผู้บุพการี” อันได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และทวด โดยทางสายโลหิตเท่านั้น ซึ่งไม่รวมถึงบุคคลอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ เช่น ป้า น้า อา ลุง บิดาบุญธรรม มารดาบุญธรรม (บุตรบุญธรรม ไม่ถือเป็นผู้สืบสันดานของผู้รับบุตรบุญธรรม ดังนั้น บุตรบุญธรรมจึงมีอำนาจฟ้องผู้รับบุตรบุญธรรมได้) พ่อตา แม่ยาย (ลูกเขย ลูกสะใภ้ มีอำนาจฟ้องได้ เนื่องจากเป็นญาติด้วยการสมรส) พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง (ลูกเลี้ยง ลูกติด มีอำนาจฟ้องพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยงได้ เนื่องจากเป็นญาติโดยพฤตินัย)
ข้อยกเว้นในการฟ้องคดีอุทลุม
เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่า การต้องห้ามฟ้องคดีอุทลุมนี้ เป็นการต้องห้ามฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา โดยการห้ามฟ้องนั้นตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกานั้น พยายามตีความมาตรานี้อย่างเคร่งครัด ฉะนั้น การห้ามฟ้องบุพการีในคดีแพ่งและคดีอาญา ต้องเป็นคดีที่ฟ้องให้รับผิดต่อกันในทางส่วนตัว เพราะการจำกัดสิทธิในการฟ้องคดีของบุคคลใดนั้น ถือเป็นการกระทบสิทธิของบุคคลนั้นเป็นอย่างมาก
แต่อย่างที่เราสามารถเห็นได้ตามหน้าข่าวในปัจจุบัน ว่าบุพการีจำนวนไม่น้อยกระทำผิดต่อผู้สืบสันดาน โดยที่ผู้สืบสันดานคือผู้ถูกกระทำ ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา คดีแพ่ง เช่น ยักยอกทรัพย์สินที่ลูกควรได้รับจากมรดก ก่อหนี้ในชื่อลูกโดยไม่ได้รับอนุญาต จัดการทรัพย์สินอย่างไม่สุจริต ส่วนคดีอาญา เช่น ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ล่วงละเมิดทางเพศ พยายามฆ่า ทั้งที่ผู้เสียหายคือลูกที่ถูกกระทำจากพ่อแม่หรือคนในครอบครัว แต่กลับไม่สามารถฟ้องพ่อแม่โดยตรงได้ ดังนั้น หากลูกหลานต้องการใช้กฎหมายกับบุพการีจริง ๆ ก็มีข้อยกเว้นให้ทำได้ ตัวอย่างคือ
- หากผู้สืบสันดานต้องการฟ้องผู้บุพการีในคดีแพ่ง ต้องเป็นการฟ้องผู้บุพการีในฐานะอื่นไม่ใช่ในฐานะส่วนตัว ที่จะถือได้ว่าเป็นการพิพาทกันระหว่างผู้อุปการีและผู้สืบสันดาน จะไม่ถือว่าเป็นคดีอุทลุม เช่น ผู้สืบสันดานอาจฟ้องบุพการีของตนให้เป็นจำเลยในคดีแพ่ง ในฐานะที่บุพการีคนนั้นเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อให้แบ่งทรัพย์มรดก ไม่ถือเป็นคดีอุทลุม เพราะไม่ได้ฟ้องบุพการีในฐานะส่วนตัว แต่ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก และเป็นกรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับกองมรดกของผู้ตาย หรือในกรณีที่บุตรเป็นผู้แทนของนิติบุคคล เช่น กรรมการบริษัท และบุพการีเป็นลูกหนี้ของนิติบุคคลนั้น บุตรก็สามารถฟ้องร้องบุพการีในฐานะผู้แทนนิติบุคคลได้
- ส่วนการฟ้องคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องข้อพิพาทในฐานะส่วนตัว หรือเป็นการฟ้องข้อพิพาทในฐานะอื่น ล้วนต้องห้ามทั้งสิ้น เพราะวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดีอาญาคือต้องการให้ฝ่ายจำเลยได้รับโทษ โดยการรับโทษนั้น จำเลยก็ต้องรับโทษเองเป็นการส่วนตัว จะรับในฐานะอื่นไม่ได้ ดังนั้น การฟ้องคดีอาญาต่อผู้บุพการีโดยตัวของผู้สืบสันดานเอง จึงเป็นการห้ามโดยเด็ดขาด ไม่สามารถกระทำได้
- อย่างไรก็ตาม มีช่องทางให้แก้ในคดีอุทลุม คือผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้น ต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และ 30 บุคคลใดก็ตามซึ่งรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าได้มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น มีสิทธิ์ที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ในกรณีความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ เช่น ฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่า ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือล่วงละเมิดทางเพศต่อสมาชิกในครอบครัว ผู้เสียหายหรือบุคคลอื่นสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที เนื่องจากเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการเข้าระงับเหตุ และดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที
- หรือร้องทุกข์ต่อพนักงานอัยการ ได้แก่ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สำนักงานอัยการสูงสุด) เพื่อให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทน เพราะพนักงานอัยการมีหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน การเป็นโจทก์แทนผู้สืบสันดานในการฟ้องร้องต่อบุพการี จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (6) ในคดีที่ราษฎรฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมื่อเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจเป็นโจทก์ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก Legardy, สำนักงาน พิศิษฐ์ ศรีสังข์ ทนายความ






























