
หลังจากซีรีส์เรื่อง Undercover High School ลาจอไปเมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้ว บอกเลยว่าชีวิตของฉันก็กลับเข้าสู่โหมดห่อเหี่ยวเปลี่ยวใจอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ปีใหม่มา ยังไม่มีซีรีส์เรื่องไหนเลยที่ทำให้คนขี้เบื่อแบบฉันติดงอมแงมจนถึงขั้นต้องหยุดพักกิจกรรมทุกอย่างตอน 21.30 น. เปิดแอปฯ viu รอดูซีรีส์แบบเรียลไทม์ หรือก็คืออัปเดตในแอปฯ ปุ๊บ ฉันก็เปิดดูปั๊บทันที ถ้าอยู่ข้างนอกจะรีบกลับบ้าน แต่ถ้านอนกลิ้งอยู่บ้านอยู่แล้ว จะเตรียมตัวตั้งแต่สามทุ่มว่าซีรีส์จะมาแล้ว เหมือนเด็กน้อยติดละครไม่มีผิด ก็งงตัวเองเหมือนกันนะที่เกิดปรากฏการณ์นี้ เพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้ติดซีรีส์แบบกาปฏิทินรอ ยิ่งช่วงหลัง ๆ มา ดูไม่จบสักเรื่อง ส่วนหนึ่งเท อีกส่วนดอง ยังไม่มีอารมณ์ร่วมจะดูต่อ
แต่…ด้วยความที่ได้กลับไปคลั่งไคล้ “ซอคังจุน” อีกครั้งจากเรื่องนี้ แล้วก็จำได้ว่าก่อนที่พี่แกจะมาขายความหล่อแถมฟรีความฮาแบบไม่จำกัด พี่แกเคยเป็นไอดอลวง 5urprise จากค่าย Fantagio มาก่อน และนั่นก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งในเมมเบอร์ของวง 5urprise ที่กำลังจะมีผลงานต่อจากซอคังจุน นั่นก็คือ “กงมยอง” (จริง ๆ ยังมีเมมเบอร์ “คังแทโอ” อีกคน ที่กำลังมีผลงานออนแอร์อยู่ เรื่อง The Potato Lab แต่อ่านเรื่องย่อแล้วไม่ค่อยถูกจริต เลยไม่ดู) เท่าที่จำได้ นี่ไม่เคยดูผลงานของกงมยองแบบเป็นชิ้นเป็นอันสักเรื่อง เคยแต่เห็นผ่าน ๆ จากคลิปสั้น ๆ ที่พวกเพจแฟนซีรีส์ชอบตัดคลิปจากซีรีส์มาลง เรื่อง The Bride of Habaek
สำหรับผลงานใหม่ของกงมยอง มีชื่อเรื่องว่า Way Back Love ส่วนชื่อภาษาไทยที่ viu ตั้งให้ก็คือ สัปดาห์สุดท้ายกับนายยมทูต (ทุ่มครึ่งวันพฤหัสฯ ต้องเปิดแอปฯ viu รออีกแล้ว) สำหรับนี่ เป็นซีรีส์ไม่กี่เรื่องที่ได้อ่านเรื่องย่อแล้วซื้อเลย ไม่ต้องรอดูก่อนด้วยว่าชอบไหมด้วย หนึ่งคือ พล็อตเรื่องมันชวนว้าวมาก เป็นอีกครั้งที่มีคำถามให้กับวงการวรรณกรรม (เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยาย) และวงการบันเทิงของเกาหลีใต้ว่าแบบเขาคิดพล็อตแบบนี้ได้ยังไงวะเนี่ย มันโคตรน่าสนใจ สองคือ เรื่องย่อพาซึมเป็นส้วม สัมผัสได้ถึงความหมายของอะไรบางอย่างที่จะถูกนำมาเล่าในเรื่อง แต่พอดูจริง 2 อีพีแรกเดินเรื่องฮาดี ตลกมากกว่าเศร้า ช่วงหม่น ๆ ก็ได้ความสดใสของพระเอกมากู้สถานการณ์

Way Back Love เป็นซีรีส์แฟนตาซี-โรแมนติก เรื่องราวของเด็กหนุ่ม “คิมรัมอู” และเด็กสาว “จองฮีวาน” เพื่อนมัธยมปลายห้องเดียวกัน ที่บังเอิญได้มาสนิทกันเนื่องจากได้จับคู่เล่นสลับชื่อเพื่อแกล้งครูในวัน April Fulls’ Day ทำให้ “คิมรัมอู” กลายเป็น “จองฮีวาน” และ “จองฮีวาน” กลายเป็น “คิมรัมอู” เรื่องราวถูกเล่าแบบตัดสลับไปมา ระหว่างอดีตสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นเด็กม.ปลาย มีชีวิตวัยรุ่นที่สนุกสนานและสดใส กับปัจจุบัน ที่มีแต่ “จองฮีวาน” ในวัย 24 ปี เธอคือหญิงสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 แต่สภาพของเธอนั้นดูไม่ได้เอาซะเลย เธอใช้ชีวิตแบบซังกะตาย หมดอาลัยตายอยากในชีวิต หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือ เธอเองก็ไม่ได้มีความต้องการอยากจะมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว

แต่แล้วในวัน April Fulls’ Day ที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง กริ่งหน้าห้องพักของหญิงสาวดังขึ้น เมื่อเธอลุกไปเปิดประตูช้า หน้าห้องของเธอจึงมีเสียงเคาะประตูรัว ๆ ตามมา เธอเปิดประตูไปพบกับ “คิมรัมอู” ที่เธอรู้ดีว่าเขาเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อน และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสาวร่าเริงอย่างเธอกลายเป็นคนซังกะตายที่ดำดิ่งสู่ความเศร้า ชายหนุ่มบอกกับเธอว่าเวลานี้เขาเป็นยมทูต พร้อมแจ้งข่าวร้ายให้เธอรู้ตัวว่าเธอจะตายในอีก 1 สัปดาห์ แล้วเธอจะต้องทำตัวอย่างไรล่ะ เพราะเขาเป็นทั้งเพื่อนวัยเด็กและรักแรกของเธอ แถมในช่วงเวลาก่อนที่เธอจะตาย เข้าก็เอาแต่เกาะติดเธอแจไม่ยอมไปไหน เธอจึงถูกบีบให้ต้องใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์ที่เหลือร่วมกันกับเขา
ช่วงเวลาที่เคยหยุดนิ่งไปในอดีตเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อรักแรกของกันและกันได้หวนคืนกลับมาในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต “คิมรัมอู” ไม่ได้กลับมาแค่เพื่อจะบอกว่า “จองฮีวาน” กำลังจะตาย แต่เขายังพยายามช่วยให้เธอได้ทำลิสต์ที่อยากทำก่อนจากไปให้สำเร็จไปทีละข้อ ๆ ในระหว่าง 1 สัปดาห์ที่เหลือ พวกเขาก็ได้ค้นพบกับความหมายของชีวิตใหม่อีกครั้ง และเริ่มหวนกลับไปนึกถึงสิ่งที่สำคัญจริง ๆ 2 ตอนแรกอาจจะยังขายหัวเราะม่วนจอย แต่ต่อจากนี้ เตรียมตัวโดนซีรีส์เรื่องนี้เล่นงานจนอารมณ์ดิ่งได้เลย เพราะด้วยข้อจำกัดของระยะเวลา 7 วันที่ยมทูตเข้ามาป่วนใจอีกครั้ง ทั้งคู่จะแก้ไขอดีต พูดในสิ่งที่ยังไม่ได้พูด ทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ก่อนจากกันอีกครั้งได้หรือไม่
พอตายไป มีเรื่องให้นึกเสียใจสารพัด
ส่วนตัว ชาตินี้ยังไม่เคยตาย แล้วก็ไม่เคยได้จับเข่าคุยกับคนที่ตายไปแล้วด้วย 555 ก็เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วคนที่ตายไปแล้วเขายังมีดวงจิตหลงเหลืออยู่จริง ๆ ไหม เขาได้ย้ายไปอยู่โลกอีกโลกของเขาจริงไหม ที่นั่นเขาใช้ชีวิตยังไง เคยหวนนึกถึงอดีตตอนยังมีชีวิตอยู่ที่โลกนี้บ้างหรือเปล่า แล้วนึกเสียใจกับเรื่องราวต่าง ๆ สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่บ้างไหม ในเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ได้เองจริง ๆ ว่าคนที่ตายไปแล้วเคยมานั่งนึกเสียใจกับบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองพลาดไปตอนยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ก็ขออ้างอิงตามละครไปก่อนละกัน คำกล่าวที่ว่า พระเอกที่ได้กลับมาหานางเอกอีกครั้งในฐานะยมทูต เป็นคนพูดเรื่องนี้กับนางเอกเอง

เพราะตอนนั้นนางเอกกำลังสติแตก คิดว่าตัวเองเห็นภาพหลอนที่จู่ ๆ ก็ดันได้เจอพระเอกที่ตายไปแล้ว ก็ใครมันจะไปเชื่อลงล่ะว่าจะเจอคนที่ตายไปแล้ว แล้ววันนั้นก็เป็น April Fulls’ Day ด้วย นางพยายามไปตามคนมาช่วยก็แล้ว แต่เขาก็ไม่เห็นพระเอก โทรเช็กกับทางโรงพยาบาลว่ามียาตัวไหนที่ทำให้เกิดภาพหลอนไหมก็แล้ว นั่งสมาธิเปิดบทสวดฟังก็แล้ว ฉีดถังดับเพลิงไล่ก็แล้ว (โคตรตลก 555) แต่พระเอกก็ยังอยู่ เขาเลยเตือนเธอในฐานะรุ่นพี่ที่ตายก่อนว่าอย่ามัวเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระ ไม่งั้นพอเวลาผ่านไปและมองย้อนกลับมาจะเสียดายเวลา ตัวเองจะตายในอีกไม่กี่วัน ก็ควรเอาเวลาไปทำเรื่องที่อยากจะทำก่อนตายก่อนดีกว่าไหม จะได้มีเรื่องที่นึกเสียดายหลังจากตายไปแล้วน้อยลง

อันที่จริงไม่จำเป็นต้องตายก่อนก็พอจะเข้าใจได้ว่าคนที่ตายไปแล้วเขาก็น่าจะมีเรื่องที่ทำให้นึกเสียใจสารพัด เชื่อเถอะว่าทุกวันนี้หลายคนก็พยายามเตือนตัวเองอยู่เกือบตลอดเวลาว่าอยากทำอะไรก็รีบทำ ถ้าไม่ทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ พอเวลาผ่านไปแล้วจะมานั่งนึกเสียดายเสียใจทีหลังไม่ได้นะ บอกตัวเองเสมอว่าอย่าเอาแต่พูดว่า “เดี๋ยวก่อน” เพราะ “เดี๋ยวก่อน” คือการปฏิเสธที่จะทำในปัจจุบัน ซึ่งมันจะกลายเป็นต้นกำเนิดของ “รู้งี้” ในอนาคต ยามที่คนเรานึกเสียดายจนอยากย้อนอดีต ขนาดตัวเราในวันนี้ ถ้ามองย้อนกลับไปหาตัวเองในอดีตช่วงที่ยังไร้เดียงสา ยังโง่เขลา ยังขี้ขลาด ก็มีเรื่องที่นึกเสียใจเยอะแยะจริง ๆ ถึงอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขแค่ไหน สุดท้ายก็ทำได้แค่อยาก กลับไปไม่ได้

อีกอย่างที่คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอก็คือ ความตายมันอยู่ใกล้เราแค่เอื้อมจริง ๆ นะ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าวันนี้เราออกจากบ้านมาแล้ว ตอนเย็นเราจะได้กลับบ้านแบบที่ทำเป็นปกติทุกวันหรือเปล่า เพราะก่อนช่วงเวลาสุดท้ายจะมาถึง มันก็เป็นแค่วันธรรมดา ๆ วันหนึ่งเท่านั้น ประสบการณ์วันที่เกิดแผ่นดินไหวนั่นน่ะชัดเลย มีหลายคนที่ออกจากบ้านมาตอนเช้าเป็นปกติเหมือนทุกวัน แต่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเหมือนทุกวัน นี่ก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกกลัวขึ้นมาเหมือนกันในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น แบบว่าเราจะตายไหมวะ จะได้กลับบ้านไหมวะ อะไรจะหล่นลงหัวมาไหมวะ หรือคนอื่นเป็นยังไงบ้าง
บักเก็ตลิสต์ไม่ได้ต้องอยู่กับความเป็นจริงสักหน่อย มันคือสิ่งที่อยากทำก่อนตายจริง ๆ
หลังจากที่ดูจบตอนที่ 2 (ก็ติดซีรีส์เรื่องนี้งอมแงมอีกตามเคย ไม่ใช่!) นี่ก็ว่ามันมีเหตุผลอยู่นะ ว่าทำไมพระเอกถึงมาปรากฏตัวต่อหน้านางเอกอีกครั้งทั้งที่ตัวเองตายไปแล้ว รวมถึงการที่เขามาหาเธอและใช้เวลากับเธอในขณะที่เธอเหลือเวลาบนโลกอีกเพียงสัปดาห์เดียวด้วย และเอาเข้าจริง ในฐานะของยมทูต เหมือนเขาก็ตั้งใจจะมารับวิญญาณของนางเอกที่กำลังจะตายไปยมโลกด้วยตัวเอง เหตุผลทุกอย่างมันชัดเจนใน 2 ตอน คงเป็นเพราะว่าเรื่องนี้มันสั้นแค่ 6 ตอนจบด้วยมั้ง เลยพยายามเล่าที่มาที่ไปให้เร็ว ส่วน 4 ตอนที่เหลือ น่าจะเป็นรายละเอียดว่าพระเอกตายเพราะอะไร หลังจากพระเอกตาย สภาพนางเอกจมดิ่งแค่ไหน แล้วพวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันยังไงบ้างก่อนที่นางเอกจะตาย

ถ้าจะบอกว่า “บักเก็ตลิสต์ก่อนตาย” คือสิ่งที่ทำให้พระเอกกลับมาหานางเอกอีกครั้งก็คงไม่ผิดหรอก เพราะสองคนนี้มีซัมติงต่อกันมาตั้งแต่สมัยที่เป็นเพื่อนกันแล้ว ต่างคนต่างชอบกัน และก็เหมือนว่าต่างฝ่ายต่างรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายก็คิดเกินเพื่อนเหมือนกัน แต่…ดันมัวแต่ดูเชิงกันอยู่ไง! แข่งกันปากหนัก ถึงงั้นก็ชีวิตวัยรุ่นอะเนอะ เรา ๆ ผ่านกันมาแล้วน่าจะเข้าใจดี ว่าเด็กวัยนั้นมักจะยกเหตุผลนั่นนี่มาอ้างเพื่อที่จะไม่เผยความรู้สึกพิเศษที่มีให้กัน รอเวลาที่เหมาะสม เข้าใจว่าตัวเองยังอายุน้อยกันอยู่เหลือเวลาเยอะแยะ พรุ่งนี้ค่อยสารภาพ วันเกิด ปีหน้า เรียนจบ เข้าทำนองอยากเป็นมากกว่าเพื่อนแต่ก็ไม่พร้อมจะเสียความเป็นเพื่อน ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ จนสายเกินไป

สิ่งที่เด็ก ๆ ตัดสินใจมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก พวกเขาแค่ยังอ่อนประสบการณ์ คิดว่าชีวิตมันยืนยาว คิดว่าตัวเองยังเด็ก อายุแค่ 17-18 เองยังเหลือเวลาอีกตั้งเยอะแยะชีวิตนี้ มีเด็กวัยนั้นไม่กี่คนหรอกที่จะตระหนักรู้ว่าความเป็นกับตายมันใกล้กันนิดเดียว เส้นบาง ๆ ที่กั้นขวางไว้ทะลุหากันง่ายยิ่งกว่าการนอนให้หลับด้วยซ้ำ มันง่ายดายและรวดเร็ว สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่อยากบอกกับใครสักคน เลยถูกนำไปทำเป็นบักเก็ตลิสต์ที่ “ตั้งใจว่าจะทำ” ในอนาคต ต้องทำก่อนตาย แต่ไหนเลยที่คนเราไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไร อยู่ยันแก่แล้วจากไปอย่างสงบ อีกสิบปีข้างหน้า เดือนหน้า สัปดาห์หน้า (แบบนางเอก) หรืออาจเป็นพรุ่งนี้ เป็นคืนนี้ก็ได้ ความตายไม่ได้น่ากลัว ไม่รู้เมื่อไรตายต่างหากน่ากลัวกว่า

จนในที่สุด ความตายก็พรากคนสองคนที่ใจตรงกันแต่ไม่ยอมบอกกันออกจากกัน เพราะฉะนั้นก็เลยไม่แปลกใจที่นางเอกจะป่วยซึมเศร้าและใช้ชีวิตซังกะตายไปวัน ๆ แบบนั้น สภาพเหมือนคนที่ไม่ได้อยากหายใจต่อ แต่จำใจหายใจเพราะยังไม่ตาย และก็ไม่รู้ด้วยว่าที่พระเอกบอกว่านางกำลังจะตายในอีก 1 สัปดาห์ นางจะตายด้วยวิธีไหน สภาพนั้น ถ้าบอกว่านางจะทำอัตวินิบาตกรรมตัวเองก็เชื่ออะ ส่วนตัว คาดหวังให้เรื่องนี้จบแบบหักมุมนะ ยิ่งการที่พระเอกกลับมาขอให้นางเอกช่วยบักเก็ตลิสต์ของตัวเองให้เนี่ย มันอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก็ได้ ก็คนดูอย่างเรารู้แล้วนี่นาว่าบักเก็ตลิสต์ของพระเอกน่ะ ที่จริงแล้ว… คือแบบว่าโอ๊ย!!! พ่อคุณ อบอุ่นดุจดั่งไมโครเวฟ ขอยืมมาอุ่นไข่ตุ๋นหน่อย!
Way Back Love อาจเป็นซีรีส์นอกกระแสที่ปล่อยมาชนกับของแข็งหลายเรื่องในช่วงนี้ แต่นี่กลับมองว่าสาระสำคัญที่เรื่องต้องการจะนำเสนอ อาจกระตุกใจเราให้ใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท และรู้จักที่จะเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลาได้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ มันให้ทั้งความบันเทิงและข้อคิด เพราะในท้ายที่สุดไม่มีใครหนีความตายพ้น แต่การตายไปเร็วกว่าที่คิดไว้ จึงยังมีเรื่องค้างคามากมายที่ยังไม่ทำ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเจ็บปวด เวลานี้เรายังมีชีวิตอยู่ คนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่ อยากทำอะไรก็ทำเลยอย่ารีรอ อาจมีสิ่งที่เราอยากทำเป็นร้อยเป็นพันอย่าง ด้วยข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้เรายังทำสิ่งนั้นไม่ได้ ก็พยายามทำให้ได้เยอะที่สุดแล้วกัน จะได้มีเรื่องให้เสียใจไม่เยอะ🪦






























