Home Work & Living Living ทำไมต้องเป็น “72 ชั่วโมง” ช่วงเวลานี้สำคัญอย่างไรต่อภารกิจกู้ภัย

ทำไมต้องเป็น “72 ชั่วโมง” ช่วงเวลานี้สำคัญอย่างไรต่อภารกิจกู้ภัย

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา และส่งผลกระทบใหญ่มาถึงกรุงเทพมหานครเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนคงทราบกันดีว่าจุดที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุดในประเทศไทยจากเหตุการณ์นี้ คือที่โครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เมื่ออาคารที่มีความสูง 137 เมตร จำนวน 33 ชั้น ถล่มลงมาทั้งที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวหลายร้อยกิโลเมตรหรืออาจจะเป็นพันกิโลเมตรเลยก็ว่าได้

ด้วยความที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและไม่มีใครรู้มาก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้คนงานก่อสร้างหลายคนที่กำลังทำงานตามปกติอยู่ในอาคารหนออกมาจากอาคารไม่ทันและกลายเป็นผู้ประสบภัยทันที มีคนจำนวนมากยังติดอยู่ในซากอาคารที่ถล่มลงมา โดยในเวลานี้ หน่วยกู้ภัยจากหลายหน่วยงาน และกรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าของพื้นที่ กำลังปฏิบัติภารกิจกู้ภัยอย่างขยันขันแข็ง ด้วยความหวังว่าจะยังพบผู้ที่ยังรอดชีวิต แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 150 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุแรก ๆ หลายคนอาจจะเห็นว่าภารกิจกู้ภัยในครั้งนี้มีเวลาเป็นเดิมพันอยู่ที่ 72 ชั่วโมง นั่นทำให้หลายคนสงสัยว่า “ทำไมต้องเป็น 72 ชั่วโมง” แล้วในระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรกนั้นสำคัญอย่างไรต่อภารกิจกู้ภัย

เลข 72 ชั่วโมง มาจากไหน

หลายคนอาจสงสัยว่าเลข 72 ชั่วโมงมาจากไหน ทำไมต้องเป็น 72 ชั่วโมง คำตอบก็คือ ตัวเลขนี้คือ “สถิติ” ที่หน่วยกู้ภัยสามารถพบ “ผู้รอดชีวิต” จากเหตุการณ์ภัยพิบัติในอดีตที่ผ่านมา การศึกษาจากข้อมูลพบว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติและมีผู้ประสบภัย ยิ่งภารกิจกู้ภัยใช้เวลาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้อยเท่าไร ก็ยิ่งช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้เร็วเท่านั้น แต่เมื่อผ่านพ้นเวลา 72 ชั่วโมงไปแล้ว โอกาสที่จะพอผู้ประสบภัยที่ยังรอดชีวิตจะยิ่งน้อยลง และพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประสบภัยที่ได้รับความช่วยเหลือออกมาจากซากอาคารถล่ม คือผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือให้ออกมาในช่วงเวลา 72 ชั่วโมงแรกนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮมเทรนต์ ประเทศอังกฤษ ที่เคยรวบรวมสถิติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร พบว่า ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงแรก โอกาสที่ผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในซากอาคารจะรอดชีวิต มีสูงถึง 74 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เมื่อผ่านไปแล้ว 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน โอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบภัยจะลดลงเหลือแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ และถ้าผ่านไปนานถึง 120 ชั่วโมง หรือ 5 วัน โอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบภัยจะเหลือเพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ด้วยพื้นฐานจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และการจัดการวิกฤติ เราก็จะได้คำตอบแล้วว่าทำไม 72 ชั่วโมงแรกจึงเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญมากที่สุดในภารกิจกู้ภัย เพราะ 72 ชั่วโมงแรกถือเป็นช่วงเวลาวิกฤติที่ต้องรีบปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ หากเวลานานขึ้น โอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตที่จะช่วยเหลือได้ก็จะลดลงในทุก ๆ ชั่วโมง นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 72 ชั่วโมง ยังมีความสำคัญต่อภารกิจกู้ภัย ดังนี้

1. เป็นช่วงเวลาทองของการช่วยชีวิต (Golden Hour)

คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนเมื่อต้องติดอยู่ใต้ซากอาคารถล่ม จริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางคนอาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังโดยที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยหรือไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เพียงแค่ไม่สามารถออกไปได้ แต่หลายคนก็อาจจะได้รับบาดเจ็บจากเศษซากที่หล่นใส่ ยิ่งถ้าโดนของหนัก ๆ ทับหรือกระแทกบริเวณอวัยวะสำคัญ ๆ ก็อาจจะเสียชีวิตทันที ทั้งนี้ ตามหลักของภารกิจกู้ภัย ช่วงเวลาทองในการช่วยชีวิตจะอยู่ที่ 72 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรือติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั้น จะมีโอกาสรอดชีวิตสูงสุดภายใน 72 ชั่วโมงแรก นี่จึงเป็น “ช่วงเวลาทอง” ในการช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกฝังทั้งเป็น

72 ชั่วโมง คือระยะเวลา 3 วัน หากผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือทันเวลา ก็จะมีโอกาสรอดชีวิตสูงสุด แต่ถ้าพ้นจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมดหวังที่จะรอดชีวิต เพราะในหลาย ๆ กรณี เวลาผ่านไปนับสัปดาห์หรือหลายสัปดาห์ก็ยังเจอผู้รอดชีวิต ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนและความรุนแรงของอาการบาดเจ็บด้วย อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในภารกิจกู้ภัยเพื่อช่วยชีวิต คือภายใน 24 ชั่วโมงแรก ยิ่งช่วยเหลือได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี โดยปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อการรอดชีวิตของผู้ประสบภัย คือ

  • อาหาร น้ำดื่ม และออกซิเจน ผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ต่อให้ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เลย ก็มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้เมื่อร่างกายขาดอาหารและน้ำดื่มเป็นเวลานาน โดยเฉพาะน้ำดื่ม คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ดื่มน้ำได้ราว ๆ 3-7 วันเท่านั้น ออกซิเจนก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากพื้นที่ภัยพิบัติอย่างตึกถล่มเป็นพื้นที่ปิด มีฝุ่นละอองจากเศษวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ทั้งยังมีช่องให้อากาศผ่านเข้าไปได้แบบจำกัด การไม่มีอากาศหายใจ การไม่ได้รับพลังงานและสารอาหาร รวมถึงการไม่ได้รับน้ำเข้าไปชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับการหายใจ เหงื่อ และการขับปัสสาวะ (ประมาณ 1.2 ลิตรต่อวัน) โอกาสรอดชีวิตจะต่ำลง ยิ่งถ้ามีอาการป่วยหนัก ร่างกายจะสูญเสียน้ำได้มากขึ้นถึง 8 ลิตรต่อวัน
  • สภาพอากาศและอุณหภูมิ สภาพอากาศที่ทั้งหนาวจัดและร้อนจัด ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลอย่างมากต่อโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ประสบภัย ปกติแล้วร่างกายของคนเราจะต้องกักเก็บความร้อนและรักษาอุณหภูมิร่างกายให้ปกติ ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัด อุณหภูมิของร่างกายจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ หัวใจจะเต้นช้าลง เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตลดต่ำ มือเท้าชา สมองมึนงง อวัยวะภายในล้มเหลว และเสียชีวิต ส่วนในพื้นที่ที่อากาศร้อนจัด แล้วติดอยู่ในพื้นที่จำกัด อากาศไม่ถ่ายเท ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้ จนสะสมความร้อนมากขึ้น เหงื่อออกมาก มีการสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว หัวใจทำงานหนัก ช็อก และเสียชีวิต
  • การติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนของสุขภาพ ขึ้นอยู่กับอากาศบาดเจ็บ ถ้าได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ กระดูกสันหลัง หน้าอก หรือมีอาการบาดเจ็บรุนแรงอื่น ๆ โอกาสในการรอดชีวิตก็จะยิ่งน้อยลง เพราะอาการบาดเจ็บดังกล่าวเป็นอาการที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลในทันที นอกจากนี้ การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ถูกเศษซากตึกทับตัวอยู่เป็นเวลานาน ก็จำเป็นที่จะต้องให้แพทย์เข้าไปร่วมประเมินอาการก่อนที่จะยกวัสดุที่ทับตัวออก เนื่องจากผู้ประสบภัยที่ถูกกดทับด้วยของหนักเป็นเวลานาน จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายและฉีกขาด เนื่องจากไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง กระบวนการนี้จะทำให้เกิดสารพิษสะสมในกล้ามเนื้อ เมื่อแรงกดที่ทับอยู่ถูกปลดออก สารพิษจากเซลล์กล้ามเนื้อถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดและแล่นไปทั่วร่างกายทันที ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและไตวายเฉียบพลัน หลังจากช่วยออกมาได้ไม่นาน
  • การสูญเสียเลือดปริมาณมาก สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเลือดไหลไม่หยุดจะมีโอกาสมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  • ความเข็มแข็งทางจิตใจของผู้ประสบภัย ในกรณีของผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บทางกายรุนแรง ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีจิตใจมุ่งมั่นและแข็งแกร่มากพอที่จะอดทนรอความช่วยเหลือเพื่อจะมีชีวิตรอด เพราะเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ธรรมชาติของคนเราคือกลัว ตื่นตระหนก ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประคองสติให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา บางคนพยายามเคลื่อนไหวดิ้นรนหรือร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจนหมดแรง ทั้งที่ในสถานการณ์นั้นจะต้องพยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อเก็บพลังงานไว้
2. การเตรียมความพร้อมและวางแผนของหน่วยกู้ภัย

ในช่วง 72 ชั่วโมง หน่วยกู้ภัยมักต้องทำงานแข่งกับเวลาที่มีจำกัด แต่ทุกอย่างก็ยังคงต้องใช้เวลาเพื่อเตรียมความพร้อม คือ

  • ประเมินสถานการณ์ หากพื้นที่ที่เกิดเหตุมีตึกหลายตึกถล่มลงมา ด้วยการทำงานที่ทั้งเวลาและบุคลากรมีจำกัด บางกรณี ทีมกู้ภัยหน้างานจำเป็นต้องเลือก ระหว่างอาคารที่ถล่มลงมาทั้งหมดจนไม่เหลือโครงสร้างเลย จะมีโอกาสพบผู้รอดชีวิตน้อยมาก กับอาคารที่ถล่มลงมาบางส่วนโดยที่โครงสร้างอาคารยังอยู่ จะมีโอกาสพบผู้รอดชีวิตมากกว่า ย้ำอีกครั้งว่าถ้าต้องเลือกด้วยเงื่อนไขเรื่องเวลาและจำนวนคนทำงาน รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่มี หน่วยกู้ภัยจะเลือกอาคารที่มีโอกาสเจอผู้รอดชีวิตมากกว่า นั่นทำให้ทีมกู้ภัยต้องจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่มีโอกาสช่วยชีวิตสูง
  • การเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งก็มักจะเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดกั้น มีความเสียหายร้ายแรง และอันตราย จึงต้องมีการสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหาย จุดที่สามารถเข้าไปได้ การสำรวจสัญญาณขอความช่วยเหลือเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อไม่ให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม ทั้งผู้ที่ติดอยู่ในซากตึกถล่มเพื่อรอความช่วยเหลือ และผู้ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ
  • การระดมทรัพยากรต่าง ๆ และกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถทำงานกู้ภัยในสถานการณ์ภัยพิบัติ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านของการกู้ภัย ความรู้ทางวิศวกรรมเพื่อประเมินโครงสร้างของซากปรักหักพัง ความรู้ทางการแพทย์สำหรับเคสผู้บาดเจ็บหนัก อีกทั้งยังต้องการเวลาในการระดมทรัพยากรเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ตามสถานการณ์
  • การประสานขอความช่วยเหลือระหว่างประเทศ สำหรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่มีความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ก็ต้องการเวลาในการเดินทางและการจัดส่งทรัพยากร
3. การค้นหา การกู้ภัย และการจัดการทรัพยากรฉุกเฉิน

การช่วยเหลือภายใน 72 ชั่วโมงแรกมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง (และจะดียิ่งกว่าหากเป็นภายใน 24 ชั่วโมง) เนื่องจากผู้รอดชีวิตยังมีพลังงานและทรัพยากรจำกัดที่เพียงพอ หน่วยกู้ภัยจึงต้องทำงานแข่งกับเวลา ต้องรวดเร็ว แม่นยำ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้งาน รวมถึงการใช้สุนัขกู้ภัยเพื่อทำการค้นหาผู้ที่ติดอยู่ในซากปรักหักพัง

การนำผู้รอดชีวิตออกมาจากพื้นที่ประสบภัยจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบาดเจ็บเพิ่มเติมทั้งผู้ประสบภัยเองและตัวเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ ต้องระวังการถล่มซ้ำของโครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและไม่มั่นคง สำหรับผู้บาดเจ็บ ในบางเคสอาจต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปเป็นผู้ประเมินอาการผู้บาดเจ็บก่อนช่วยเหลือออกจากพื้นที่ เพราะความร้ายแรงของอาการเจ็บป่วยบางอย่างไม่สามารถประเมินด้วยสายตาได้

นอกจากนี้ ในพื้นที่ประสบเหตุ จะต้องมีการจัดการทรัพยากรฉุกเฉินให้เพียงพอในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ทั้งน้ำ อาหาร และอุปกรณ์การแพทย์ต้องถูกส่งไปในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยที่หน่วยงานช่วยเหลือต้องจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับจำนวนผู้ประสบภัยที่อาจเพิ่มขึ้น

4. หลักการทางจิตวิทยาในการสร้างความหวัง

คงพอจะทราบกันแล้วว่าช่วงเวลา 72 ชั่วโมงแรก ถือเป็นช่วงเวลาทองของการช่วยชีวิต เป็นช่วงเวลาวิกฤติที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือสูงสุด ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาแห่งความหวังและการให้กำลังใจกัน ว่าผู้ประสบภัยทุกคนจะยังมีชีวิตอยู่ และทั้งนี้ทั้งนั้น หลายคนก็ต้องเริ่มเตรียมใจสำหรับสิ่งเลวร้ายที่สุดด้วยเช่นกัน เพื่อลดผลกระทบทางจิตใจทั้งผู้ประสบภัยและญาติพี่น้องที่กำลังรอข่าวดี การช่วยเหลือใน 72 ชั่วโมงแรกจะช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ประสบภัย และเพิ่มกำลังใจให้กับชุมชนได้

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ความหวังและกำลังใจของญาติ ๆ ของหล่าผู้ประสบภัย ทุกชีวิตที่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงแรก ๆ ก็ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทีมกู้ภัยเช่นกัน แม้จะคุ้นชินกับความจริงที่ว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจมีการสูญเสีย แต่ที่คนทำงานเหล่านี้อาสามาทำงานที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้ พวกเขาก็คาดหวังว่าตนเองจะสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น ยิ่งหน่วยกู้ภัยสามารถช่วยชีวิตได้มากเท่าไรในช่วงเวลา 72 ชั่วโมงนี้ ก็จะยิ่งลดผลกระทบทางจิตใจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการจัดการภัยพิบัติได้มากขึ้นเท่านั้น