ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เราก็มักจะเห็นแต่สินค้านำเข้าจากจีนที่ติดป้าย made in china เต็มไปหมด ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีร้านรวงต่าง ๆ มากมายที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นธุรกิจจากจีนโดยคนจีนแท้ ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในแทบทุกชุมชน แม้แต่กับตึกร้างโกโรโกโสที่ไม่เคยเป็นที่เหลียวแลของใคร หลัง ๆ มานี้ก็ถูกเช่านำมาทำเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้าและบริการจากจีนแทบจะทั้งนั้น เหนือกว่าการปล่อยทิ้งร้างเฉย ๆ ต่อไป คือการที่ได้รับการเสนอค่าเช่ามากกว่า 2 เท่าตัวเป็นอย่างต่ำ เจ้าของห้องที่ไหนจะกล้าปฏิเสธได้ลง
อย่างไรก็ตาม การบ่าทะลักเข้ามาของสินค้าจีนและธุรกิจจากจีนในแทบทุกประเภทสินค้า กำลังจะทำให้ผู้ประกอบการคนไทยตาย และธุรกิจต่าง ๆ ที่เคยเป็นของคนไทย ก็จะถูกแทนที่ด้วยธุรกิจประเภทเดียวกันแต่มีเจ้าของเป็นคนจีน จากการรุกคืบเข้ามาของทุนจีนที่ค่อย ๆ ไล่ต้อนอาชีพและกิจการของคนไทย ด้วยการเสนอขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ถูกกว่าจนผู้ประกอบการไทยไม่สามารถสู้ได้ สงครามราคานำมาซึ่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หลัก ๆ แล้วคือการที่กลุ่มทุนจีนแผ่ขยายสร้างอิทธิพลในแผ่นดินไทยได้อย่างง่ายดายเกินไปชนิดที่ไม่มีอะไรมากั้น ไม่มีใครควบคุมได้ แม้กระทั่งรัฐบาล
ทำไมผู้ประกอบการไทยถึงไม่สามารถสู้กับทุนจีนได้ เหตุผลหลัก ๆ ก็คือ ทุนจีนนั้นมีสายป่านที่ยาวกว่า ประการหนึ่ง คือได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในเรื่องของเงินทุน ประการต่อมา คือการที่สามารถเข้าถึงแหล่งการผลิตที่มีต้นทุนราคาถูกว่ามาก หรือก็คือผลิตจากจีน โดยคนจีน และขายด้วยคนจีนนั่นเอง เมื่อมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและประสิทธิภาพที่สูงกว่า แค่เหตุผล 2 ข้อนี้ ก็ทำให้ธุรกิจจีนสามารถเสนอขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้โดยไม่ต้องสนใจเรื่องขาดทุน ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่า จึงไม่สามารถสู้ได้ กลยุทธ์ลดราคาเพื่อตัดหน้าก็ไม่ยั่งยืน การขาดสภาพคล่อง การขาดทุนนาน ๆ ไม่อาจทำให้ธุรกิจอยู่รอด ล้มไปโดยอัตโนมัติ
ส่วนในแง่ของผู้บริโภค ที่อาจจะกำลังพึงพอใจที่ได้ซื้อของจีนราคาถูกจาก ไปพร้อม ๆ กับการเย้ยหยันผู้ประกอบการไทยว่าขายแพงเอง ในฐานะผู้บริโภคที่มีสิทธิ์เลือกก็ย่อมต้องเลือกของถูกกว่าอยู่แล้ว โดยที่ไม่เข้าใจว่าผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนด้านใดบ้างที่ต้องแบกรับ อาจต้องพึงระวังไว้ เพราะในวันที่คนจีนแห่มายึดธุรกิจของคนไทยไปจนหมด คู่แข่งอย่างผู้ประกอบการไทยอยู่ไม่ได้ ต้องล้มหายตายจากไปเอง ก็จะไม่มีคู่แข่งมาทำการแข่งขันอีกต่อไป จากที่เคยเลือกได้ว่าจะจ่ายเงินให้กับสินค้าตัวไหน กลายเป็นเลือกไม่ได้เพราะมีอยู่แค่เท่านี้ ก็จะถูกบีบให้ไร้ตัวเลือก สินค้าที่เคยราคาถูก อาจถูกทำให้แพงขึ้น ส่วนคุณภาพก็ไม่ต้องสนใจ แพงยังไงห่วยยังไงคนก็ต้องซื้อ เพราะไม่มีคู่แข่งแล้ว
กลยุทธ์และวิธีการของสงครามราคา
ทุกวันนี้ ตามย่านการค้าที่สำคัญในกรุงเทพฯ เราจะเห็นร้านขายอาหารจีนหรือร้านขายสินค้าจากจีนกระจายตัวอยู่ทั้ง 2 ฝั่งถนน โดยวิธีสังเกตร้านทุนจีนขั้นเบสิกที่สุด คือสังเกตฟอนต์ตัวหนังสือ ที่มักจะเป็นฟอนต์เดียวกันเกือบทุกร้าน ไม่ฟอนต์ Tahoma ก็ฟอนต์ Leelawadee ซึ่งเป็นฟอนต์พื้นฐานที่ติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้งานได้ฟรี ทั้งบน Windows และ macOS และเป็นฟอนต์ที่รองรับได้หลายภาษา (ภาษาไทยก็รวมอยู่ในนั้น) นั่นเท่ากับว่าไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือจ้างคนมาทำฟอนต์เลยสักสตางค์เดียว นอกจากนี้ ยังจะพบว่าการพิมพ์คำแต่ละคำ ตำแหน่งของสระบน สระล่าง และวรรณยุกต์ผิดเพี้ยนเหลื่อมกันไปหมด ตัวอักษรโดดไปโดดมา หรือตัดคำขึ้นบรรทัดใหม่แปลก ๆ
การที่ทุนจีนรุกคืบเข้ามาทำการค้าขายเองในแผ่นดินไทย ได้สร้างความกดดันและทำลายผู้ประกอบการไทยผ่าน “สงครามราคา” เพราะทุนจีนสามารถกุมความได้เปรียบที่สำคัญอย่าง “ราคา” ได้เหนือกว่าผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะด้วยกลุ่มทุนจีนเหล่านี้สามารถหาสินค้าราคาโรงงานจีน (ที่ให้ค่าแรงแรงงานถูกมาก) ได้ ทำให้ได้สินค้าที่มีต้นทุนถูกมาก ที่สำคัญยังไม่จำเป็นต้องค้าขายผ่านคนกลาง ภาษีไม่ต้องเสีย และนำเงินกลับจีนได้แทบทั้งหมด โดยทั่วไปกลยุทธ์ที่ใช้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและขนาดของธุรกิจ
1. การลดราคาสินค้าให้ต่ำ เพราะใคร ๆ ก็ชอบของราคาถูก ร้านจีนที่มาเปิดขายเอง สามารถเสนอราคาขายที่ต่ำกว่าของที่ร้านไทยขาย หรือให้ส่วนลดมากกว่าร้านไทยเป็นเท่าตัวก็ยังได้ รวมถึงสินค้าหลายประเภทที่นำเข้ามา ยังไม่จำเป็นต้องขอมาตรฐานใด ๆ อีกด้วย นี่เป็นวิธีการตัดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าและแย่งส่วนแบ่งการตลาด กลุ่มทุนจีนสามารถขายสินค้าหรือบริการในราคาทุนหรือต่ำกว่าต้นทุนได้ โดยที่ตัวเองอยู่รอดเพราะทุนหนาสายป่านยาว แต่ผู้ประกอบการไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน การทุ่มตลาดในลักษณะนี้จะนำไปสู่การทำลายทั้งผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภคเอง
เพราะเมื่อสินค้าราคาถูกมาก ๆ คนแห่ไปซื้อของถูก ผู้ประกอบการไทยก็จะหมดทางสู้ ลดราคาลงอีกเพื่อตัดหน้าก็สู้ไม่ไหว เข้าเนื้อขาดทุนย่อยยับ พอคู่แข่งคนไทยหมดไป สินค้าที่เคยราคาถูกมาก ๆ ก็ขึ้นราคาขายได้สบาย ๆ ผลก็คือผู้บริโภคที่หมดทางเลือกก็จำต้องจ่ายราคาแพง ด้วยไม่มีตัวเลือกอื่นจากผู้ประกอบการรายอื่นที่ถูกกว่าให้เลือกอีกแล้ว
2. การขยายกิจการอย่างรวดเร็ว เป้าหมายหลักก็คือ เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้กว้างขวาง เข้าถึงลูกค้าได้ทุกหนทุกแห่งมากกว่าคู่แข่งที่เป็นผู้ประกอบการไทย กลยุทธ์นี้ เราจะเห็นได้จากการที่สินค้าอย่างหนึ่งมีการเพิ่มสาขาอย่างรวดเร็ว เป็นวิธีการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายด้วยการเดินเข้าไปหาลูกค้าเองถึงที่ จนมีร้านสินค้าจีนแทรกซึมอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ทั้งในย่านการค้าใหญ่ ๆ และชุมชนทั่วไป เพื่อให้คนในชุมชนได้รู้จักสินค้าที่ไม่เคยมีในชุมชนมาก่อน หรือไม่เคยมีผู้ประกอบการไทยกล้ามาเปิดในทำเลแบบนี้ เมื่อคนในชุมชนทั่วไปเดินทางไปที่อื่นแล้วเจอสินค้าแบรนด์เดียวกัน เพราะรู้จัก คุ้นเคย จึงเลือกใช้แบรนด์นั้นซ้ำ
การที่กลุ่มทุนจีนสามารถขยายสาขาได้มากมายอย่างรวดเร็ว แม้ในชุมชนทั่วไปที่ไม่ใช่ทำเลทอง อาจเป็นเพราะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้ในปริมาณมาก มีคุณภาพสูง ใช้เวลาน้อย ในราคาที่ถูกลง เน้นให้คนรู้จัก คุ้นเคย และใช้ซ้ำด้วยความภักดีต่อแบรนด์
3. การใช้กลยุทธ์ทางการตลาด เรื่องการตลาดก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจที่ธุรกิจจีนนำมาใช้ในการตรึงลูกค้าให้มีความภักดีต่อแบรนด์ เริ่มตั้งแต่คุณภาพของสินค้าหรือบริการที่อยู่ในระดับที่ไม่น่าเกลียด คุณภาพไม่ได้ดีมากแต่ก็ไม่แย่ คนทั่วไปเข้าถึงง่าย ยอมรับได้ ราคาไม่เกินเอื้อม และรู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่าย เพราะในกลุ่มคนทั่วไปอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากขนาดนั้น แต่ให้ความสำคัญกับราคาที่ตัวเองจ่ายไหวมากกว่า หรือมีการบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ ก็ยิ่งคุ้มค่าที่จะจ่าย ในบางบริการผู้ประกอบการไทยอาจไม่ได้สนใจในรายละเอียด หรืออาจต้นทุนสูงเกินจะลงทุนก็เป็นได้เช่นกัน แต่ทุนจีนทำได้เนื่องจากสายป่านยาว และต้นทุนมาจากภาครัฐที่สนับสนุน
นอกจากนี้ ยังอาจใช้การตลาดที่เข้มข้นเข้ามาช่วยอีกทาง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การมอบส่วนลดพิเศษและทำโปรโมชันต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายลดแลกแจกแถม หรือแม้แต่การทำระบบสะสมแต้ม ซื้อครบเท่านี้ครั้ง นำแต้มที่สะสมไว้แลกนั่นแลกนี่ได้ ใครอยากได้ของแลกก็ต้องเข้ามาซื้อบ่อย ๆ เพื่อเก็บแต้ม กลายเป็นการสร้างความจงรักภักดีให้กับแบรนด์ไปโดยปริยาย กลยุทธ์ที่เห็นผลได้ไว คือการเสนอขายสินค้าปริมาณมากในราคาต่ำ จะช่วยให้สามารถครองตลาดได้เร็วขึ้นและยังลดราคาต้นทุนต่อหน่วยลงอีกด้วย
4. การเข้าถึงแหล่งทุนและทรัพยากร หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าธุรกิจจีนบางเจ้ามีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและทรัพยากรได้มากกว่าคนไทย ซึ่งนี่สามารถสร้างความได้เปรียบผู้ประกอบการไทยได้สูงมาก การที่ทุนจีนมีเงินทุนหนาและสายป่านยาว หลายรายได้รับการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลจีนโดยตรงทั้งในด้านการเงินและทรัพยากร ผู้ที่สนใจอยากทำธุรกิจในต่างแดน สามารถไปทำเรื่องกับทางราชการได้อย่างถูกต้อง รัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนเต็มที่ จนสามารถค้าขายได้โดยใช้เงินกู้ยืม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้กำไรเมื่อไรค่อยเอาไปชำระคืน
การมีต้นทุนในการทำธุรกิจจากรัฐบาลที่ช่วยสนับสนุน ในส่วนนี้ก็มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงมากพอแล้ว แต่การที่ธุรกิจจีนยังมีความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรและวัตถุดิบในราคาที่ต่ำกว่าผู้ประกอบไทย ยังเพิ่มขีดความสามารถในการทำสงครามราคา ทำให้สามารถลดทั้งต้นทุนการผลิตและราคาขายให้ต่ำลงได้อีกด้วย ยิ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยไม่อาจสู้ได้เลย
5. การควบรวมกิจการและการซื้อกิจการ อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจของธุรกิจจีนที่ค่อย ๆ รุกคืบเข้ามาทำลายผู้ประกอบการไทย คือการเข้าซื้อกิจการของคู่แข่งไทยที่ไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกลยุทธ์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ อยู่ยาก แข่งขันลำบาก เป็นหนี้เป็นสินจากการขาดทุนต่อเนื่อง เมื่อใกล้จะอยู่ไม่ได้ ก็จำต้องขายให้กลุ่มจีนที่เข้ามาเสนอขอซื้อนำไปทำต่อ จึงอาจทำให้ธุรกิจจีนได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้าเดิมของแบรนด์ไทย ทั้งยังลดการแข่งขันกับคู่แข่งลงได้อีก เพราะธุรกิจไทยจึงต้องปิดตัวลงหรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจจีนไป
6. การใช้ระบบออนไลน์และเทคโนโลยีดิจิทัล ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีของจีนนั้นมีความทันสมัยมากกว่า ทั้งเทคโนโลยีการผลิตและเทคโนโลยีการขายผ่านออนไลน์ ซึ่งจีนเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซเอง ที่ปัจจุบันเข้ามาตีตลาดในไทยได้แล้ว สินค้าจีน ผลิตในจีน โดยคนจีน ลงขายบนแพลตฟอร์มของจีนเอง แต่ขายให้คนไทย สินค้าบางอย่างจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาตั้งร้านที่ไทยด้วยซ้ำ แต่ขายให้คนไทยได้ ทำให้ตัดต้นทุนในหลาย ๆ ส่วนออกไป จึงเสนอขายราคาสินค้าหรือบริการที่ต่ำแต่คุณภาพสูงได้ ของส่วนใหญ่ราคาถูกมาก บางอย่างเหมือนแจกฟรี อย่างไรก็ตาม เรื่องของคุณภาพมักจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องพึ่งดวงลุ้นเองเองมากกว่าในปัจจุบัน
การใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้การค้าขายผ่านทางออนไลน์เขาถึงลูกค้าได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลางหรือแพลตฟอร์มตัวกลางจากประเทศอื่น ไม่ต้องหวังพึ่งข้อมูลลูกค้าจากแพลตฟอร์มนั้น ๆ มาวิเคราะห์กลยุทธ์เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพราะเก็บข้อมูลนั้นได้เองจากการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม
ผลกระทบของสงครามราคาต่อตลาดในไทย
สงครามราคาจากธุรกิจจีนที่เข้ามาดำเนินการเองในประเทศไทย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการเจ้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันกับราคาขายที่ต่ำกว่ามาก ๆ ของธุรกิจจีนได้ นำไปสู่การเสียส่วนแบ่งทางการตลาด ขายกิจการ ปิดกิจการ หรือแม้แต่การล้มละลายของผู้ประกอบการ เพราะการต่อสู้อย่างดุเดือดเพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่ได้นั้น ผู้ประกอบการไทยอาจต้องลดราคาสินค้าของตนเองให้เท่าหรือใกล้เคียงกับราคาที่ทุนจีนตั้งไว้ ส่งผลให้กำไรน้อยลงหรือขาดทุนในบางกรณี หรือถ้าลดต้นทุนไม่ได้ ก็ต้องลดคุณภาพสินค้าลงเพื่อให้ได้ต้นทุนถูก ซึ่งก็อาจทำให้คุณภาพที่ได้แย่จนขายไม่ได้
ส่วนผู้บริโภค ในช่วงที่การแข่งขันสูง สงครามราคากำลังดำเนินอยู่ ธุรกิจจีนขายสินค้าราคาต่ำ ส่วนผู้ประกอบการไทยก็ต้องลดราคาสินค้าลงมาเพื่อต่อสู้ หรือปรับปรุงการบริการของตนเองให้น่าประทับใจเท่า จะทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าและบริการคุณภาพดีในราคาที่ถูกลง ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น เป็นข้อดีระยะสั้นในช่วงสงครามราคา แต่ในระยะยาว ผู้บริโภคจะพบกับผลกระทบในทางลบเช่นกัน
เพราะการแข่งขันที่จำเป็นต้องลดราคามาตัดหน้ากันแต่ยังคงไว้ซึ่งกำไร จะต้องไปลดที่ต้นทุนการผลิต ส่งผลให้คุณภาพสินค้าหรือบริการลดลง ใครทุนหนาก็ยังอยู่สู้ได้ แต่ถ้าใครเริ่มขาดทุนก็จะขาดทุนยาวจนต้องจากไป และเมื่อคู่แข่งส่วนหนึ่งล้มหายตายจากไปจากตลาด ความหลากหลายและคุณภาพของสินค้าและบริการก็จะน้อยลง ในอนาคตต่อไปอีก เจ้าที่ได้ไปต่อก็อาจปรับราคาสินค้าและบริการให้แพงขึ้นได้โดยไม่มีคู่แข่งมาตัดราคาอีกแล้ว และผู้บริโภคก็จะไม่มีทางเลือกอะไรอีกเลย
มาตรการรับมือที่ไม่ได้หยิบมาทำอย่างจริงจัง
ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้าไทย หรือปัญหาทุนจีนบุกเข้ามาทำธุรกิจเองในไทย ไม่ใช่ปัญหาใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่ในช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ เราจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่าธุรกิจจีน หรือสินค้าจากจีนดำเนินการได้รุ่งเรืองมาก ร้านรวงต่าง ๆ ที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นร้านทุนจีนมาเปิดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และทำให้ย่านการค้าสำคัญหลาย ๆ ย่านในกรุงเทพฯ กลายเป็น Chinatown แห่งที่ 2 ต่อจากย่านเยาวราช ซึ่งเป็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อมองไปทางไหนก็เจอแต่ร้านจีน ทำให้ในเวลานี้ ปัญหาดังกล่าวเริ่มยากที่จะควบคุม โดยอาจทำให้ธุรกิจของไทยไปไม่รอดและถูกกินรวบไปในที่สุด
ความรุนแรงของปัญหานี้ สะท้อนให้เห็นผ่านตัวเลขขาดดุลการค้าของไทยกับจีนในปีที่ผ่านมา ที่พุ่งสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากจนน่าตกใจ และนี่ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะการแข่งขันมันทวีความเข้มข้นจนผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก สินค้าบางรายการต้องลดกำลังการผลิตลงครึ่งหนึ่ง การผลิตเต็มกำลังทำให้สูญเสียต้นทุนไปกับสินค้าคงค้างที่ขายไม่ออก เงินจม กำไรน้อย ขาดทุน จนต้องปิดกิจการไปเลยก็มี
อย่างไรก็ดี ในประเทศที่รัฐบาลเข้มแข็ง จะมีการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมและปกป้องธุรกิจของคนในประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อให้ประชาชนในประเทศมีธุรกิจสำหรับทำมาหากิน เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ หากธุรกิจที่เกี่ยวกับการดำรงชีพพื้นฐานของคนในประเทศ ที่เจ้าของกิจการเป็นคนในประเทศล้มหายตายจากไปหมด คนในประเทศก็ต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แรงงานในประเทศจำนวนมากกลายเป็นลูกจ้างของเจ้าของกิจการชาวต่างชาติ ที่ให้คนในประเทศมานั่งเป็นนอมินีบริหารเพื่อเลี่ยงบาลีกฎหมาย ก็ยิ่งสร้างข้อได้เปรียบที่ต่างชาติจะสามารถบีบคนท้องถิ่นได้ทุกทาง เพราะไม่สามารถดูแลและพึ่งพาตัวเองได้ แม้กระทั่งสินค้าพื้นฐานยังต้องพึ่งการนำเข้า
สำหรับมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจการและสินค้าจากต่างชาติที่บ่าทะลักเข้ามาในเมืองไทย จริง ๆ แล้วก็มีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ เพียงแต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง เช่น
- พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เป็นกำหนดข้อห้ามสำหรับการกระทำที่มีผลต่อการผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือสร้างการปิดกั้นทางการค้า
- พ.ร.บ. ภาษีศุลกากร พ.ศ. 2469 เป็นข้อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้า ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อปกป้องสินค้าภายในประเทศได้
- พ.ร.บ. การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เป็นการกำหนดกฎระเบียบและข้อกำหนดในการนำเข้าและส่งออกสินค้าบางประเภท
- มาตรการเยียวยาการค้าระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผลกระทบที่เกิดจากการนำเข้าสินค้ามาขายในประเทศอย่างไม่เป็นธรรม หรือนำเข้าในปริมาณมาก เพื่อให้อุตสาหกรรมภายในที่ได้รับความเสียหาย สามารถปรับตัวหรือต่อสู้กับสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมได้ โดยมี 3 มาตรการคือ
- มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ใช้เพื่อตอบโต้สถานการณ์การทุ่มตลาด ที่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ส่งออกสินค้าในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าปกติของสินค้าชนิดเดียวกันที่ขายภายในประเทศผู้ส่งออก/ผู้ผลิตเอง
- มาตรการตอบโต้การอุดหนุน ใช้เพื่อตอบโต้สถานการณ์ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการอุดหนุน หรือก็คือรัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการภายในประเทศ มีผลให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลงและทำให้สินค้าที่ส่งออกมายังประเทศผู้นำเข้าอยู่ในราคาที่บิดเบือนและก่อกวนตลาด
- มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ใช้เมื่อประเทศผู้นำเข้ามีการนำเข้าสินค้าเพิ่มสูงขึ้นจนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน
- พ.ร.บ. การส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 เป็นกฎหมายที่เน้นส่งเสริมการลงทุนในประเทศ และจะมีบางมาตรการที่ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศจากการแข่งขันกับต่างประเทศ
- พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ใช้เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ และป้องกันการนำเข้าสินค้าต่างประเทศที่ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าในประเทศ
แม้ว่าการแข่งขันทางการค้า อาจเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์จากการที่มีตัวเลือกสินค้าและบริการที่หลากหลายขึ้น และจ่ายในราคาที่ถูกลง แต่นั่นเป็นเพียงข้อดีในระยะสั้นเท่านั้น แถมยังทำลายผู้ประกอบการในประเทศด้วย การที่สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน สามารถนำเข้ามาขายได้เลย ชนิดที่แทบไม่ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่ยุ่งยากเหมือนสินค้าในประเทศ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมากมาย ดูไม่ค่อยยุติธรรมกับผู้ประกอบการในประเทศสักเท่าไร จึงควรเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐที่ต้องไม่ปล่อยให้สินค้าจากต่างชาติทะลักเข้ามากลืนกินผู้ประกอบการไทยไปจนหมด ในเมื่อมีกฎหมายไทยที่สามารถจะปกป้องคนไทยได้
มาตรการทางภาษีและกฎกมายกีดกันทางการค้าหลายฉบับ มีขึ้นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศจากการแข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะกีดกันจนทำลายตลาดการค้าเสรี เพราะกฎหมายเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว การกีดกันการค้าด้วยกฎหมายฉบับต่าง ๆ จึงเป็นเพียงการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ กับการเปิดเสรีทางการค้า นี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องปกป้องประชากรของตนเอง นอกจากนี้ ควรมีมาตรการที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในด้านต่าง ๆ บ้าง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทย ไปพร้อม ๆ กับการควบคุมและกำกับดูแลการลงทุนจากต่างชาติให้มีความสมดุล






























