Hikikomori ทุกคนต่างมีบาดแผลที่ต้องเยียวยา

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้รับชมสารคดีทางช่อง NHK World เกี่ยวกับเรื่องของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า Hikikomori (ฮิกิโกโมริ) ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นใช้เรียกคนที่แยกตัวออกจากสังคม ใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านหรือห้องของตัวเองเป็นเวลานานโดยไม่ออกไปทำงานหรือเรียนหนังสือ รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

ปัญหาเรื่อง Hikikomori ในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และในเวลานี้กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “ฮิกิโกโมริ” เริ่มมีอายุมากขึ้น อยู่ในวัยระหว่าง 50-70 ปี

จากที่กลุ่ม “ฮิกิโกโมริ” แยกตัวจากสังคมตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่มสาว และอาศัยอยู่กับพ่อแม่มาเป็นระยะเวลาเกือนสามสิบปี เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต กลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่สามารถช่วยตัวเองได้ แม้จะมีนักสังคมสงเคราะห์พยายามจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่เหล่า “ฮิกิโกโมริ” ปฏิเสธมือที่ยื่นมา สุดท้าย ด้วยสถานะการเงินและความเป็นอยู่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ พวกเขาจึงเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เหมือนกับที่สารคดีเรื่องนี้ตั้งชื่อเอาไว้ว่า “Dying out of Sight”

ปัญหาของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “ฮิกิโกโมริ” ที่สารคดีเรื่องนี้พยายามสื่อให้เห็นผ่านสายตาของน้องชาย ผู้มีพี่ชายเป็น “ฮิกิโกโมริ” เรื่องราวของพี่ชายที่เคยเป็นคนจริงจังกับงาน ทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง สุดท้ายเมื่อกลายสภาพเป็นคนว่างงานและอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ความภาคภูมิใจของพี่ชายนั้นได้หมดลง ส่งผลให้พี่ชายเก็บตัวอยู่ในห้องของตนเอง และไม่พบหน้าผู้คนมาเป็นเวลานานกว่าสามสิบปี จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย ที่น้องชายกล่าวถึงการตายของพี่ชายว่า “เขาคงได้แต่มองเพดานเป็นภาพสุดท้ายก่อนจะจากโลกนี้ไป”

เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเดียวของกลุ่มคนที่มีอาการ “ฮิกิโกโมริ” ซึ่งคนเหล่านี้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสูงวัย การปลีกตัวจากสังคมและไม่ได้ทำงานมาเป็นระยะเวลายาวนาน ประกอบกับชีวิตที่ต้องอาศัยพ่อหรือแม่มาโดยตลอด ทำให้กลุ่มคนที่มีอาการ “ฮิกิโกโมริ” ยากที่จะลุกขึ้นมาใหม่ได้ และถึงแม้ทางการญี่ปุ่นจะมีนักสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือขนาดไหน แต่กลุ่มคนเหล่านี้แทบจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือ ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏในสารคดีนั้นระบุว่ามีสูงกว่า 70%

ปัญหาแยกตัวออกจากสังคมในลักษณะของ “ฮิกิโกโมริ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ที่ปรากฏชัดที่ญี่ปุ่น เพราะสังคมที่นี่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดในการทำงาน ความคาดหวังจากครอบครัว และความคาดหวังจากตัวเอง ปัจจัยดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้กลุ่มคนหนุ่มสาวในวัยทำงานกลายเป็น “ฮิกิโกโมริ”

จากสารคดี Dying out of Sight นั้นแสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนที่ปลีกตัวจากสังคมนั้น ส่วนใหญ่เคยเป็นคนที่ใช้ชีวิตปกติในสังคมการทำงานมาก่อน แต่ภายหลังจากที่ต้องพบกับความกดดันในการทำงาน ความล้มเหลวของธุรกิจ รวมถึงความผิดหวังที่ไม่สามารถไปถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ความรู้สึกผิดหวังที่ประดังประเดเข้ามาทำให้คนหนึ่งคนค่อย ๆ กลายเป็น “ฮิกิโกโมริ” จนท้ายที่สุดต้องจากโลกนี้ไปโดยที่ไม่มีใครได้รับรู้

ดูสารคดีเรื่องนี้จนจบแล้ว ก็นึกอยากบอกคนที่ชอบออกตัวเวลาทำอะไรไม่ดีกับคนอื่นว่า “เพราะโลกนี้มันร้าย” อยากให้เขาหรือเธอเหล่านั้นเปลี่ยนความคิดมาเป็น “ใจดีกับโลกบ้างเพื่อให้โลกร้ายกับเราน้อยลง” แบบนี้น่าจะดีกว่า เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีใครอยากเป็นคนอ่อนแอเพื่อให้คนอื่นมาเย้ยหยัน หากแต่ละคนมีวิธีรักษาบาดแผลในใจของตนเองที่ไม่เหมือนกัน “One man’s meat is another man’s poison” เพราะเรานั้นต่างกันค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า