Frankly Speaking เรื่องตลกร้ายของคนที่ต้องพูดแต่ความจริง

ภาพจาก JTBC

กลับมาเจอกันอีกครั้งในคอลัมน์ชะนีติดซีรีส์ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วไม่ได้เขียน เพราะมีงานนอกสถานที่ค่อนข้างด่วน ก็ไม่เป็นไรแหละเนอะ เพราะจริง ๆ ก็ดูซีรีส์ไม่ค่อยทันอยู่แล้ว 555 ทั้งเรื่องเก่า เรื่องที่ดอง เรื่องใหม่ มีมากมายไปหมดเลย อารมณ์จะเปิดดูบางทีก็ไม่มี เพราะเหนื่อย ๆ ง่วง ๆ มา ก็อยากนอนไม่ได้อยากดูซีรีส์

Frankly Speaking เป็นเรื่องราวของผู้ประกาศข่าวหนุ่มธรรมดา ๆ ที่มีความใฝ่ฝันแบบคนทั่ว ๆ ไปที่อยากจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อยากเลื่อนตำแหน่งไปสู่จุดที่สูงขึ้น ซึ่งเวลานี้ “โอกาส” ในการไต่เต้าไปสู่จุดนั้นก็กำลังพุ่งเป้ามาหาเขา จากการที่เขาวางตัวดี ทำงานเก่ง เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี มีความอดทนอดกลั้น รับมือกับสถานการณ์แย่ ๆ ได้อย่างมืออาชีพ ส่วนตัวก็เป็นคนหล่อดูดีอยู่แล้ว ไหนจะมีข่าวลือว่าที่บ้านเขารวยมากอีก เขาเลยดูเพอร์เฟกต์ไปหมดทุกอย่าง ดูมีอนาคตแบบไม่ต้องพยายาม ดังนั้น เขาแค่ต้องคว้ามันไว้ แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ภาพจาก FB: JTBC

แต่แท้จริงแล้วเขาเองก็สู้ชีวิตไม่ต่างจากคนอื่น การวางตัวมันก็คือมารยาทที่ดีและภาพลักษณ์ของคนทำอาชีพผู้ประกาศข่าวอยู่แล้ว แค่เพิ่มการปั้นหน้าปั้นคำพูดให้ดูดีเข้าไปเพิ่มเท่านั้น และเรื่องข่าวลือต่าง ๆ ที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวเขา ในเมื่อมันให้คุณมากกว่าโทษ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ข่าวแต่อย่างใด คนเชื่อกันไปเอง เขาไม่ได้ไปโกหกไว้แบบนั้นเสียหน่อย

อย่างไรก็ตาม โอกาสทางการงานที่ดีที่กำลังพุ่งตรงมาที่เขากลับเปลี่ยนทิศ เพราะตัวเขาดันประสบอุบัติเหตุโดนไฟช็อตใส่ตัว ร่างกายเขาไม่เป็นไร แต่กลับสูญเสียความสามารถในการโกหกไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยต้องพูดโกหก หรือบิดเบือนคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแม้กระทั่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรตามที่ตัวเองคิด เพื่อไม่ให้คำพูดตรงไปตรงมานั่นมันแทงใส่หน้าคนฟัง กลายเป็นว่าเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย ในหัวคิดอะไร ปากก็จะโพล่งสิ่งนั้นออกมาโดยที่ไม่สามารถโกหกได้ จากคนที่ระวังคำพูด ระวังกิริยาท่าทาง กลายเป็นคนปากไม่มีหูรูดไปในทันที

ภาพจาก FB: JTBC

เมื่อปากเจ้ากรรมพาชีวิตพัง กำลังจะพารวยอยู่แหม็บ ๆ ดั๊นพาซวยในบัดดล กำลังจะได้ออดิชันแจ้งเกิดในฐานะผู้ประกาศข่าวหลักของช่อง ก็โดนคุมกำเนิดในพริบตา กลายเป็นคนตกอับโดนพักงาน แต่ในระหว่างที่ตกอับ เขาเองก็ได้ข้อคิดเตือนใจหลายอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ผ่านมาว่าเขาเองก็ใช้ชีวิตอยู่แบบคนโกหก ลุ่มหลงอยู่กับความจอมปลอมเพื่อใช้ประโยชน์จากมัน รวมถึงค่อย ๆ ไขปริศนาไฟช็อตประหลาดที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปด้วย มันมีสวิตช์ที่เปิด ๆ ปิด ๆ ความปากพล่อยได้ และสวิตช์ที่ว่านั่นก็เกี่ยวข้องกับนางเอก ซึ่งเป็นนักเขียนบทรายการวาไรตี้ที่กำลังหมดมุกเขียนบทรายการ อีกทั้งรายการที่ทำอยู่กำลังจะเจ๊ง ซึ่งพวกเขาทำงานอยู่ที่เดียวกัน

สังคมการทำงานเหมือนสนามรบนะ ถ้าใส่ชุดเกราะดี ๆ ก็จะไม่มีใครกล้าแหย็มกับนายตั้งแต่แรก

จำได้ว่าเคยบอกไว้ที่ไหนสักที่ในเว็บ Tonkit360 นี่แหละ ว่าส่วนตัวชอบดูซีรีส์ของเกาหลีเรื่องที่เขาเน้นไปที่อาชีพต่าง ๆ ของตัวละคร ว่าเขาทำถึง ทำได้แบบถึงพริกถึงขิงดี แล้วทำได้หลากหลายอาชีพในสังคมที่ไม่ได้มีอยู่แค่หมอ ครู ตำรวจ ข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ แต่เล่าลงไปถึงวิชาชีพจริง ๆ ของการทำงาน ที่ไม่ได้ถูกแบ่งผิวเผินเป็นอาชีพหลัก ๆ ไม่กี่อาชีพ ทางฝากของเกาหลี ถ้าฉากอยู่ในโรงพยาบาล เขาก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอาชีพหมออย่างเดียว เจ้าหน้าที่แผนกต่าง ๆ ไม่ใช่หมอ แต่ก็ทำงานที่โรงพยาบาลเหมือนกัน หรือจริง ๆ ช่างแต่งหน้าศพ เขาก็ทำงานของเขาในโรงพยาบาลเหมือนกัน ซีรีส์เกาหลีพูดถึงอาชีพต่าง ๆ ที่หลากหลายดี

ภาพจาก FB: JTBC

ซึ่งซีรีส์ที่ขายพล็อตเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ทำถึงกันทั้งนั้นนะ เป็นบทที่ถูกเขียนออกมาให้นักแสดงได้เล่นใหญ่ แสดงเป็นอาชีพนั้น ๆ อย่างสมจริง อย่างในซีรีส์เรื่อง Frankly Speaking นี้ ก็มีฉากหลัก ๆ อยู่ในสถานีวิทยุโทรทัศน์ สถานที่ที่รวบรวมคนเอาไว้หลากหลายอาชีพในที่เดียว พระเอกเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ นางเอกเป็นนักเขียนบทรายการวาไรตี้ พระรองเป็นนักร้องเพลงทร็อตที่หันมาเอาดีในการเป็นพิธีกรรายการวาไรตี้ และอีกหลากหลายอาชีพที่จะเจอได้ในสถานที่นี้ ทั้งนักข่าว นักจัดรายการวิทยุ ช่างภาพ ผู้อำนวยการผลิตรายการ นักแสดง ไอดอล ป้าแม่บ้าน ลุงรปภ. ฯลฯ ฉากสถานที่เดียว เล่าอาชีพต่าง ๆ ได้เป็นสิบ จิ้มเอาเลยว่าจะเล่าอาชีพไหน

และจริง ๆ จะบอกว่าสิ่งที่รุ่นพี่ของพระเอกบอก (ตามหัวข้อของประเด็น) มันก็ไม่ได้ผิดนะ สังคมการทำงานที่เหมือนสนามรบ ถ้าการปรากฏตัวครั้งแรกเราสร้างภาพจำแบบไหน คนก็จะจำภาพแบบนั้น และถ้าเรามีชุดเกราะดี ๆ แบบที่ใครก็เกรงใจ ไม่กล้าเข้ามาแหย็ม มันก็จะช่วยปกป้องเราไปได้ตราบนานเท่านาน ให้เราอยู่รอดปลอดภัยปกติสุข ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องหรือสร้างเรื่องท้าทาย

ภาพจาก FB: JTBC

อย่างไรก็ตาม มันก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พระเอกต้องเดินเข้าสู่วังวนของการสร้างภาพลักษณ์ที่จอมปลอมขึ้นมาก็ได้นะ ความดูดีจนใครเห็นก็ไม่มีข้อกังขา ทำให้มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเขาที่คนในออฟฟิศต่างก็สันนิษฐานขึ้นมาแบบมั่ว ๆ แล้วคุยกันปากต่อปาก จากที่เขาไม่เคยบอกใครว่าเขาคอนโดหรูที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ เขาเป็นแค่คนอาศัยที่เหมือนมาอยู่เฝ้าห้องแทนเจ้าของ ทุกคนก็เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของห้อง รถหรูที่เขามีหน้าที่คอยดูแล คนก็เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของ และเขาก็ไม่เคยคิดจะแก้ไขความเข้าใจผิดด้วย เพราะสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเปลือกที่หุ้มเขาไว้จนหนา แต่เขาเขาใจว่ามันคือชุดเกราะที่จะทำให้ไม่มีใครมาทำตัวเยอะใส่เขา และทำให้เขาดู “เหมาะสมทุกประการ” กับตำแหน่งงานที่สูงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ การที่พระเอกสวมหัวโขนเป็นคนใจดีที่ช่วยแบกปัญหาและความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ เขาเองก็ทำไปเพราะหวังผล การเป็นคนที่เข้าถึงง่าย มีน้ำใจ ใครให้ช่วยอะไรก็ช่วย เขาจะเป็นคนที่น่ารักในสายตาคนอื่น หากคนเหล่านั้นเข้ามาเป็นตัวแปรในการเลื่อนตำแหน่งของพระเอก พวกเขาก็จะเห็นว่าพระเอกนั้น “เหมาะ” เพราะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมีความสามารถ นิสัยดี น่ารัก ดูเพอร์เฟกไปหมด ก็อาจจะช่วยเทใจเทคะแนนมาที่เขาจนเขาได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ยอมเหนื่อยให้คนอื่นโขกสับนิดหน่อย แต่ถ้าพวกเขาให้อะไรคืนมาที่สมน้ำสมเนื้อ มันก็คุ้ม

ภาพจาก FB: JTBC

ซีรีส์แนวอาชีพแบบนี้ มันให้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตในการทำงานหลายอย่างเลยนะถ้าเราจะลองพิจารณาดูดี ๆ แล้วมันก็ให้ทั้งข้อคิดและเรื่องเตือนใจได้แบบที่ไม่ยัดเยียดด้วย เราจะรู้สึกอินและกลมกลืนไปกับตัวละคร เหมือนว่าพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานของเรา

อดกลั้นในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด แล้วพูดในสิ่งที่คนอื่นต้องการได้ยิน มันก็ไม่ได้เป็นการโกหกที่แย่นี่นา

ก่อนจะพูดคุยกันในประเด็นนี้ ขอสปอยล์นิดว่ามันจะมีอยู่ฉากหนึ่ง (ในอีพี 3) ที่นางเอกถามพระเอก ว่าสำหรับพระเอกแล้ว “ข่าว” คืออะไร ฉากในซีรีส์ตัดไปตัดมาไม่เฉลยสักทีว่าพระเอกตอบนางเอกไปว่าอะไร ก่อนจะมาเฉลยคำตอบของพระเอกก่อนจบอีพี จุดประสงค์ก็คือต้องการให้คำตอบของพระเอกมัน impact มาก ๆ ต่อการตัดสินใจครั้งใหญ่ของเขาในช่วงท้าย ๆ ของอีพี ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่านั่น ความหมายของ “ข่าว” สำหรับเขานั้น มันคือ “ความจริงเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่เต็มไปด้วยคำโกหกของผม” เมื่ออยู่หน้ากล้อง เขาคือผู้ประกาศข่าวที่ต้องรายงานข่าวด้วยความสัตย์จริง และจะต้องไม่พูดโกหกเด็ดขาด

ภาพจาก FB: JTBC

นั่นหมายความว่า “หน้ากล้อง” คือ จุดเดียวในชีวิตของพระเอกที่เขาจะได้พูดความจริงทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องสนใจผลลัพธ์ของมันว่าจะเป็นคุณหรือโทษกับตัวเขา หน้าที่ของผู้ประกาศข่าวคือการรายงานข้อเท็จจริงให้ผู้ชมทราบเท่านั้น ผู้ชมจะเชื่อหรือไม่เชื่ออันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของผู้ชมเอง และตัวเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับการที่ผู้ชมจะเชื่อหรือไม่เชื่อข่าวที่เขารายงาน

แต่เมื่อตัดภาพไปที่ชีวิตของพระเอก เขาคือคนที่ต้องคอยวางตัวให้ดูดี ดูน่าเชื่อถืออยู่ตลอดเวลา จนบางอย่างมันก็สร้างข่าวลือผิด ๆ (ในด้านบวก) เกี่ยวกับตัวเขามากมาย จริงอยู่ที่มันเป็นภาพลักษณ์และบุคลิกที่จำเป็นเกี่ยวกับหน้าที่การงานของเขา ซึ่งต้องพึ่งพาความดูดี ความภูมิฐาน และความน่าเชื่อถือในการทำงาน ถึงอย่างนั้น ตัวเขาก็ใช้ประโยชน์จากความเข้าใจผิดของคนอื่นไม่น้อย ด้วยภาพลักษณ์และบุคลิกที่คนอื่นเห็นว่าเขาเป็นคนหล่อเนี้ยบ ดูดีมีอนาคต เก่ง บ้านรวย ภูมิหลังดี ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ไปหมด ทั้งเก่ง นิสัยดี รวย ครบสูตร มันเป็นบันไดที่จะใช้ไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ ในแวดวงการทำงานแบบนี้ เรื่องภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคต

ภาพจาก FB: JTBC

และเพราะตัวเขาได้ประโยชน์จากความเข้าใจผิดของคนอื่นมาตลอด เขาเลยไม่เคยคิดจะแก้ไขความใจของคนอื่นให้มันถูกต้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจไปแบบนั้น แล้วแอบยิ้มรับความจอมปลอมนี่ไว้ ถ้าสุดท้ายมันโป๊ะแตก เข้าก็พูดได้ว่าเขาไม่เคยบอกกับใครเลยว่าเขามีชีวิตแบบนั้น ทุกคนเข้าใจผิดกันไปเอง เขาไม่ได้โกหกอะไรนี่นา หรือถ้ามันจะเป็นเรื่องโกหกแล้วยังไง ใคร ๆ ก็อยากดูดี แค่โกหกเรื่องของตัวเองมันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรือเปล่า เขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ทุกคนเข้าใจไปแบบนั้นเขาก็แค่เลยตามเลยตามน้ำไปเท่านั้นเอง

ถึงอย่างนั้น ภาพลักษณ์สุดคูลที่เขาเคยแสดงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการหลอกลวง เพราะอย่าลืมว่าไอ้การปั้นหน้าปั้นคำพูดให้ดูดี เป็นคนมีวุฒิภาวะที่จะไม่แสดงความน่ารังเกียจของตัวเองออกมา เก็บกลืนคำพูดแบบที่ตัวเองคิดทุกคำลงคอไป แล้วพูดเฉพาะสิ่งที่คนอื่นอยากได้ยินเท่านั้น มันก็คือการโกหกดี ๆ นี่แหละ ที่มันเป็นเรื่องโกหกหลอกลวง เพราะมันเป็นเรื่องจอมปลอม มันไม่ใช่ความจริง ความดูดีทุกอย่างมันคือการสร้างภาพลวง ๆ ขึ้นมาในขณะที่ตัวตนจริง ๆ ไม่ใช่คนแบบนั้นต่างหาก ซึ่งทุกวันนี้เราทุกคนก็กำลัง “แสดง” และ “ได้ประโยชน์” จากสิ่งนี้เหมือนกันหมด

ภาพจาก FB: JTBC

แต่จริง ๆ ซีรีส์เรื่องนี้มันก็มีประเด็นให้ชวนคิดเหมือนกันนะ ที่โบราณว่าไว้ว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” แต่ความจริงที่พระเอกหลุดพูดมาแต่ละอย่าง พาพระเอกไปตายได้เลยนะ ที่แน่ ๆ เขาใกล้จะอดตายละ เพราะตกงาน 555

มันเป็นคำฮิตติดปากเหรอครับ พูดว่าโอเคแล้วจะสะสมแต้มได้หรือไง คุณเอาแต่บอกว่าโอเค ทั้งที่มองปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าคุณไม่โอเคน่ะ

ยังคงวนเวียนอยู่กับคำโกหกต่าง ๆ ที่เราทุกคนล้วนใช้มันในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคำโกหกที่คนเราใช้กันบ่อยที่สุดในชีวิต ก็คือคำว่า “ไม่เป็นไร” ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเดียวกันกับ “โอเค” คำพูดที่ว่า ฉันไม่เป็นไร ฉันโอเค มันเหมือนเป็นคำพูดติดปากที่คนเราตั้งโปรแกรมให้มันทำงานของมันโดยอัตโนมัติ เมื่อได้ยินคำถามว่าเป็นอะไรไหม หรือโอเคไหม เชื่อไหมว่าบางทีสมองของเรายังไม่ทันประมวลผลด้วยซ้ำเลยว่าควรจะตอบคำถามพวกนั้นว่าอะไรดี แต่ปากมันไวกว่าสมอง โพล่งตอบออกไปแล้วว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “โอเค”

ภาพจาก FB: JTBC

ยิ่งกับสังคมการทำงานหรือในชีวิตจริงของพวกผู้ใหญ่นะ มันก็เป็นเหมือนสนามรบแบบที่รุ่นพี่ของพระเอกบอกพระเอกไว้นั่นแหละ การตอบคำถามที่ถามว่าเป็นอะไรไหม โอเคไหม ตามความจริงที่รู้สึกออกมาว่า “ไม่ ฉันเป็น” หรือ “ฉันไม่โอเค” กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เราโดนโจมตีได้โดยง่าย เราจะดูเป็นคนเหลาะแหละ อ่อนแอ ปวกเปียก ไม่มีความอดทน ขี้ขลาด ขี้แพ้ ฝากผีฝากไข้ไว้ไม่ได้ ไม่น่าไว้ใจที่จะให้ทำงานใหญ่ ขึ้นมาทันที ต่อให้ที่ผ่านมาคุณจะโกหกคำว่าไม่เป็นไร หรือโอเคมากี่พันกี่หมื่นหน แต่ทุกอย่างสามารถพังลงได้ในพริบตา ถ้าคุณแสดงความอ่อนแอ ความหวั่นไหวทางจิตใจออกมา คุณอาจถูกตัดสินว่าเป็นพวกขี้แพ้ได้เพียงพูดว่าฉันไม่โอเคเพียงแค่ครั้งเดียว

ภาพจาก FB: JTBC

อะ เดี๋ยวจะหาว่ามองโลกในแง่ร้ายเกินไปอีก คนเรามันมีช่วงเวลาที่เข้มแข็งและอ่อนแอกันได้ทั้งนั้นแหละ ใครมันจะใจร้ายมาตัดสินคนอื่นง่าย ๆ เพราะแสดงออกอย่างจริงใจว่าตัวเองไม่โอเคเพียงครั้งเดียวได้ด้วยเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ลองตามหาดูก็ได้ว่าจะเจอคนใจดีเป็นห่วงเราจริง ๆ กี่คน เสแสร้งใจดีกี่คน ใจร้ายซ้ำเติมกี่คน ใจร้ายมองเราด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปกี่คน ส่วนตัวคิดว่ามันหายากนะ ใครสักคนที่จะทำให้เราสบายใจจนไม่ต้องโกหกพูดคำว่าไม่เป็นไร หรือฉันโอเคออกมา ง่าย ๆ นะ บางคนไม่กล้าเผยความอ่อนแอ ความไม่สบายใจของตัวเองให้พ่อแม่รู้ด้วยซ้ำ เพราะกลัวพ่อแม่จะเป็นห่วงจนคิดมาก เลยไม่แปลกใจเท่าไรที่จะมีคนพูดโกหกด้วยสองคำนี้แบบอัตโนมัติ เหมือนสะสมแต้ม

ภาพจาก FB: JTBC

จริง ๆ เราก็มีชีวิตอยู่บนโลกที่โหดร้ายใบเดียวกันนี่แหละ เจอทั้งคนใจดีและคนใจร้ายคละ ๆ กันไป แต้มบุญดีหน่อยก็ได้เจอคนใจดีเยอะกว่า แต้มบุญน้อยหน่อยก็เจอคนใจร้ายเยอะกว่า บางทีบางวัน ตัวเราก็เป็นทั้งคนใจดีและคนใจร้ายของใครสักคนด้วยซ้ำไป แต่นี่แหละ คือสัจธรรมของโลกนี้ที่สุดแล้ว โลกที่มันไม่อุดมคติจนเพ้อฝัน โลกที่มันไม่เพ้อเจ้อเป็นเทพนิยาย แบบทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขน่ะมันไม่มีอยู่จริงหรอก ทุกอย่างมันเลยต้องมาเริ่มที่ตัวเราเอง เราต้องเป็นคนเริ่ม “ปกป้อง” จิตใจของตัวเอง อย่าให้ใครเข้ามาทำอะไรเราได้ จะอ่อนแอบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่ายอมให้ใครมาทำร้ายเรา และไม่จำเป็นต้องโกหกแม้กระทั่งตัวเองว่า “ฉันโอเค” “ฉันไม่เป็นไร” จริงใจกับตัวเองเยอะ ๆ

Frankly Speaking ซีรีส์พล็อตคอมเมดี้จ๋าเบาสมองแบบนี้ จริง ๆ มันก็ดูเป็นงานบันเทิงบำบัดที่ใช้เป็นยาแก้เครียดได้ดีเชียวล่ะ นอนดูมา 4 อีพีก็มีเรื่องให้ขำทุกอีพี ถ้าเรามองมันแค่เปลือกที่ฉาบเอาไว้ข้างบนแหละนะ ใต้เลเยอร์ชั้นแรก มันยังแฝงไปด้วยข้อคิดที่สะท้อนให้เราเห็นตัวเองในนั้นได้เหมือนกัน ดูชีวิตของตัวละครมันอาจจะขำ แต่พอเจอกับตัวขำไม่ออกก็มีอยู่เยอะ ขำแห้งด้วยความตลกร้ายก็มีไม่น้อย ชีวิตที่ไม่ได้อยากจะพูดโกหกกับใคร แต่บางทีพูดความจริงไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เรื่องแย่ซะยิ่งกว่าเดิมอีก แบบที่พระเอกพูดความจริงอะไรออกมากลายเป็นปากพาซวยไปหมด พูดโกหกยังจะได้ดีซะกว่าอีก นี่แหละชีวิต ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปค่ะ 🤥